0

[FPP MHA] When the sky falls

When that sky falls


Pairing : Bakugou x Midoriya
                 Todoroki x Midoriya

 

       สิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนความฝัน…พวกเราคิดว่าคงหลับฝันไปนับตั้งแต่วันที่คนคนนั้นจมดิ่งสู่ความมืดมิด

       แสงสว่าง…ความหวัง…รอยยิ้ม…และดวงตาที่แสนซื่อตรง ได้หายไปพร้อมกับเขาผู้นั้นที่ค่อย ๆ ถูกกลืนกินไปโดยที่พวกเราไม่รู้ตัว…พวกเรา…ไม่ได้รู้ตัว เพราะมักจะเชื่อเสมอว่าเขาคนนั้นจะกลับมายืนได้อีกครั้งและเป็นความหวังของทุกคน

แต่แล้ววันนั้นก็มาถึง วันที่…

        ทุกอย่างแตกสลาย…

        ความร้อนที่อัดอั้นกำลังปะทุไปตามส่วนต่าง ๆ… ราวกับระเบิดที่พร้อมจะปะทุทุกเมื่อ

        ตู้ม!

        ‘เดกุ!!!’

        แตกสลาย บางสิ่งกำลังแตกร้าว… เป็นเสี่ยง ๆ …

        ผิวหนัง…เส้นเลือด…กล้ามเนื้อ…

        เปรี๊ยะ!

        ‘มิโดริยะ!!!’

        ร่างกาย…และใจ…

        หากแต่ตัวเขากลับไม่ได้ยินเสียงเหล่านั้น เสียงของ…บุคคลที่อยู่ในภาพที่ฉายอยู่บนแววตาอันเลื่อนลอยนี่

        ภาพนั้นดูช้าลงเรื่อย ๆ เหมือนกับเวลาที่ค่อย ๆ ถูกแช่แข็ง…

        “คัตจัง…โทโด…โรกิคุง…ขอโทษ…”

        ภาพเบื้องหน้าของผู้ชมที่อยู่ห่างออกไปเหมือนกับฉากในภาพยนตร์ไซไฟ เพียงแต่ไม่มีแสตนอิน ไม่มีเอฟเฟค …มันเป็นความจริง เป็นหายนะที่เกิดขึ้นกลางเมืองใหญ่ ที่บัดนี้ถูกห้อมล้อมไปด้วยเศษซากปรักหักพัง หมอกดำ เปลวไฟ และแท่นน้ำแข็งแหลมคมมากมาย
        เพียงแต่สิ่งที่เข้ามาในโสตประสาทของพวกเขานั้นไม่ใช่ฉากอันตระการตานี่ แต่เป็นภาพของคนคนหนึ่ง…ที่กำลังล้มลงช้า ๆ

          ตุ๊บ!

          “เดกุ!!!”

          “มิโดริยะ!!!”

          จากนั้นร่างกายที่เคยไร้เรี่ยวแรงของทั้งสองก็ถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และสติอันน้อยนิดเพื่อเข้าไปหาร่างที่นอนแน่นิ่ง

           แล้วทุกอย่าง…ก็มืดดำไปในที่สุด

 

        **********

 

Bakugou’s side

            ชายหนุ่มจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดาอารมณ์ เขายืนอยู่เช่นนี้มาร่วมชั่วโมง ไม่สิ…ต้องเรียกว่าเกือบทั้งวัน เพียงแต่ในช่วงแรกที่เหยียบย่างเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ เขาอยู่ห่างไกลจากจุดที่เขายืนอยู่ตอนนี้มาก
            จากหน้าตึก…จากชั้นล่างสุด…จากเคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์…จากประตูบานหลัก…จากหน้าห้องที่รายล้อมด้วยกระจกหนา…และมาจบที่…ด้านในห้องนี้ ด้านหน้าของเขาที่มีคนนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยที่รายล้อมด้วยสายระโยงระยางที่เชื่อมมาจากอุปกรณ์การแพทย์และเครื่องมือดูแลผู้ป่วยต่าง ๆ

             “…..”

             เรียวปากนั้นอ้าเปิดน้อย ๆ เหมือนจะพูดอะไรแต่สุดท้ายก็ไม่มีคำใดกล่าวออกมา ณ ตอนนี้มีเพียงเสียงของอุปกรณ์ในห้องที่ดังเป็นจังหวะมาสักพักและเสียงผ่อนลมหายใจของเขา แต่ไม่นานนักปากนั่นก็ถูกขบกัดด้วยฟันคมจนแทบห้อเลือด

             ไอ้บ้าเดกุ…อ่อนฉิบหาย อ่อนแอ…แกจะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานไหม!

             คำพูดกระโชกโฮกฮากอย่างทุกทีนั้นได้แต่ดังก้องในใจ มือที่อยู่ข้างตัวกำแน่นก่อนมันจะพุ่งเข้าไปตรงหน้าของคนที่ยังคงหลับตาอย่างสงบด้วยความเร็วและหยุดลงด้วยความห่างเพียงไม่ถึงสองเซนติเมตร… จากแววตาที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิดสับสนบัดนี้มันดูโอนอ่อนและเศร้าหมอง มือของเขาแบออกก่อนจะเกร็งนิ้วค้างไว้ราวกับว่าไม่กล้าจะเข้าไปสัมผัสแม้เพียงบางเบาเขาเฝ้ามองไปที่ใบหน้าของอีกคนผ่านหว่างมือของตนเองก่อนคิ้วจะขมวดเข้าหากัน หากแต่…มันไม่ใช่การขมวดเข้าหากันด้วยความหงุดหงิด มันเป็นเพราะตาคมนี่…กำลังพยายามข่มไม่ให้บางอย่างพรั่งพรูออกมา… ทั้งอารมณ์…คำพูด… และ…น้ำตา

             “อึก…บ้าเอ้ย ตื่นขึ้นมาสิวะ เดกุ…แก…ตื่นขึ้นมาฟังฉันก่อน”

             เสียงห้าวพูดอย่างตะกุกตะกักก่อนมือที่เริ่มสั่นเทานั่นจะเลื่อนไปลูบที่ข้างแก้มของคนตรงหน้าอย่างเบามือ

             “เดกุ…ฮึก…ไหนแกบอกว่าจะก้าวข้ามฉันไปไง ลุกขึ้นมาแล้วเดินตามฉันเหมือนทุกทีสิ! ให้ฉันได้อัดแก… ได้ด่าแก… ได้…ได้บอกว่า…”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้ทั้งร่างก็ค่อย ๆ อ่อนยวบลง โดยที่เขาทิ้งร่างตัวเองลงโน้มเข้าหาอีกฝ่าย กลุ่มผมสีอ่อนซุกลงไปกับอกที่กระเพื่อมตามลมหายจนอ่อน ๆ ของคนที่ยังคงหลับตา ไม่มีวันรับรู้สิ่งรอบกายที่เกิดขึ้น จากนั้นเสียงสั่นเครืออันแผ่วเบาก็เอ่ยออกมา

            “ได้บอกว่า…มัน…โคตรเหงาเลยที่ไม่มีแก…ไม่ชอบเลยสักนิด ฮึก”

            ใช่มันช่างเหงานัก…ว่างเปล่า ที่ตอนนี้ไม่มีแกอยู่… ไม่มีแกที่ฉันอยากจะบอกให้รู้ที่ฉัน…อยากจะให้อยู่ในสายตาตลอด


แกทำให้ฉันชอบนะ…ชอบมาตลอด…

 

**********

 

Todoroki’s side

            สองเท้าก้าวเข้ามาในห้องสีขาวอันเงียบสงบ เขาก้าวตรงไปที่เตียงผู้ป่วยที่รายล้อมด้วยสายระโยงระยางและเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับผู้ป่วยต่าง ๆ ที่มีไว้สำหรับบุคคลหนึ่งที่อยู่ในห้วงนิทราอยู่ ณ ตอนนี้…
            ในอ้อมกอดของร่างสูงนั้นมีช่อดอกทานตะวันที่ไม่ใหญ่นักถูกห่อด้วยกระดาษสีอ่อน มันถูกนำมาวางไว้ที่ข้างกายราวกับเป็นสิ่งที่จะหวังจะช่วยให้ห้องสีขาว…เครื่องมือสีขาว…เตียงสีขาว…และคนในชุดขาวสะอาดนี่ดูมีชีวิตชีวาขึ้น

            “ดอกทานตะวันที่เคยปลูกไว้…โตขนาดนี้แล้วนะ”

            เสียงทุ่มนุ่มกล่าวออกมาก่อนจะมองดอกทานตะวันสลับกับอีกคน ใบหน้าเรียบนิ่งจ้องมองคนผู้ที่กำลังหลับไหลอยู่ก่อนเรียวมือจะยื่นไปกอบกุมมือของอีกฝ่ายที่ไม่ค่อยอุ่นนัก แววตาของเขาค่อย ๆ หรี่เล็กลงและจ้องมองใบหน้าที่ไร้เลือดฝาดด้วยสายตาที่ดูเจ็บปวด

            “เย็น….หนาวไหมมิโดริยะ”

            สิ้นประโยคเขาก็ค่อย ๆ ลดหน้าลงไปจับมือนั่นให้มาทาบข้างแก้มของเขาก่อนจะลูบไปมาอย่างทะนุถนอม

            “ฉัน…ทำให้นายอุ่นขึ้นบางหรือเปล่า”

            เขากล่าวและคลี่ยิ้ม จากนั้นก็ใช้มืออีกข้างหนึ่งยื่นไปเกลี่ยผมที่ปรกหน้าของผู้ที่หลับไหลอยู่ วันนี้ก็เป็นอีกวันที่เขามาหาคนคนนี้… ทุกครั้งเขาจะเดินมายังห้องแห่งนี้ทันทีเมื่อมาถึงที่นี่ สองมือมักหอบหิ้วบางอย่างมาด้วย ราวกับเป็นของขวัญแห่งการพบเจอกันในแต่ละวัน

            มันคือ…ของที่คนคนนี้ควรจะได้เห็น อย่างเช่นดอกทานตะวันนี่

            “มิโดริยะ…”

            เขาเรียกชื่อของเจ้าของมือเย็นนี่ แววตาอันนิ่งเฉยสั่นวูบเล็กน้อยก่อนมือของเขาจะค่อย ๆ จับมืออีกคนแน่นขึ้น

            มิโดริยะ…มิโดริยะ…มิโดริยะ…ตื่นได้แล้ว…

            ในใจพร่ำเรียกชื่อนั้นซ้ำไปซ้ำมาพลางนึกภาพใบหน้าของอีกคนในวังวนของความทรงจำ หากแต่…มันเป็นใบหน้าที่แตกต่างจากตอนนี้ยิ่งนัก ใบหน้าตอนนี้…ที่เขาเห็นกี่ครั้งก็ยังไม่เคยชินและไม่อยากจะจดจำมันนัก…
             บัดนี้ในอกนั้นคับแน่น ด้วยเรียวปากที่มิได้ปริเปิด… สายตาที่ได้แต่ทอดมองเสมอมา… และใจนี่…ที่อัดอั้นไม่เคยได้แสดงความรู้สึกที่แท้จริง มันเป็นเช่นนี้ทุกครั้งที่ได้เห็นใบหน้าของอีกคน เพียงแต่ตอนนี้…แม้อยากจะพูดออกไปเจ้าตัวก็คงไม่รับรู้

            อยากจะพูดออกไป…ให้เร็วกว่านี้

            เรียวตาหลุบลงก่อนริมฝีปากจะค่อย ๆ พรมจูบมือที่ไร้เรียวแรงไร้การรับรู้นี่ และเมื่อหันกลับไปมองใบหน้าของอีกฝ่ายที่มีดอกทานตะวันอยู่เคียงข้างอีกครั้ง เขาก็ยิ้มบางและใช้มือข้างเดิมลูบที่ข้างแก้มอีกคนอย่างเบามือ

            “มิโดริยะ…ดอกทานตะวันน่ะต้องการแสงอาทิตย์นะ…”

            เหมือนกับฉัน… ตอนนี้ใจฉันมันเหมือนถูกแช่แข็งไป ฉัน…ต้องการนาย

            สิ้นคำพูดในใจหยดน้ำใสที่กำลังจะเอ่อล้นพ้นขอบตาก็ไหลลงตามรูปหน้าโดยที่เขาไม่รู้ตัว เขาไม่ได้ใส่ใจมันนัก ยังคงยิ้มบางทอดมองใบหน้าอันเบลอเลือนของอีกฝ่าย มือหนากอบกุมมือนี้แน่นขึ้นแม้ตอนนี้มันจะสั่นเทิ้มไปหมด

            “ฉันจะรอนะ รอวันที่นายจะตื่นขึ้นมาฟังคำพูดของฉัน”

            กลับมา…ยิ้มให้ฉันเถอะนะ คอยเป็นแสงที่ส่องสว่างให้ฉัน… ให้ฉันได้เฝ้ามองเหมือนอย่างเคย และรอที่จะได้พูดคำคำนี้ออกไป


ฉันชอบนายเหลือเกิน…

 

++++++End++++++

 

Talk

            สวัสดีค่ะKumatoraค่ะ! ก่อนอื่นของขอบคุณที่มาหยิบฟรีเปเปอร์อันนี้นะคะ ครั้งนี้เป็นเรื่องแรกที่แต่งในด้อมMHAเลยค่ะฮือออ ไม่รู้จะชอบหรือเปล่าหรืออาจจะดูเมา ๆ ตามคนแต่งที่ใกล้ตาย… ยังไงก็หวังว่าจะชอบไม่มากก็น้อยนะคะ! ถ้ามีโอกาสคงได้แต่งยาว ๆ สักเรื่องบ้าง

            ตัวเรื่องนี้กล่าวถึงมิโดริยะที่บาดเจ็บหนักจนโคม่านอนอยู่ที่โรงพยาบาลค่ะ ซึ่งเป็นการบาดเจ็บแบบที่หลังจากการต่อสู้ครั้งนี้คงไม่เหลืออะไรแล้วเพราะเจ้าตัวสู้และสละร่างกายมานาน ส่วนบาคุโกกับโทโดโรกิที่อยู่ด้วยกันมาตลอดก็เป็นฮีโร่ที่ทำหน้าที่ด้วยกันและเป็นเพื่อนที่มีความทรงจำร่วมกันมานานค่ะ ทั้งสองชอบมิโดริยะแต่เพราะหน้าที่และสถานะเพื่อนที่อยู่กันมานาน คิดว่ายังไงก็คงมีกันแบบนี้ ยังไงอีกคนก็จะเป็นมิโดริยะคนที่เป็นความหวังของทุกคน คงไม่มีวันที่คนคนนี้จะล้มหรือหายไป… แต่แล้วมันก็เกิดขึ้น แล้วพวกเขาก็ได้แต่มานั่งเสียใจภายหลัง ได้แต่รอปาฎิหาริย์ขอให้มิโดริยะตื่นขึ้นมารับรู้ความรู้สึกของพวกเขา ซึ่งก็คงเป็นไปได้ยาก…และถึงตื่นขึ้นมาคงได้เกิดศึกแย่งชิงน้ำตาแตกเลือดกระเด็นแน่ค่ะ…
           เอาเป็นว่ายังไงก็มาคุยหรือมาหวีด ๆ ด้วยกันได้ที่ Twitter: Kirikiri_Kei หรือติดตามผลงานตามหน้าบล็อคที่แปะไว้ในทวีตค่ะ!

0

[AU Daiya no A] Remain 1.0 :: MiSawa

Remain 1.0 :: MiSawa

 

 

จะ…ปกป้อง

ข้าจะ…ปกป้องเจ้าเอง

เพราะฉะนั้น…ครั้งสุดท้าย

ขอให้ข้า…ได้สัมผัสเจ้า

…แค่ครั้งนี้…

.

.

.

       ความอบอุ่นที่รู้สึกได้ผ่านผิวกายนี่…มาจากที่ใดกัน ความอบอุ่นที่คล้ายกับอ้อมกอดนั่นมันช่างน่าโหยหา มือที่ยื่นมา…ช่างอ่อนโยน สัมผัสนั่น…

ใครกัน

        เมื่อดวงตาปรือเปิดออก ภาพแรกที่ได้เห็นคือหมู่แมกไม้ที่อยู่สูงขึ้นไปกับแสงพราวระยับจากดวงอาทิตย์ที่สาดส่องรอดมา แม้ภาพเบื้องหน้าจะยังคงเบลอเลือนแต่เพียงแค่นั้นมันกลับทำให้จิตใจรู้สึกสงบได้ แสงแดดที่กระทบผิวกายยิ่งทำให้ร่างกายที่แนบชิดพื้นดินที่ชื่นชุ่มอบอุ่นขึ้นมา เมื่อนัยน์ตาสีอำพันเลื่อนมองเหม่อไปตามภาพด้านหน้าสักพักและเริ่มพบว่าตนเองนั้นได้มาอยู่ในที่ที่มีแต่ภาพไม่คุ้นตามันก็เริ่มกระพริบถี่ขึ้นจนภาพเบื้องหน้านั้นเด่นชัด

“อ่าว…นี่ฉันทำอะไรอยู่เนี่ย”

เสียงใสจากเด็กหนุ่มเจ้าของนัยน์ตาสีอำพันนั้นกล่าวขึ้นก่อนเจ้าตัวจะเริ่มขยับร่างกายที่นอนราบอยู่กับพื้นดิน

“ที่นี่…เหวอ!”

ยังไม่ทันที่เขาจะหาคำตอบให้กับตัวเองได้ก็ต้องตื่นตกใจเมื่อพบว่ามีบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่บนร่างกายของเขา พอก้มหน้าไปดูก็พบว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตก้อนขนบางอย่าง เมื่อเห็นดังนั้นเขาก็ถึงบางอ้อ

“เอ๊ะ…เจ้าจิ้งจอกน้อย!”

สิ่งมีชีวิตสี่ขาตัวเล็กกำลังจ้องมาที่เขาตาปริบ ๆ ก่อนจะกระโดดลงไปจากตัวเด็กหนุ่มเมื่อร่างกายที่มันเยียบอยู่นั้นเริ่มขยับลุกขึ้นนั่ง

“โอ๊ยเจ็บไปหมดเลย…ให้ตายเถอะ”

เขาเริ่มสำรวจตามเนื้อกายที่มีแต่เศษกิ่งไม้ใบหญ้าและคราบดินเต็มไปหมด บางจุดนั้นก็มีแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั้งถลอกทั้งเลือดออกก็มี ดูจากภาพการณ์และภาพสุดท้ายที่จำได้แล้วคาดว่าคงตกจากเนินเขาลงมาแต่เพราะโชคดีที่ตนเองเป็นคนแข็งแรงไม่อย่างนั้นคงได้มีร้าวหรือหักบ้าง
พอทำการสำรวจเรียบร้อยเขาก็หันกลับมามองเจ้าตัวน้อยที่ยังคงนั่งยอง ๆ มองเขาอยู่ไม่ไกล

“เอ้า! เอาคืนมา”

เขากล่าวดังลั่นก่อนจะยื่นแขนแบมือออกไปตรงหน้าของอีกฝ่าย สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้คือ เขานั้นเพิ่งเดินทางมาถึงที่ภูเขาแห่งนี้และได้พบกับเจ้าตัวน้อยนี่ แม้ตอนแรกจะคิดว่ามันเป็นสัตว์ที่น่ารักน่าชังดี แต่ตอนนี้ความน่ารักนั้นหายไปจากความคิดเขาเป็นที่เรียบร้อยเมื่อพบว่ามันฉกชิงของมีค่าของเขาไป

“อ่าว…เฮ้ย!”

เด็กหนุ่มอุทานขึ้นมาเมื่อพบว่าสิ่งที่ควรจะอยู่ที่ปากของเจ้าจิ้งจอกน้อยนี่มันกลับไม่มีอยู่แล้ว

“หายไปไหน! แกกินไปแล้วเหรอ คายออกมานะ!”

เขาพุ่งเข้าไปหาเจ้าตัวน้อยก่อนจะพยายามจับมันอ้าปาก แต่พอดูแล้วไม่มีวี่แววของสิ่งที่ตามหาเขาก็เริ่มพลิกดูตามร่างกายของมัน ซึ่งสิ่งที่หาอยู่นั้นก็ไม่มีอยู่ตามคาด

“ไม่มี ไม่มี ไม่มี! โฮฮฮ” เขาร้องเสียงหลงออกมา ทำหน้าตาเหมือนจะร้องไห้ให้ได้

“สร้อยข้อมือ…ของปู่ ฮึก…”

พูดจบเพียงเท่านั้นน้ำตาที่เก็บเอาไว้ก็เริ่มไหลออกมา เจ้าจิ้งจอกน้อยที่ดูเหมือนจะยังไม่ค่อยเข้าใจเหตุการณ์นักเริ่มรนราน คงรู้ตัวว่าน่าจะทำเรื่องไม่ดีไป ทำให้คนคนนี้ต้องเศร้าใจ มันจึงค่อย ๆ เดินเข้าไปหาและใช้อุ้งเท้าแตะ ๆ ที่มือของอีกฝ่าย แต่เด็กหนุ่มนั้นไม่ได้สนใจมันมากนัก เขายังคงสะอื้นไห้อยู่อย่างนั้นและเริ่มคิดถึงเหตุการณ์เลวร้ายเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

“เรื่องอะไรนักหนาเนี่ย…จะโชคร้ายไปถึงไหนกัน”

      ใช่แล้ว…จะโชคร้ายไปถึงไหนกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นราวกับความฝัน ภาพของผู้ที่ให้สร้อยข้อมือแก่เขา…ปู่ของเขาที่ปิดตาหลับไปอย่างสงบบนเตียงคนไข้ในห้องสีขาว… เมื่อคิดแล้วก็ยิ่งรู้สึกเศร้าใจ…บุคคลเพียงหนึ่งเดียวที่อยู่เคียงข้างเขามาตลอดตั้งแต่จำความได้ได้จากเขาไปแล้ว
ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ไม่มีใครต้องการเขา ไม่มีใครยอมรับเขา แต่ถึงอย่างนั้น ขอเพียงแค่รู้ว่ามีคุณปู่อยู่ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรเขาก็ไม่สนไม่เก็บมาคิด แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ เขาเหลือตัวคนเดียว เด็กมัธยมที่เพิ่งอายุครบ 15 ปีหมาด ๆ ต้องอยู่คนเดียว แต่…

“ทำไมฉันถึงต้องมาที่นี่กันนะ…” เขาพูดออกมาเบา ๆ เมื่อเริ่มสงบสติอารมณ์ได้

        ‘นี่คือสิ่งสุดท้าย…เป็นที่ของแก…มีคน…รอแกอยู่…ไปหาเขาเถอะนะ’

มันเป็นคำพูดสุดท้ายของปู่ก่อนที่เขาจะได้รับแผ่นกระดาษที่มีรูปแผนที่และคำอธิบายคร่าว ๆ อยู่ หลังจากที่คุณปู่ตายไปเขาก็ได้พบว่าท่านนั้นจัดการเรื่องทุกอย่างเอาไว้แล้ว…เหมือนกับจะรู้ว่าไม่ว่าอย่างไรก็คงไม่ได้อยู่กับเขาแล้ว… ทั้งการย้ายมาอยู่ที่นี่และมาเข้าเรียนในโรงเรียนที่ใกล้ที่แห่งนี้

“เฮ้อ…เอาเถอะ คงต้องมาคิดสินะว่าจะไปยังไงต่อก่อน…”

เขาถอนหายใจก่อนจะลุกขึ้นมาและพบว่าท้องฟ้านั้นเริ่มเปลี่ยนสีแล้ว ก่อนจะมองออกไปรอบด้านและพบว่ามีเพียงต้นไม้และต้นไม้ เมื่อมองขึ้นไปด้านบนซึ่งเป็นทางที่เขาตกลงมานั้นก็รู้ได้ทันทีว่าคงไม่สามารถกลับไปเส้นทางหลักได้

“จิ๊…ทำแสบจริง ๆ นะเจ้าจิ้งจอกน้อย…ตอนนี้ฉันคงไม่มีเวลามาสั่งสอนแก ไว้หาทางไปบ้านหลังนั้นได้ก่อนแล้วเราค่อยว่ากัน”

เด็กหนุ่มหันไปคุยกับเจ้าตัวน้อยที่ยังคงอยู่ใกล้ ๆ เขา ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าเจ้าหนูนี่จะเข้าใจไหมแต่อย่างน้อยเขาก็อยากจะระบายอารมณ์ออกไปล่ะมัง
เมื่อได้ฟังดังนั้นหน้าแหลม ๆ ของเจ้าจิ้งจอกก็ลดระดับลงจนทำให้รู้ว่ามันนั้นคงจะพอเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นและรู้สึกผิดอยู่บ้าง เด็กหนุ่มมองมันและรู้สึกสงสารขึ้นมาและเมื่อได้หยุดดูตามร่างกายของเจ้านี่ดี ๆ เขาก็พบว่ามันก็ได้รับบาดเจ็บไม่น้อย

“ตัวแกก็เล็กนิดเดียว ตกลงมาจากที่สูงขนาดนั้นคงเจ็บสินะ ส่วนหนึ่งก็ความผิดของฉันล่ะนะที่เอาแต่วิ่งไล่แกไม่ดูตาม้าตาเรือจนทำให้เราทั้งคู่ตกมาที่นี่ ขอโทษด้วยนะ”

เขาค่อย ๆ เอื้อมมือไปลูบหัวของเจ้าจิ้งจอกน้อยเบา ๆ และยิ้มอย่างอ่อนโยนออกมา เมื่อเจ้าตัวน้อยเห็นดังนั้นความกระวนกระวายใจและความกลัวที่มีอยู่แต่แรกก็หายวับไป มันเดินเข้ามา กระโดดเข้าหาเด็กหนุ่มและทำท่าทางออดอ่อนราวอยากจะพูดว่าขอโทษกับเขา

“ฮ่า ๆ จักกะจี๊น่ะ”

เด็กหนุ่มรู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อย อยากจะขอบคุณเจ้าหนูนี่เหมือนกันที่ไม่ได้หนีหายไปไหน เพราะตอนนี้…เมื่อเขาได้ลองดูบรรยากาศรอบด้านดี ๆ ก็รู้สึกกลัวใจขึ้นมา ตอนนี้พระจันทร์เริ่มออกมาแทนที่พระอาทิตย์ ท้องฟ้านั้นมีสีม่วงปนแสด หมู่แมกไม้เริ่มเคลื่อนไหวไปตามลมแรงที่พัดมาเป็นระลอก ๆ สร้างภาพแสงเงาและเสียงที่น่าผวาชอบกล เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่วิ่งไปมาเพื่อกลับรังและออกหากินยิ่งทำให้เขารู้สึกระแวง รอบด้านมีเพียงเสียงและภาพบางอย่างที่เคลื่อนที่ผ่านตาไปอย่างรวดเร็ว และความรู้สึก…เสียวสันหลังวาบนี่ ราวกับกำลังถูกใครจับจ้องอยู่…

        น่ากลัว…ไม่อยากคิดเลยว่าถ้าเขาต้องอยู่คนเดียวท่ามกลางสิ่งเหล่านี้นั้นจะเกิดอะไรขึ้น

เขากระชับอ้อมกอดของตัวเองที่มีเจ้าตัวน้อยอยู่แน่นขึ้น

“ปู่จะให้ฉันมาอยู่ในบ้านท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้จริง ๆ เหรอเนี่ย….”

พูดจบเขาก็ฝืนกลืนน้ำลายฝืด ๆ ลงไป และพยายามสั่งขาที่เริ่มสั่นเทาให้เดินไปข้างหน้า

“ไปกันเถอะเนอะเจ้าจิ้งจอกน้อย”

“…..”

แล้วการเดินทางของพวกเขาแลเพื่อนใหม่ก็เริ่มขึ้น โดยที่ไม่รู้เลยว่า…กำลังถูกสายตานับสิบคู่จับจ้องอยู่

**********

เขาว่ากันว่าเวลาหลงป่านั้นให้พยายามเดินตรงไปข้างหน้า ตรง…ตรงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้…

“ไม่เชื่อเว้ยยย!”

เสียงใสตะโกนดังลั่นท่ามกลางป่าลึกในภูเขาที่เงียบสงัด และแม้จะตะโกนดังลั่นขนาดนั้นสิ่งที่ตอบกลับเขามามีเพียงเสียงนกเค้าแมวที่ยังคงดังเป็นจังหวะเหมือนเดิมตั้งแต่เมื่อครู่และอาการสะดุ้งตื่นของเจ้าจิ้งจอกน้อยที่เพิ่งเผลอหลับไปไม่นาน

“เดินตรงบ้าอะไร…มีแต่ป่าและป่า ไม่เห็นจะมีทางออกหรือทางเดินดี ๆ เลย”

เขาเริ่มบ่นด้วยความหงุดหงิดเมื่อพบว่าตัวเองนั้นเดินวนอยู่ในป่าแห่งนี้มาหลายชั่วโมงแล้ว

“แล้วบ้านเบินอะไร มันจะไปอยู่ในที่แบบนี้ได้ยังไง! …ฮึก”

เมื่อได้โวยวายสมใจจนหมดลมบวกกับขาที่ล้าจนแทบจะเดินขัดกัน มันก็ทำให้เขาจำใจต้องลดตัวลงนั่งยอง ๆ ด้วยกำลังที่อ่อนลง แล้วความสิ้นหวังทำให้เขาถึงกับเริ่มร้องไห้ออกมาอีกครั้ง

“….หงิง”

เจ้าจิ้งจอกน้อยที่เพิ่งตื่นขึ้นมานั้นรู้สึกเป็นห่วงเขาและอยากจะช่วย มันจึงดันตัวเองออกจากอ้อมกอดแน่นนั้นและกระโดดลงไปยืนบนพื้น

“เจ้าตัวน้อย….”

มันเริ่มกวาดมองไปรอบด้านและใช้จมูกเล็ก ๆ ของมันดมกลิ่นรอบ ๆ ก่อนจะเงยหน้าหันมามองเขา ดวงตากลมโตนั้นจ้องมองมาสักพักใหญ่ ๆ เหมือนกำลังตัดสินใจบางอย่างอยู่ ซึ่งตัวเขานั้นก็ไม่อาจรู้ได้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร แต่จากนั้นไม่นานนักมันก็เริ่มออกเดินไปข้างหน้า

        นายท่านคงไม่ว่าอะไรหรอกมั้ง…

“อ…เอ๊ะ…เฮ้ จะไปไหนน่ะ”

เด็กหนุ่มร้องทักขึ้นมา เจ้าจิ้งจอกน้อยเพียงเชยตามองและยกเท้าหน้าของมันชี้ไปด้านหน้าเพื่อบอกทางไปที่ไหนสักแห่ง เขาเพียงได้แต่นึกสงสัยแต่ไม่มีทางเลือกจึงตัดสินใจเชื่อมั่นในตัวเจ้าถิ่นตรงหน้าของเขาและเดินตามไปอย่างว่าง่าย

“เอาเถอะ หลงมาขนาดนี้แล้ว ตอนนี้จะให้ทำอะไรก็ยอมแล้วล่ะ ฉันจะเชื่อใจนายนะ”

ทั้งคู่นั้นยังคงเดินไปตามทางด้านหน้า เจ้าจิ้งจอกที่เพิ่งจะแสดงความเป็นเจ้าถิ่นออกมาครั้งแรกเดินตรงไปด้านหน้าอย่างมุ่งมั่นผิดกับเขาที่เริ่มรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนมากขึ่นทุกทีเมื่อเยื้องย่างไปแต่ละก้าว จะว่าน่ากลัวก็ไม่เชิงแต่มันรู้สึกแปลก…อากาศที่เริ่มหนาวผิดปกติ ประสาทสัมผัสที่รู้สึกเฉียบคมมากขึ้นจนเกินไป และบางอย่างที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจตั้งแต่ตื่นขึ้นมานี่… อึดอัดและกังวลอย่างบอกไม่ถูก

        มันคืออะไรกันนะ

“นี่เจ้าจิ้งจอกน้อยเราจะเดินไปถึงไหนกันน่ะ…เอ๊ะ”

อาจจะเพราะตนเองมัวแต่คิดกังวลจนลืมดูรอบข้างไป เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็คลาดกับคนนำทางเสียแล้ว เขาพยายามสอดส่ายมองหารอบด้านแต่ก็ไม่พบแม้แต่ร่องรอย ลองร้องเรียกหลายต่อหลายครั้งก็ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ

“เจ้าจิ้งจอกน้อย!…อึก…อะไรกัน….”

เขาถึงกับยืนอึ้งอยู่อย่างนั้น เริ่มรู้สึกทำอะไรไม่ถูกเมื่อรู้ตัวว่าตอนนี้เหลือเพียงตัวคนเดียวแล้วจริง ๆ และเกิดเข่าอ่อนขึ้นมาเมื่อพบว่าบรรยากาศรอบ ๆ ตัวนั้นมันผิดแปลกไป
หมอกหนาก่อตัวขึ้นรอบ ๆ ป่าที่เต็มไปด้วยไม้ใหญ่ตอนนี้มีเพียงต้นไผ่มากมายที่ไหวไปมาพร้อมกับใบคมที่เสียดสีกัน เสียงนกเค้าแมวซึ่งได้ยินมาตั้งแต่แรกจนตอนี้ที่ยังคงรู้สึกตัวนั้นได้หายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ร่างกายก็สั่นเทิมไปหมด รู้สึกเสียววาบนับหลายต่อหลายครั้ง

“… ฮ่ะ ๆ ไม่ตลกเลยนะ”

เขาทรุดนั่งลงไปกับพื้นดินอันเย็นเยียบและกอดร่างของตัวเองแน่น

“ความรู้สึกแบบนี้…ไม่นะ เพราะไม่มีสร้อยข้อมืออย่างนั้นเหรอ…”

เด็กหนุ่มพูดกับตัวเองด้วยน้ำเสียงอันสั่นเทา และแม้ตอนนี้อากาศรอบด้านจะหนาวเย็นลงเพียงใด บนผิวกายของเขากลับมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มไปหมด

“หนุ่มน้อย…”

เฮือก!

จู่ ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นทำให้เขาถึงกับสะดุ้งสุดตัว เขารับรู้ได้ว่าเสียงนั้นอยู่ใกล้มาก มากขนาดที่ว่าเหมือนมีคนมากระซิบข้าง ๆ หู มันเป็นเสียงของผู้หญิง… เขาหลับตาแน่นแต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรเสียงร้องเรียกนั้นก็ไม่หายไปสักที

“หนุ่มน้อย….”

ครั้งแล้วครั้งเล่า..

“หนุ่มน้อย…หลงทางรึ”

        ห้ามตอบกลับ

“หนุ่มน้อย…จะไม่ตอบฉันหน่อยเหรอ”

        รอจนกว่าเขาจะไป

“……”

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่เขาไม่มั่นใจนัก เขาขดตัวอยู่อย่างนั้นและยังคงหลับตาก้มหน้าต่อไป เมื่อเสียงนั้นเงียบลงจนจางหายไป เขาจึงตัดสินใจค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แต่แล้ว…

“เหวอ!”

ขาของใครบ้างคนอยู่ตรงหน้าเขา… เขาตกใจจนล้มไปด้านหลังและเมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบว่าหญิงสาวผู้นั้นได้ก้มลงมาจ้องมองเขาอยู่ในระยะประชิดที่ห่างไม่ถึงหนึ่งฝ่ามือ เขาเบิกตาโพลงจ้องเข้าไปที่ตาของนางไม่กล้ากระพริบตา ณ ตอนนี้เขาทำอะไรไม่ถูก แม้แต่จะกรีดร้องออกมาปากเจ้ากรรมก็แข็งทื่อไปเสียนี่ จนกระทั้งสาวเจ้าตรงหน้าที่เขาไม่แน่ใจว่าจะเรียนว่าเป็นมนุษย์ผู้หญิงได้หรือไม่ขยับห่างออกไปและเริ่มหัวเราะออกมา

“ฮุ ๆ ตกใจอะไรขนาดนั้นกัน”

“ก…ก็…ธ…เธอ…ค…คุณ”

เขาพูดตะกุกตะกักเพราะยังไม่สามารถควบคุมสติได้ แต่เมื่อคนตรงหน้ายิ้มตอบบาง ๆ เหมือนกำลังรอคำตอบบางอย่างจากเขา เด็กหนุ่มก็รู้สึกผ่อนคลายจนใจเย็นลงและได้สติขึ้นมา แม้จะยังกล้า ๆ กลัว ๆ แต่ก็ตัดสินใจจ้องตรงไปยังใบหน้าของคนตรงหน้า และพบว่าหน้าตาของเธอนั้นไม่ได้เป็นไปตามแบบที่คิดไว้ในตอนแรก… เธอมีหน้าตาสะสวยสะอาดหมดจด

“เฮ้อ…”

เขาถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะใช้มือที่ว่างอยู่เช็ดเหงื่อที่ใบหน้า

“คิดว่าฉันเป็นผีเหรอจ๊ะหนุ่มน้อย”

“อ…เอ่อ ขอโทษด้วย”

“ไม่เป็นไรจ้ะ…ว่าแต่หนุ่มน้อยหลงทางเหรอ”

“ครับ…ผมพรากจาก…เพื่อนน่ะครับ”

“เหรอจ๊ะ..น่าสงสาร ตอนนี้ก็มืดแล้ว จะอันตรายเอาถ้าเดินทางในป่าเวลานี้ ถ้าไม่รังเกียจไปค้างที่บ้านของฉันก่อนไหมจ๊ะ”

        บ้าน?

“มาเถอะ ลุกไหวไหมจ๊ะ”

เธอคนนั้นยื่นมือเรียวมาตรงหน้าเขา เด็กชายยังคงลังเลใจอยู่แต่ก็ตัดสินใจจับมือนั้นและลุกขึ้นมา เขาจ้องมองเธอพลางใช้ความคิด

        แถวนี้ไม่น่าจะมีบ้านคนอื่นนอกจากบ้านที่ปู่บอกไห้ไป…หรือจะเป็นเธอคนนี้กันนะ ลองถามดูดีกว่า

“ขอโทษนะครับ บ้านนี่…”

“อะไร!”

แต่ไม่ทันที่เขาจะถามถึงสิ่งที่สงสัยออกไป เธอกลับแสดงสีหน้าที่ดูน่ากลัวออกมาในเสี่ยววินาทีและพูดออกมาด้วยน้ำเสียงกึ่งตะคอก เขาไม่ได้ตาฟางหรือหูฝาดไปแน่นอนถึงมันจะแค่ชั่วแว๊บเดียวก็ตาม แต่จากนั้นใบหน้าของเธอ..ก็กลับมายิ้มอย่างอ่อนโยนเหมือนเดิม

“ฮุ ๆ ขอโทษทีนะจ๊ะที่ทำเสียงดัง พอดีฉันยังไม่ได้ทานอะไรมาทั้งวัน เลยอยากรีบกลับบ้านแล้วน่ะจ้ะ”

“ค…ครับ”

เด็กหนุ่มได้แต่ทำหน้าเหวอตอบกลับไปอย่างว่าง่าย เขารับรู้ได้ถึงแรงกดดันจากอีกฝ่าย แรงกดดัน…จิตมุ่งร้าย…ที่ตรงกันข้ามกับใบหน้าและเสียงอันอ่อนโยนนี่

        อะไรกัน…ชักไม่ชอบมาพากลแล้วสิ

“ถ้าไม่ว่าอะไร เรารีบไปที่บ้านฉันกันเถอะนะจ๊ะ นี่ก็มืดมากแล้วด้วย”

ไม่ทันที่เขาจะได้ประมวลความคิด มือบางที่ตอนแรกช่วยฉุดเข้าขึ้นมาก็จับกุมมือเขาแน่ขึ้นจนรับรู้ได้ถึงแรงบีบที่ไม่เบานักและ…ความเย็นของมือนี่… น้ำลายหนืด ๆ ถูกกลืนลงไปอย่างยากลำบากพอ ๆ กับข้อมือของเขาที่อยากจะออกแรงสะบัดมือที่จับกุมเขาอยู่ออกไปแต่ก็ทำไม่ได้ พอเหลือบมองไปที่ดวงตาของเธอที่จ้องมาเขาก็เริ่มสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติมากขึ้นทุกที ๆ ความกลัวแล่นเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับดวงตาสีอำพันที่เบิกกว้างจ้องมองภาพตรงหน้าไม่กระพริบ

        ตานั่น…ไม่มีแวว

“ไม่ต้องสงสัยอะไรทั้งนั้น…ตามมาเถอะนะจ๊ะ ฉันจะต้อนรับอย่างดี”

เจ้าหล่อนพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มทั้ง ๆ ที่เสียงนั้นดูเย็นเยียบขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เธอจับมือของเขาที่อยู่ในมือของเธอแน่นขึ้นเรื่อย ๆ จนเขารู้สึกเจ็บ และราวกับต้องมนต์ ขาเจ้ากรรมที่แทบจะก้าวไม่ออกในตอนแรกกลับย่างก้าวไปข้างหน้า ค่อย ๆ เดินไปในทิศทางที่คนข้างกายผายมือออกไปอย่างว่าง่าย

        อะไรกัน…เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงขยับไปเอง

“…..!!!”

จู่ ๆ ส่วนอื่น ๆ ในร่างกายก็เริ่มแข็งทื่อไปหมด ปากนั้นหนักอึ่ง สัมผัสทั้งห้าถูกปิดกั่น เขาไม่สามารถบังคับร่างกายได้ดั่งใจอีกต่อไป รวมถึงเสียงที่พยายามเปล่งออกมานี่มันราวกับถูกช่วงชิงไป

        เกิดอะไรขึ้น ทำไม…จริงเหรอเนี่ย…เธอคนนี้

คำตอบที่หามานานในที่สุดก็ปรากฏขึ้น แต่ดูท่าคงจะสายเกินไปเสียแล้ว เพราะการที่มารู้ว่าเจ้าหล่อน ‘ไม่ใช่มนุษย์’ ตอนที่กำลังจะโดนพาไปทำอะไรไม่รู้แถมจะหนีก็หนีไม่ได้นี่เป็นสถานการณ์ที่แย่ที่สุด

        ซวยจริง ๆ พับผ่าสิ ไม่ได้เจออะไรแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว…คงเพราะไม่ได้ใส่สร้อยข้อมือนั่นจริง ๆ สินะ ทำยังดีเนี่ย! ฮือออเธอบอกว่ายังไม่ได้กินอะไรนี่…ฮึก…ไม่น่ารอดแล้วฉัน ปู่…ฉันคงได้ไปเจอปู่เร็วกว่าที่คิดแล้วล่ะฮือออ

        เขาได้แต่คิดคร่ำครวญในใจ อยากจะพูดหรือตะโกนกรีดร้องยังไงก็ทำไม่ได้ มีเพียงน้ำตาและใบหน้าอันสิ้นหวังเผยออกมา ขาของเขายังคงก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับมือที่ยังถูกอีกฝ่ายจับลากนำไป

“เจ้าผีแก่! หยุดนะ!”

แต่แล้วจู่ ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นพร้อม ๆ กับเงาที่ไม่ใหญ่นักกระโจนออกมาจากพุ่มไม้ด้านหน้าของเขา

“ฟุทาคุชิอนนะ!* จะพามนุษย์นั่นไปไหน”

เสียงเล็กประกาศลั่น ซึ่งเสียงนั้นเป็นของใครเป็นไม่ได้นอกเสียจาก…เพื่อนที่เพิ่งพลัดพรากจากเขา

        เจ้าจิ้งจอกน้อย!

เขาทั้งโล่งใจและตกใจในเวลาเดียวกันเมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กยืนกางขาจังก้าดูท่าทางหาญกล้าเต็มที่และพูดออกมา..

        เอ๊ะ…พูดได้ เฮ้ย!

ชายหนุ่มที่ยังคงไม่มีเสียงจะเปล่งออกมาอุทานในใจ จากนั้นก็รู้สึกได้ถึงแรงบีบที่ข้อมือแน่นขึ้นมากไปอีกจนแทบจะไปหยุดเลือดที่กำลังไหลไปล่อเลี้ยงที่มือ หรือถ้าบอกว่าข้อมือนี่หักแล้วเขาก็คงจะเชื่อ เมื่อเหลือบมองท่าทางของหญิงสาวตรงหน้าเขาก็ต้องสะดุ้งสุดตัวรู้สึกเข่าอ่อนขึ้นมาจนทรุดลงไปกับพื้น เพราะยังไม่ทันที่เขาจะได้เห็นใบหน้าอันโกรธเกรี้ยวของเธอ ตรงหน้าของเขา…หลังหัวของเธอได้ปรากฏปากกว้างที่มีเขี้ยวฟันแหลมคมพร้อมกับผมยาวดำขลับที่เริ่มขยับพริ้วราวกับมีชีวิต

        นี่มันอะไรกันเนี่ย! ไม่ใช่แค่วิญญาณผู้หญิงธรรมดาเหรอ

เมื่อเจ้าจิ้งจอกน้อยที่อยู่ห่างออกไปเห็นเจ้าหล่อนเริ่มกลายร่างมันก็เริ่มเหงื่อตกหวั่นใจ แต่กระนั้นก็พยายามตั้งสติและทำใจกล้าตะโกนออกไป

“ถ้าเรื่องนี้ถึงหูนายท่านล่ะก็แกไม่มีที่ซุกหัวนอนแน่!”

แล้วก็ได้ผลชะงัก เจ้าหล่อนถึงกับคลายมือที่จับข้อมือเด็กหนุ่มอยู่และมันก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่แรงกายของเขากลับมาเป็นปกติ ใบหน้าของเธอดูตึงเครียดขึ้นมาทันตา เห็นเช่นนั้นเขาจึงสบโอกาสค่อย ๆ คลานไปหาเจ้าจิ้งจอกน้อยเงียบ ๆ

“นายท่าน?…อ่าวเสียงกลับมาแล้ว”

ขณะที่คลานไปเขาก็อุทานออกมา ทำให้เขารู้ได้ว่าอำนาจบางอย่างที่ควบคุมร่างกายเขาไว้ได้สลายหายไปแล้ว รู้ดังนั้นก็รู้สึกใจกล้าขึ้นมาจนลุกขึ้นวิ่งไปหลบหลังเจ้าตัวน้อยทันที

“เจ้าจิ้กจอกน้อย แกพูดได้เหรอ หรือฉันฝันไป!?”

“นี่ใช่เวลามาห่วงเรื่องนี่รึขอรับ”

เจ้าตัวเล็กตะคอกใส่เขาจนเขาถึงกับลูดซิปปากไปในทันทีและมันก็เป็นจังหวะเดียวกันที่ผีสาวนั้นรู้ตัวว่าเขาได้หลบหนีไปจากการพันธนาการของเธอ เธอจ้องมาที่เขาและเจ้าตัวน้อยตาเขียวก่อนจะเปิดปากกว้างของเธอพูดออกมาด้วยเสียงอันแข็งกร้าว

“แล้วเจ้าคิดว่าเจ้าจิ้งจอกนั้นจะมาช่วยเจ้าทันไหมล่ะ! โฮะ ๆ ข้าจะกินพวกเจ้าทั้งคู่ไม่ให้เหลือแม้แต่เศษซาก! แค่นี้เจ้านั้นก็ไม่สงสัยข้าแล้ว!”

“!!!!!”

เสียงประกาศเจตนารมณ์อย่างมั่นใจดังลั่นเล่นเอาพวกเขาทั้งคู่ขนหัวลุกอกสั่นขวัญแขวนไปตาม ๆ กัน พอเขาทั้งคู่แทบจะกระโดดกอดกันเองด้วยความตื่นกลัว

“ท…ทำยังไงดีล่ะเจ้าจิ้งจอกน้อย!”

“ฮือออ ถามข้าเหรอ…ข้าเป็นเพียงลูกจิ้งจอกตัวน้อย ๆ นะขอรับ”

“เมื่อกี้ยังกล้าอยู่เลยนิ!”

“งั้นเจ้าก็ไปลุยเองเลยเซ่!”

พวกเขาเถียงกันจนแทบจะลืมความกลัวเมื่อครู่ เมื่อปีศาจสาวเห็นเช่นนั้นก็ได้โอกาสค่อย ๆ เยียดยิ้มพอใจคืบคลานเดินเยื้องย่างเข้าไปหา

“หึ ๆ ไม่ต้องทะเลาะกันหรอก ข้าจะกินพวกเจ้าสด ๆ ไม่เสียเวลาไปต้มยำทำแกง และช่วยกินพวกเจ้าไปพร้อม ๆ กัน เห็นไหม…ไม่น่ากลัวแถมไม่ต้องเถียงหรือทะเลาะกันอีก”

“ว้ากกกก น่ากลัว! ไม่เอา!”

เด็กหนุ่มและจิ้งจอกน้อยสะดุ้งโวยวายออกมาพร้อม ๆ กัน ตัวเขากอดเจ้าจิ้งจอกแน่นและค่อย ๆ ร่นถอยไปตามแรงที่ยังหลงเหลืออยู่ แต่แล้วอุ้งเท้าเล็กของคนที่ได้สติก่อนก็เอื้อมมาแตะที่ใบหน้าของเขา ตาโตที่เต็มไปด้วยความหวาดหลัวจึงยอมเหลือบลงมามองดวงตาเล็กนั้น

“ฮือออ อะไร จะสั่งเสียอะไรกับฉันเหรอ”

“สั่งเสียเพื่ออะไรล่ะขอรับ!”

อุ้งเท้านั้นจากทีสัมผัสเพียงบางเบาที่ใบหน้าเขา ตอนนี้มันตวัดตบเข้าที่ข้างแก้มของเขาอย่างแรงพอควร

“โอ๊ย! อะไรเนี่ย!”

“ได้สติหน่อยสิขอครับ ตอนนี้ยังมีเรื่องที่เจ้าทำได้นะ!”

“ห๊ะ….”

พวกเขามองหน้ากันสักพัก ดวงจากของเจ้าตัวน้อยดูจริงจังขึ้นมา และใจชั่วอึดใจดวงตาของเด็กหนุ่มก็กลับมาวาวโรจน์ คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียวตามสัญชาตญาณของผู้อ่อนแอกว่า…. เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะค่อย ๆ ยัดตัวลุกขึ้นมา

“พร้อมนะเจ้าตัวน้อย…”

“ข้าชื่อฮาชิ ไม่ใช่เจ้าตัวน้อย และข้าพร้อมทุกเมื่อ!”

“โอเคฮาชิ! ฉันชื่—”

“หืม…คิดจะแข็งข้อสู้กับข้ารึ ข้าขอเตือนไว้ก่อนว่าตอนนี้ข้าหิวมาก ข้าอาจจะขาดสติฉีกเจ้าเป็นชิ้น ๆ ในชั่วพริบตาแทนที่จะใจดีทำให้เจ้าไร้ความรู้สึกก่อนนะ…”

“อึ๋ย…”

ยังไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะได้แนะนำตัวเองกับเพื่อนใหม่สี่ขาเขาก็ต้องเบ่หน้ากลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อได้ยินประโยคอันน่ากวาดผวานั้น เขาพยายามกลั่นน้ำตาไม่ให้ไหลเอ่อออกมา ทำใจสู้กอดเจ้าตัวน้อยแน่นขึ้นและก้มมองเข้าไปในดวงตาดำขลับนั่นเพื่อเตรียมใจเป็นครั้งสุดท้าย…

“เอาล่ะจะลุยล่ะนะ ฮาชิจับฉันแน่น ๆ ล่ะ”

“โอ้ว!”

“เข้ามาเล— ห๊ะ….พวกเจ้า!”

“โกยสิรออะไร!”

แน่นอนว่าเหตุการณ์ไม่ได้เป็นไปตามที่ปีศาจสาวผู้หิวกระหายคาดการณ์ไว้ เท้าของเหยื่อเธอก้าวมาข้างหน้าเพียงตรึ่งก้าวก่อนเจ้าตัวจะกลับลำโดยเร็วและออกวิ่งไปทันทีด้วยความเร็วที่เธอจำต้องนิ่งอึ่งไปชั่วขนะเลยทีเดียว

“อยู่ให้กินก็โง่ดิฮือออ”

“พ…พวกแกกก ต้องไม่ตายดีแน่!”

“ว้ากกก อย่าตามมา!”

เด็กหนุ่มยังไม่ลืมที่จะตะโกนปรามผู้ล่าแม้จะรู้ว่ามันคงไม่ได้ช่วยอะไรนักก็ตาม เขาวิ่งและวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ผ่านป่าดงแมกไม้และความมืดมิดรอบด้าน ล้มลุกคลุกคลาน จนเกิดบาดแผลมากมาย ไม่คิดจะหันไปมองด้านหลังอีก ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคู่หูดูหลังให้แทน ตอนนี้เขาไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้นด้วยอะดรีนาลีนที่กำลังพลุ่งพล่าน ไม่ว่าจะความหนาวเย็น ความเจ็บแสบของบาดแผลที่ได้รับ และไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนนั้นกำลังมุ้งหน้าไปที่ใด ตอนนี้สิ่งที่อยู่ในใจมีเพียงสิ่งเดียว….

        ฮือออ ใครก็ได้ช่วยด้วย! ช่วยที!

 

********

 

‘เจ้าตัวน้อย…’

เสียงนั่น…

‘มิยู…’

ท่าน…

‘ฉันกลับมาแล้ว’

นายท่าน…

        ดวงตาทีปิดอยู่ค่อย ๆ ปรือเปิด นัยน์ตาสีน้ำตาลที่ดูไร้อารมณ์จดจ้องไปที่ภาพตรงหน้า…มันยังคงเหมือนเดิม ม่านน้ำกว้างที่ถูกทอดลงมาจากด้านบน บ่อน้ำใสที่ผิวน้ำกระเพื่อมเป็นวงตามแรงของน้ำที่ตกลงมาจากที่สูง หยดน้ำที่กระเซ็นไปทั่วจากแรงกระทบนั้นเป็นประกายงดงามเมื่อต้องกับแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลอดลงมาจากแมกไม้ที่อยู่สูงขึ้นไป และใบไม้ที่ร่วงโรยลงมา…ใบแล้วใบเล่า ลอยอยู่บนผิวน้ำก่อนจะค่อย ๆ จมลงไปราวกับเรือที่กำลังอับปาง…

        เหมือนเดิม…ภาพเดิม ๆ …ไม่ว่าจะกี่ครั้งที่ลืมตาขึ้นมา ไม่ว่าจะพยายามตั้งความหวังสักเพียงไร…ท่านก็ไม่ได้อยู่ตรงหน้าข้า

แม้ภาพตรงหน้าจะเป็นภาพธรรมชาติที่สวยงามเพียงใด แต่พอได้เห็นซ้ำ ๆ ทุกเมื่อเชื่อวันมันก็ทำให้เขารู้สึกชินชาขึ้นมา และในเมื่อ…ภาพตรงหน้านั้นมันไม่ใช่ภาพที่เขาต้องการจะเห็นมากที่สุดตอนนี้ ไม่ว่าอย่างไรถึงมันจะทำให้เขาใจสงบลงบ้างแต่มัน…ก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาเฝ้ารออยู่ดี
ชายหนุ่มนั่งอยู่บนโขดหินสูงที่อยู่ริมบ่อน้ำ เขาที่จ้องภาพเบื้องหน้าด้วยสายตาอันว่างเปล่ามานานสักพักค่อย ๆ มองต่ำลงไปที่ผิวน้ำด้านล่าง ภาพที่สะท้อนอยู่คือ ตัวเขา ผู้มีใบหน้าคมเข้มดูมีสัดส่วน คิ้วโก่งงอนได้รูปกับตาเรียวสีน้ำตาลใต้กรอบแว่นที่ดูน่าหลงไหล จมูกที่โด่งเป็นสันอย่างพอดีกับปากรูปกระจับอันเป็นเอกลักษณ์ ทั้งหมดนั้นดูเข้ากับเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนเป็นอย่างดี แต่แม้มันจะเป็นใบหน้าที่ดูมีเสน่ห์สักเพียงใดตัวเขานั้นก็ไม่ได้สนใจมันนัก เพราะมันก็เป็นเพียงใบหน้าเดิม ๆ ของเขาเองที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง…

“เฮ้อ…ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยจริง ๆ”

มือหนายกขึ้นมาลูบข้างแก้มก่อนเจ้าตัวถอนหายใจเฮือกใหญ่ จากนั้นไม่นานเขาก็ตัดสินใจลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจไปมาก่อนจะสูดเอาอากาศธรรมชาติเข้าไปลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้และผ่อนออกมาพร้อมเผยยิ้มบางราวกับขอบคุณธรรมชาติที่่คอยช่วยเติมเต็มพลังให้แก่เขาเหมือนทุก ๆ วัน

“เอาล่ะ!”

เมื่อรู้สึกว่าร่างกายนั้นพร้อมที่จะใช้กำลังต่อ เขาก็กระโดดลงมาจากโขดหินที่เคยนั่งอยู่ด้วยท่าทางทะมัดทะแมง ความสูงของโขดหินนั้นทำให้กิและฮาคามะที่ใส่อยู่จำต้องพริ้วไปตามแรงลมสักพักกว่าเท้าน้้นจะเยียบลงพื้นได้ มันเป็นความสูงที่มนุษย์ธรรมดาคงไม่สามารถกระโดดลงมาได้อย่างปลอยภัย…แต่มันกลับไม่ใช่เรื่องลำบากสำหรับเขา เมื่อถึงที่ราบชายหนุ่มก็หยิบเอาตะกร้าคู่ใจที่เต็มไปด้วยของป่ามากมายขึ้นมาถือและออกเดินไปยังทิศทางที่ตอนแรกเดินมา

“เย็นนี้จะทำอะไรกินดีนะ เห็ดป่า ลูกไม้ สมุนไพร ปลา…เอ น่าจะพอแล้วมั้ง ที่เหลือก็ไปเก็บที่สวนหลังบ้าน…”

เขาพูดกับตัวเองพลางยกยิ้มเมื่อได้นึกถึงกิจวัตรที่เขาชอบที่สุดในแต่ละวัน…การทำอาหารนั่นเอง แต่แล้วเมื่อสายตาสังเกตเห็นท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มแสดเขาก็ฉุกคิดนึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้

“เย็นขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย…จะว่าไปฝากเจ้าฮาชิไปดูว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่ตีนเขานี่นา ตอนนี้ก็ยังไม่กลับมาอีก เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่านะ…”

เขาหวนนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณชั่วโมงกว่า ๆ ที่ผ่านมา ตอนนั้นเขาสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ผิดปกติ มันมีบางสิ่งบางอย่างทะลุผ่านเขตแดนของเขาเข้ามา…เขตแดนที่เขากางไว้เกือบทั่วบริเวรหุบเขาลูกนี้ มันไม่ใช่การทำลายหรือการจงใจเข้ามาแต่มันเป็นการผ่านเข้ามาราวกับเป็นสิ่งที่เขตแดนนี้ต้อนรับ…เป็นเรื่องน่าแปลก เพราะปกติหากเป็นมนุษย์ล่ะก็ถึงเข้ามาได้ก็จะถูกภาพลวงตาทำให้กลับออกไปยังเส้นทางเดิมที่มา หากเป็นภูติผีก็จะถูกเขตอาคมสะท้อนออกไป แต่นี่…เขายังสัมผัสได้ว่าสิ่งนั้นยังอยู่ในอาณาเขตของเขาและมันกำลังทำให้หลาย ๆ สิ่งที่อยู่ในที่แห่งนี้เริ่มแปรปรวน แม้ว่า…สัมผัสนั่นกำลังเลือนหายไปทุกที ๆ

“ไม่ใช่สิ่งอันตราย ดูแล้วก็ไม่มีความชั่วร้ายแฝงอยู่ มันคืออะไรกันแน่นะ รู้งี้ไปดูเองแต่แรกก็ดี…”

เจ้าตัวพูดและเดินไปพลางทำท่าครุ่นคิดไปพลาง เพราะตั้งแต่อยู่ที่นี่มาก็นานจนแทบจะจำไม่ได้ แต่เหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยจะเกิดขึ้นเลยสักครั้ง อย่างมากก็แค่เขาเป็นคนต้อนรับให้เข้ามาเอง แต่แล้วความคิดทุกอย่างก็ต้องหยุดลงเมื่อบางอย่างตกลงมาที่กลางหัวของเขาโดยไม่ทันตั้งตัว

โป๊ก!

“โอ๊ย! จิ๊! อะไรเนี่ย มาจากไหนกัน”

ความเจ็บปวดแล้นเข้ามาแทบจะในทันที โชคยังดีที่ของที่ตกลงมาน่าจะเป็นของไม่หนักมากนัก ไม่อย่างนั้นหัวเขาคงได้อาบเลือดเป็นแน่ เมื่อรู้ว่าบางอย่างตกลงมาจากฟากฟ้า เขาจึงตัดสินใจเงยหน้ามองไปข้างบนก่อนเป็นสิ่งแรกและสิ่งที่ได้เห็นคือเจ้าอีกากลุ่มหนึ่งที่ส่งเสียง อาโฮ่ อาโฮ่ ไม่หยุดและบินผ่านเขาไปหน้าตาเฉย ซึ่งมันก็ทำให้เขารู้สึกฉุนขึ้นมาจนต้องตะโกนด่าออกไป

“เจ้านกบ้า! กล้าดียังไงมาทิ้งของลงบนหัวข้า! ไปเก็บของใครเขามาอีก!”

‘อ๊ะ…นายท่านนิ’

และเมื่อตะโกนพูดไป นกอีกาหนึ่งในนั้นก็แทบจะบินกลับมาหาเขาในทันที ซึ่งมันก็มาพร้อมกับเสียงที่ดังก้องอยู่ในหัวของชายหนุ่ม ไม่นานนักมันก็บินมาเกาะบนต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกลจากตัวผู้เคราะห์ร้าย

‘ขออภัยด้วยขอรับนายท่าน ข้ามิได้ตั้งใจ มันบังเอิญหลุดจากปากข้าไป’

มันว่าด้วยน้ำเสียงสำนึกผิดก่อนจะโค้งหัวลงเป็นการขอโทษ

“ระวังหน่อยสิ มันเจ็บนะเนี่ย”

เขาว่าพลางลูบหัวที่ปูดขึ้นมาเล็กน้อย

“จะว่าไป…เจ้ามาก็ดีแล้ว เห็นเจ้าฮาจิบ้างไหม ข้าให้มันไปสำรวจที่ตีนเขาแต่บัดนี้ยังไม่เห็นแม้แต่เงา”

‘เอ…ตอนแรกข้าก็เห็นท่านฮาจิอยู่กับเด็กหนุ่มคนหนึ่งขอรับ แต่ต่อจากนั้น…’

“หือม์ เด็กหนุ่ม?”

เสียงทุ้มกล่าวออกไปด้วยความสงสัยพร้อมกับคิ้วเข้มที่เลิกขึ้น แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรเจ้าอีกาก็ทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้และบินล่อนลงมาที่พื้นใกล้ ๆ เขาแทน มันเดินไปเดินมาราวกับกำลังค้นหาบางอย่างอยู่จนทำให้นัยน์ตาสีน้ำตาลจำต้องมองตาม ไม่นานนักมันก็คาบบางอย่างขึ้นมาและค่อย ๆ กระพือปีกบินมาเกาะที่ไหล่ของเขา

“อะไรอีกล่ะ”

‘อันนี้ของท่านมิใช่หรือขอรับ ข้าเห็นว่ามันน่าจะเป็นสิ่งสำคัญต่อท่าน ข้าเลยเก็บมาให้ แต่ว่า…’

“หือ?”

ตาคมเหลียวมองไปที่ปากของเจ้านกสีดำ เขาถึงกับเบิกตากว้าง หัวใจที่เต้นอยู่นั้นแทบจะหยุดเต้นเมื่อพบว่าสิ่งนั้นคือสร้อยข้อมือเชือกถักที่มีลูกปัดอันเป็นเอกลักษณ์ตบแต่งอยู่ มันคือของของเขา…ของที่สำคัญที่สุด

“เอามานี่!”

เขาแทบจะกระชากมันออกมาจากปากของเจ้าอีกาในทันทีทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันจะได้ฟังสิ่งที่มันพูดค้างอยู่ให้จบ ซึ่งนั่นก็ทำให้เจ้านกที่ไม่รู้ประสีประสาอะไรถึงกับตกใจสะดุ้งโหยงและไม่กล้าพูดอะไรต่อ

“เจ้าไปเอามาได้อย่างไร”

‘ข…ข้า…ก็แค่เจอมันตกอยู่ทีตีนเขาเท่านั้นเอง’

“…ตกอยู่…ตีนเขา?”

ชายหนุ่มขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความหงุดหงิดและสงสัยในเวลาเดียวกัน เพราะถ้านึกย้อนความไปสองสามวันนี้และวันนี้ก็เช่นกัน เขานั้นไม่ได้ไปที่ตีนเขาเลย แล้วมันจะไปตกอยู่ที่นั่นได้อย่างไร อีกอย่าง…เขาไม่เคยลืมหรือทำมันหาย ใส่มันอยู่ทุกวันไม่เคยถอดและระมัดระวังคอยดูทุกครั้งว่ามันยังอยู่กับตัวหรือไม่ จะว่าขาดด้วยความบังเอิญก็คงเป็นไปได้ยาก เพราะเขานั้นทะนุถนอมดูแลมันอย่างดีแทบทุกวัน คิดไปเขาก็กำสร้อยข้อมือที่อยู่ในมือของตนแน่น

        ถ้าหายไปล่ะก็…ข้ายอมคว้านท้องเสียดีกว่า

มือหนาที่กำสร้อยข้อมือยู่ค่อย ๆ ผ่อนแรงลง ดวงตาสีน้ำตาลที่กำลังสั่นระริกทอดมองออกไปที่มือของตนอย่างเหม่อลอย จากนั้นเขาก็ยกมันขึ้นมาเอาไว้ที่ข้างแก้มแสดงท่าทีหวงแหนมันออกมาอย่างเห็นได้ชัด

“ข้าขอโทษที่ไม่รักษาให้ดี…ข้าสัญญาว่าจะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก”

น้ำเสียงนั้นพูดออกมาโดยมีทั้งความรู้สึกผิดและความเศร้าปะปนกัน เจ้าอีกาที่มองอยู่นานงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่กระนั้นก็ไม่ได้แปลกใจนักที่จะเห็นคน ๆ นี้หวงแหนสร้อยข้อมือนี้ยิ่งนัก เพราะทุกวันทุกครั้งมันมักจะเห็นคนที่เป็นเจ้าของนี่ประคบประหงมเจ้าสิ่งนี้เป็นอย่างดี แต่มันก็คงไม่อาจเอื้อมถึงขั้นจะไปถามว่าทำไมถึงต้องให้ความสำคัญกับสิ่งนี้มากขนาดนั้น
แต่ทั้งหมดนี้คงไม่ใช่ประเด็นที่มันอยากจะมานั่งคิดตอนนี้ เพราะมีเรื่องน่าแปลกใจยิ่งกว่า และตัวมันก็คิดว่าควรบอกเจ้านายของมัน

‘อ่ะ…เอ่อ…น…นายท่าน คือว่า…’

“…อะไร”

ชายหนุ่มที่โดนขัดอารมณ์พูดเสียงแข็งออกมาจนเจ้านกนั้นเริ่มไม่มั่นใจว่าควรจะพูดต่อดีไหมแต่มันก็ทำใจสู้พูดออกไป

‘คือ…ข้าไม่คิดว่าท่านจะทำมันหล่นหาย…ข…ข้าหมายถึง’

“อะไร เจ้าหมายถึงอะไร พูดออกมาให้ชัดสิ”

‘ฮือออ ท่านอย่าทำเสียงแข็งกับข้าสิขอรับ ข้ากลัว’

เจ้านกสีดำที่ปกติดูน่ากลัวในสายตาคนทั่วไปบัดนี้ได้ตัวสั่นบ่อน้ำตาแตกเป็นที่เรียบร้อย แต่นั่นก็ไม่ได้เรียกคะแนนความสงสารจากชายหนุ่มเจ้าของไหล่ที่มันเกาะอยู่สักเท่าไหร่ เจ้าตัวเพียงหรี่ตาและถอนหายใจออกมาเบา ๆ

“อย่ามาสำออยบ่อน้ำตาแตกตรงนี้ มีอะไรก็พูดมาก่อนข้าจะมีน้ำโห”

‘ฮึก อึ๋ย…ใจดำจริง ๆ …’

เสียงทุ้มดูแข็งกร้าวน้อยลงแต่ตาคมนั้นยังคงดุร้ายไม่เปลี่ยน เจ้าอีกาเห็นดังนั้นจึงเผลอหลุดปากพุดสิ่งที่คิดออกไปจนทำให้คิ้วเข้มของใบหน้าตรงหน้าขมวดเข้าหากันมากกว่าเก่า ซึ่งมันก็เป็นภาพที่ไม่ว่าจะเห็นมากี่ครั้งก็ไม่เคยรู้สึกชินชาหรือน่าหวาดกลัวน้อยลงเลย

‘ข…ขออภัยด้วยขอรับนายท่าน ที่ข้าพยายามจะพูดคือ…เอ่อ…ที่ข้อมือของท่านยังมี…สร้อยข้อมือแบบเดียวกันอยู่…’

“ห๊ะ!”

ปีกดำของเจ้ากายกชี้ไปที่ข้อมือด้านขวาของชายหนุ่มที่ถือตะกร้าอยู่ และด้วยประโยคนั้นมันก็ทำให้ตาเรียวรีบตวัดกลับไปมองที่จุดที่ถูกชี้ในเวลาไล่เลี่ยกัน เมื่อดวงตาสีน้ำตาลเห็นสิ่งที่เหมือนกับสร้อยข้อมือที่ถืออยู่ในมือซ้าย ตะกร้าที่ถืออยู่ก็พลันร่วงหลุดจากมือที่อ่อนแรงลงทันที

“นี่มันหมายความว่ายังไง…”

‘ข้าจะไปรู้เหร—’

“ข้าไม่ได้ถาม!”

ชายหนุ่มตะคอกออกไป เสียงนั่นแทบจะดังลั่นไปทั่วทั้งผืนป่าจนทำให้สัตว์น้อยใหญ่แถวนั้นแตกตื่นและสร้างเสียงเซงแซ่ไปทั่ว แต่กระนั้นมันก็ไม่ได้ทำให้เขาผู้นี้หวั่นเเกรงแต่อย่างใด ใบหน้าคมเข้มเรียบนิ่งผิดกับด้วยตาสีน้ำตาลวาวที่ยังคงเพ่งมองสร้อยข้อมือทั้งสองเส้นที่มีความคล้ายครึงกันมากจนน่าตกใจ ในหัวก็พยายามคิดหาคำตอบของการมีอยู่ของสิ่งที่อยู่ตรงหน้านี่ คิด…และคิด ทุกสรรพสิ่งรอบกายพลันเงียบสงบลงเหลือเพียงแต่ลมหายใจและหัวใจที่เริ่มเร่งจังหวะเร็วขึ้นทุกที

        ทำไม…มันไม่น่าจะมีอยู่…สิ่งนี้คือสิ่งที่ท่านผู้นั้นให้ข้ามาเมื่อนานมาแล้ว และอีกเส้นหนึ่งนี่…

จู่ ๆ ตาเรียวนั้นก็เบิกโพลงเมื่อภาพบางอย่างที่ไม่ชัดเจนนักปรากฏขึ้นในห้วงความคิด ภาพ…ของมือที่มีนิ้วเรียวสวยกับข้อมือ…ที่มีสร้อยข้อมือแบบเชือกถักสีแดงเข้มกับลูกปัดหินสีขาวขุ่นนั่น มืออุ่นที่ยื่นออกมาผ่านพ้นม่านบาง ๆ กับเชือกถักอีกเส้นที่เจ้าของใส่ให้กับอีกฝ่าย….หรือก็คือเขา

        ‘เรามาใส่คู่กันนะ…ข้าทำเองกับมือ ถึงจะไม่ได้สวยมากมายนัก แต่ข้าก็อยากให้เจ้าใส่ไว้’

        ‘….’

        ‘มันจะเป็นทั้งสิ่งที่เอาไว้เตือนใจและ…เครื่องรางที่จะปกป้องเจ้า’

สิ่งที่ท่านมอบให้แก่ข้า…ของของพวกเราทั้งสองคน สิ่งที่…มีเพียงท่านและข้าเท่านั้นที่จะมีอยู่

        ร่างสูงถึงกับทรุดลงไปกับผืนดินก่อนหยดน้ำใสจะไหลรินลงมาจากดวงตาสีน้ำตาลที่กำลังท่อประกายผ่านม่านน้ำตา มือไม้ที่ไร้เรี่ยวแรงค่อย ๆ ยกขึ้นมาพลางกุมสร้อยข้อมือไว้ที่อก ปากได้รูปกำลังสั่นเทาก่อนเสียงที่ปกติจะแข็งกร้าวกระดากกระด้างนั้นจะกล่าวออกมาอย่างโอนอ่อนไร้เรียวแรง แต่เสียงนั้น…และน้ำตาที่ไหล่รินอยู่นี่…มันไม่ได้มีความเศร้าปะปนอยู่เลยแม้แต่น้อย

“ท่าน…ท่านกลับมาหาข้าแล้วรึ ฮึก…ข้า…รอมาตลอด”

‘นายท่าน…’

“เจ้า…พาข้าไปที่ที่เจ้าพบสร้อยข้อมือเส้นนี้ที”

‘ข…ขอรับ…’

เสียงอันสั่นเครือนั่นทำให้เจ้านกสีดำตอบรับอย่างว่าง่าย จากนั้นเมื่อร่างสูงเริ่มมีเรี่ยวแรงจึงลุกขึ้นมาและออกวิ่งตามไปพร้อมกับเจ้านกที่กำลังโบยบินนำทางไป โดยเขาที่นั้น…ไม่ได้รับรู้เลยว่าการที่ได้ก้าวเท้าไปยังจุดหมายนั้นและการที่ได้พบเจอสร้อยข้อมือเส้นนี้…จะทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

 

*****To be continue*****

*ฟุทาคุชิอนนะ : สาวสองปาก เป็นผู้หญิงที่ต้องคำสาป ทำให้กลายเป็นครึ่งคนครึ่งผี ลักษณะเด่นคือ จะมีปากอยู่ที่ด้านหลังของคออีกหนึ่งปาก กะโหลกจะเปิดออก กลายเป็นปากมีฟันและลิ้น ซึ่งไม่สามารถควบคุมปากด้านหลังนี้ได้ มันจะหาอาหารที่ใกล้ตัวกินเอง โดยใช้เส้นผมที่ยาวของผู้หญิงคนที่ต้องคำสาปนั้นแทนมือ ซึ่งหากมันไม่ได้รับอาหารที่เพียงพอ จะสร้างความเจ็บปวดออย่างมาก ให้กับหญิงที่ต้องคำสาป เรื่องเล่าของสาวสองปาก มักจะเล่าว่า เกิดกับแม่เลี้ยงที่ทอดทิ้งลูกเลี้ยง ให้อดตาย ในขณะที่ตัวเองกินดีอยู่ดี วิญญาณของเด็กที่ตายไป จึงกลับมาล้างแค้นแม่เลี้ยงของตน

ที่มา: https://my.dek-d.com/illusion999/writer/viewlongc.php?id=638805&chapter=11

———————

Talk
ตอนแรกคลอดออกมาแล้วนะคะ อาจจะยังไม่มีอะไรมาก ก็ขอให้ใจเย็นกันหน่อยนะคะ เพราะอันนี้เป็นเรื่องยาว…( = .. = ) เรื่องหลัก ๆ ก็จะองตามภูติผีญี่ปุ่นค่ะ อ่านไปก็จะได้เรียนรู้เพิ่มเติมด้วย ( – v -) อ่านแล้วคงเกิดข้อสงสัยหลาย ๆ อย่าง ก็รอดูเฉลยกันต่อไปนะคะว่าเรื่องราวของพวกเขาจะเป็นเช่นไร หวังว่าจะสนุกและชอบกันค่ะ เช่นเคยติชมพูดคุยกันได้ค่ะ จะดีใจมากหากได้เห็นเม้นกันสักเล็กน้อยTvT ขอบคุณค่ะ ไว้พบกันใหม่ค่ะ! ❤

*04/13/18 ย้ายกลับมาจากเด็กดีค่ะ

ปล.บรรทันและย่อหน้าเ้งค่ะ พยายามจัดแล้วแต่มันไม่เป็นตามที่วางเลย…ฮืออออ อะไรของมันนนน

0

รวมเล่มฟิคBY MY SIDE :: MiSawa @Comic Square 2

สวัสดีค่ะะะ หายหน้าหายตาไปนานเลย… วันนี้เรามาประกาศข่าวค่ะ! ได้รวมเล่มของตัวเองครั้งแรกล่ะ ฮือออ TT v TT ดีใจน้ำตาไหล เรื่องBY MY SIDE คู่มิซาวะนั่นเอง! หลาย ๆ คนน่าจะเคยได้อ่านไปตอนสองตอนแล้ว เราได้แต่งต่อมาสักพักแล้วล่ะค่ะแต่แค่ไม่ได้ลงเพราะอยากแต่งทีเดียวให้จบ รวมถึงได้มีการรีไรท์และแต่งเพิ่มอีกหลายตอนมากกว่าที่คาดไว้ด้วย! เรารู้สึกชอบเรื่องนี้พอตัวและเป็นเรื่องที่แต่งได้ยาวที่สุด ณ ตอนนี้ เลยจับรวมเล่มซะ อีกข้อคือโดนหลายคนเสี้ยมมาค่ะ ฮือออ

ครั้งนี้มีโอกาสไปลงเซอร์กับหมึยหมึยและนัตจังในงานComic Square 2 ที่จะถึงนี้ค่ะ เพราะงั้นก็มาเจอกันได้ที่เซอร์IchigoKarē บูท C06 ในเซอร์ส่วนใหญ่เป็นกู๊ดMHAล่ะ มีของเราเป็นไดยะปกเดียวเลย555 แต่เราก็มีแจกฟรีเปเปอร์จากเรื่องMHAด้วยนะคะ! ฟิตมากกก(ได้ข่าวว่ายังไม่เสร็จ…)

ขอเกริ่นอีกนิด…
เรื่องนี้เป็นแนวดราม่าเคล้าอบอุ่นค่ะ เป็นเรื่องของคู่มิยูกิและซาวามูระในช่วงใกล้จบมหา’ลัย แน่นอนว่ามีตัวละครอื่น ๆ โผล่มาด้วย (แต่งไปนี่อบไปFCพี่มจจิแทนเลยค่ะ…หืม?) การดำเนินเรื่องและภาษาจะหน่วง ๆ แต่ก็ฟิลกู๊ด เน้นบรรยายล่ะนะ แต่เองยังปวดใจเองค่ะ…และอาจจะเป็นบ้าTvT เตรียมใจโดนด่ามาก555 เอาเป็นว่าลองอ่านดูนะคะ!
ยังไงก็…นอกเรื่องมาสักพักมาดูตัวเล่มเลยดีกว่าค่ะ!

.

.

.

.

จ่างงงงงง!

 

By-My-side2รายละเอียดเล่ม
Daiya no Ace Fan Fiction : BY MY SIDE
Miyuki Kazuya x Sawamura Eijun
– อิลัสโดย Macbeth1995 (แฟงแฟงที่รักเราเองงง)
– กระดาษถนอมสายตา
– ปกกระดาษอาร์ตการ์ดแบบด้าน 4 สี
– ขนาด A5 สันกาว
– จำนวน 136 หน้า
– เนื้อหามีบทนำ + บทที่ 1 – 6 (จบ) + ตอนพิเศษ 1 บท มีการรีไรท์แต่ไม่กระทบตัวเรื่องหลักค่ะ
– PG 15
– ตัวอย่าง บทนำ คลิก! [สำหรับบทนำในตัวเล่มจะมีเกลาคำและเช็คคำผิดค่ะ]
ราคา 200 บาท จำนวนจำกัด ไม่รีผลิตค่ะ
– รับโอนSCBหรือTruewalletหน้างานได้ค่ะ

อย่าลืมมาอุดหนุนกันนะคะะะ ถ้ามีรอบไปรก็จะมาแจ้งให้ทราบอีกทีค่ะ! แต่ทางที่ดีมาสอยถึงงานแล้วมาติ่ง ๆ เอง ลูบไล้ไปด้วยกัน แฮ่ก ๆ ดีกว่า (ใจเย็นนะ…)
สามารถติดต่อสอบถามหรือจองล่วงหน้าได้ที่อีเมล hamano.kei@gmail.com หรือ Twitter: Kirikiri_Kei ค่ะ!

 

เออเกือบลืม!FPP_Whentheskyfalls2

แต่งฟรีเปเปอร์ไปแจกด้วยค่ะ! XD เล่มง่อยๆเป็นกระดาษนี่แหละ เป็นเรื่องสั้นนนจากเรื่องMy hero academia! เรื่องคู่…ให้เลือกเชียร์กันเองค่ะ จะเห็นว่าปกเขียนไว้สองคู่แต่ไม่สองเรื่องนะ5555 ตัวเรื่องก็…ดราม่าตามสไตล์เราค่ะ =3= มาหยิบกันได้นะ! อ่านแล้วก็ติชมได้ค่ะ! (จริงๆยังไม่เสร็จเลยค่ะ…เลยไม่รู้จำนวนหน้า หวังว่าจะไม่ยาวไป อีนี่ชอบแต่งเพลิน10หน้า+ตลอด ฮือออ แต่ต้องรีบแล้ว!)

ไม่มีอะไรล่ะ…ไว้พบกันนะคะ! เดี่ยวหลังงานมาเวิ่นอีกที!

0

[FPP] Lonely rabbit : Oiiwa

Lonely rabbit :: Oiiwa



ความอ้างว้าง…ความเหงา…มันเกิดขึ้นจากสิ่งใดกันนะ

หากไม่มีสิ่งที่ต้องยึดติด นึกถึง…ความรู้สึกนี่จะเกิดขึ้นได้หรือไม่

เฝ้ารอ…รอและ…รอ วันที่ความรู้สึกนี้จะหยุดลง…

นี่…เคยรู้สึกเหมือนกันบ้างหรือเปล่านะ หากเป็นไปได้…แม้เพียงเสี่ยววิ

อยากให้รับรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในใจนี่…

อยากให้…ช่วยทำให้มันมลายหายไป…

อยากขอให้ได้ยิน ได้เห็น…ได้อยู่เคียงข้างกันตลอดไปจริง ๆ…

.

.

‘อิวะจัง กระต่ายน่ะเหงาตายได้จริง ๆนั่นแหละ’

.
.

 

          กริ๊ง ๆ

          กริ่งจักรยานคันเล็กดังขึ้นแว่ว ๆ ท่ามกลางเส้นทางที่ไร้ผู้คน วงล้อยังคงหมุนวนเรื่อยไปพร้อมกับจานหน้าที่หนุมไปพร้อม ๆ กันด้วยแรงถีบจากเท้าเล็กบนบันได ยานพาหนะนี่นำพาเจ้าของของมันไปยังทิวทัศน์ถัดไป ต้นไม้…ใบหญ้า…บ่อน้ำ…ผีเสื้อที่บินมาทักทาย…และสุดท้ายก็ได้มาหยุดลงที่สถานที่ประจำที่อยู่ในห้วงความคิดตลอดทางมา

          “สวัสดี! วันนี้อากาศสดใสเนอะ”

          เด็กชายก้าวขาลงมาจากจักรยานคันเก่งของเขาก่อนจะเริ่มสำรวจรอบ ๆ ศาลหลังเล็กข้างทางนี่ มันยังคงดูเก่าซอมซ่อเหมือนเดิม คงเพราะไม่ค่อยมีใครเข้ามาสักการะนัก แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคงเป็นความสะอาดและบรรยากาศของมันที่ดูจะสดใสขึ้น เขาค่อย ๆ ดึงเถาวัลย์และวัชพืชรอบ ๆ ที่เริ่มขึ้นมาออก ซึ่งมันก็กลายเป็นกิจวัตรของเขาไปตั้งแต่วันแรก ๆ ที่ได้เจอศาลเจ้าเล็ก ๆ นี่

          “โอเค! ยังไม่พุ ไม่พัง! และสะอาดใช้ได้!”

          เขาว่าด้วยท่าทีภูมิใจในผลงานของตัวเองก่อนจะยิ้มกว้างออกมา จากนั้นก็นั่งยอง ๆ ลงหน้าศาลนั่น

         “วันนี้มีส้มล่ะ ส้มผลบะเริ่มเลย ผมเลือกลูกที่ดูน่ากินที่สุดมาให้เลยนะ ก็ท่านเป็นคนช่วยให้ต้นส้มของคุณยายกลับมามีผลอีกครั้งนิฮี่ ๆ ขอบคุณนะ อ๋อ! มีลูกอมด้วย!”

   เด็กน้อยพูดออกไปด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เขามีความสุขน่าดูเมื่อมองผลส้มกับขนมในมือ

   “แม้ว่าตอนนี้จะออกผลเพียงไม่กี่ต้น แต่อย่างน้อยท่านก็ช่วยทำตามที่ผมขอ ดีใจมากเลยล่ะ”

   จากนั้นก็เอาทั้งส้มและขนมของตนไปวางไว้ที่หน้าศาลเจ้าและเริ่มพนมมือไหว้

   “คุณยายดูมีความสุขมาก ผมก็มีความสุข ขอบคุณนะท่านเทพกระต่าย”

          ปากเล็กพึมพำพูดด้วยเสียงใสของตนเจื้อยแจ้ว ก่อนจะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พลางบอกเล่าเรื่องราวอื่น ๆ อีกมากมาย ราวกับได้พูดคุยกับบุคคลที่ไม่ว่าอย่างไรก็จะรับฟังเขาทุกเรื่องอย่างตั้งใจ

          ใช่…ตั้งใจ…ข้าตั้งใจฟังอยู่
          พูดออกมาด้วยเสียงใสของเจ้าพร้อมกับตาที่ใสซื่อนั้นและรอยยิ้ม…เหมือนทุกทีสิ ข้ารอฟังอยู่เสมอ

          เสียงภายในใจที่ไม่อาจสื่อไปถึง และแม้เรียวปากนี่จะอ้าเปิดกล่าวอะไรออกไป อีกฝ่ายก็ไม่อาจรับรู้ได้ สุดท้าย…ก็ได้แต่ยิ้มบาง เฝ้ามองอยู่เคียงข้างและตั้งใจใช้หูนี่สดับฟังทุกถ้อยคำ

          เจ้ามีความสุขข้าก็มีความสุข ดีแล้วล่ะ…ขอบคุณที่ยังคงมาหาข้าในวันนี้

          มือหนายกขึ้นลูบหัวเด็กน้อยตรงหน้าเบา ๆ หากแต่เจ้าตัวยังคงเปิดปากบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ พร้อมทำท่าโบกไม้โบกมือประกอบการเล่าไปพร้อมกับดวงตานั่นที่จ้องมองมาที่เขาแต่…

          ไม่รู้เลยสินะ…

          ความอบอุ่นอ่อนโยนจากมือนี่กลับไม่ได้ส่งผ่านไปยังอีกคน สุดท้ายก็เพียงแค่ลดมือลง…

          …อิวะจัง

          “นี่ๆ คุณยายเล่าให้ฟังว่า กระตายน่ะ ถ้าอยู่ตัวเดียวนาน ๆ จะเหงาตายได้”

          แต่แล้วเมื่อเริ่มต้นเรื่องราวใหม่ บางสิ่งบางอย่างก็ทำให้เขาเกิดสนใจมากขึ้นกว่าเมื่อครู่จนตาคมเบิกกว้างขึ้น

         “ท่านจะเป็นเช่นนั้นหรือเปล่านะ ผมไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น ท่านเหงาหรือเปล่า…”

   เสียงใสในตอนแรกค่อยแผ่วลงไปตามประกายของตากลมที่เริ่มหม่นลง

   กระต่าย…ข้าเหรอ นั่นสินะ…

ภาพบางอย่างอันเรือนลางปรากฏขึ้นในมุมหนึ่งของความทรงจำ

          ภาพ…ของตัวเขาที่ถือกำเนิดเป็นกระต่ายตัวเล็กกับผู้คนที่วนเวียนเข้ามา เข้า…ออก…มา…ไป… ได้รับความเชื่อมั่นจากคำภาวนาที่เป็นจริงมากมาย จนมีร่างกายนี้… นัยน์ตาสีน้ำตาลจับจ้องไปที่เรียวนิ้วยาวจนไล่มาที่มือ กำและแบ…

          นานแค่ไหนแล้วนะ ร่างกายนี่…

          แต่ว่ามันก็ไม่ได้เป็นเช่นเดิม หากมองดูก็รู้ได้ทันที่มันเลือนรางลงไปทุกที ร่างกายนี่ที่คล้ายกับมนุษย์ตรงหน้าของเขา สิ่งที่ต่างกันคงเป็นเสื้อผ้าที่มาจากคนละยุคสมัย เจ้าหูยาว ๆ ที่อยู่บนหัวของเขา และ…ร่างเนื้อที่เริ่มโปร่งแสงมากขึ้นทุกวันๆ

          พลังของข้าเริ่มถดถอยลง ที่ยังคงอยู่ได้เช่นทุกวันนี้คงเป็นเพราะคุณยายของเจ้าและเจ้าสินะเด็กน้อย ขอบคุณที่ยังเชื่อมั่นในตัวข้า
         วันเวลาผันแปรเฉกเช่นเดียวกับผู้คนที่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ความเชื่อและความเคารพที่มีต่อเทพเจ้านั้นคงลดน้อยลงไป ข้าเข้าใจดี และข้าก็รู้ตัวว่าข้าเป็นเพียงเทพชั้นล่าง ที่ไม่ได้มีพลังแกร่งกล้าอะไร เป็นเพียง…กระต่ายที่เป็นที่รักของพืชพันธุ์

“ผมเชื่อมั่นในตัวท่านเสมอ”

‘…..’

และอีกครั้งที่คำพูดของเด็กคนนี้มันเกิดทำให้ใจนี่เต้นผิดจังหวะขึ้นมา

“ผมน่ะจะมาหาทุกวัน เหมือนทุกครั้ง เพราะผมไม่อยากเห็นท่านเหงา ไม่อยากให้ท่านต้องเฉาตาย”

          เด็กน้อย…

“เป็นเพื่อนกันนะ ผมอยากทำอะไรให้ท่านบ้าง”

เสียงใสกล่าวคำพูดพร้อมกับดวงตาอันซื่อตรง เจ้าตัวยิ้มกว้างราวกับตื่นเต้นดีใจที่ตนหาทางช่วย ‘กระต่ายขี้เหงา’ ได้ ร่างที่ไม่เคยรู้สึกเจ็บปวดใด ๆ เกิดอ่อนยวบขึ้นมา ราวกับว่าคำพูดง่าย ๆ สั้น ๆ ที่เพิ่งได้ยินนั้นได้เข้ามาสลายความหนักอึ้งในใจที่มีมานาน นัยน์ตาเกิดร้อนผ่าวขึ้นมาพร้อมกับน้ำใสที่กำลังจะเอ่อร้นเกินขอบตา…

          ‘อิวะจัง…’

ร่างสูงค่อย ๆ โน้มลงพิงไหล่เล็กอย่างถือวิสาสะ แต่เช่นเคย…น้ำหนักของร่างนี้กับกลุ่มผมสีน้ำตาลของเขาที่ซุกอยู่บนไหล่นี่ เขารู้ดี…ว่ามันคงไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกถึงตัวตนของเขาอยู่ดี

          ความรู้สึกนี่มันคือะไรนะ… น้ำใสบนขอบตานี่… ความโศกเศร้าเช่นนั้นหรือ ไม่ใช่เสียทีเดียว…เพราะตอนนี้ข้าน่ะ…รู้สึกผ่อนคลายและอยากจะยิ้มออกมาจากใจจริง
          ไม่ใช่ความนับถือยกย่อง เจ้ากลับให้ความสำคัญกับข้าถึงเพียงนี้ ข้าไม่อาจรู้ได้ว่าเจ้านั้นคิดคำนึงถึงข้าตลอดดั่งเช่นช่วงนี้ที่ข้าเป็นหรือไม่ แต่…ข้าเชื่อใจคำพูดและดวงตาของเจ้า
          เจ้า…มาช่วยปลดเปลืองความเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างภายในใจข้า ขอบคุณจริงๆ…

“ฮาจิเมะ หลานมาอยู่นี่อีกแล้วเหรอ”

ไม่นานนักเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากปลายทางที่ไม่ห่างไกล ซึ่งมันก็เรียกสติของเด็กชายตัวน้อยให้หันไปมองในทันที

“อ๊ะคุณยายยย “

เมื่อเจ้าตัวเห็นว่าเป็นหญิงวัยชราหน้าตาใจดีซึ่งก็คือคุณยายของเขา เขาจึงลุกขึ้นและวิ่งไปหาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“ทำอะไรอยู่ ได้เอาส้มมาให้ท่านหรือยังล่ะ”

“ให้แล้ว! ผมให้ขนมด้วยล่ะ”

          “แหม…ดีจ่ะฮ่า ๆ กลับบ้านกันได้แล้วล่ะ แดดเริ่มแรงแล้ว เอาไว้ค่อยมาสักการะท่านใหม่นะ”

“อืม !”

          จะไปแล้วหรือ…

          ชายหนุ่มที่ทอดมองดูเหตุการณ์อยู่ลุกขึ้นมาในจังหวะเดียวกันกับที่เด็กน้อยวิ่งกลับมาจูงจักรยานคันเล็กของตนกลับไปหาคุณยายของเขา เมื่อร่างเล็กเริ่มออกห่างไปแววตาของคนที่ยืนนิ่งอยู่ก็ดูเศร้าสร้อยหมองหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด

‘อิวะอิซูมิ…ฮาจิเมะ เดี๋ยวก่อน…’

          ‘อิวะจัง…’

          “หืม?”

          เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เขายื่นมือออกไปโดยที่ไม่รู้ตัว เด็กชายเจ้าของชื่อที่กำลังจะเดินจากเขาไปก็ได้หันกลับมา…มองมาทางเขา

‘อิวะจัง…’

          “ไปก่อนนะ! แล้วพรุ่งนี้เจอกัน”

           รอยยิ้มที่สดใสเสียงยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ในยามสายตอนนี้…มือเล็กที่โบกไปมาเป็นการร่ำลา แต่วาจาที่บ่งบอกถึงคำมั่นสัญญาที่จะมากลับมาหาเขาอีก มันทำให้เขายิ้มออกมาได้อีกครั้ง เขายกมือขึ้นโบกไปมาเบา ๆ ตามอีกคนและพึมพำออกมา

           ‘ข้าจะรอ’

           อิวะจัง…ข้าน่ะ…มีชื่อนะ อยากให้เจ้าเป็นคนเรียกมันเหลือเกิน

           ‘โออิคาวะ…โออิคาวะ โทรุ’

          และข้าไม่ใช่เทพที่เก่งกาจน่านับถืออย่างที่เจ้าคิด…ข้าน่ะเป็นเพียง…

          “….โออิ…”

          ‘….!’

          จู่ ๆ ปากเล็กก็พึมพำบางอย่างออกมาต่อ หากเขาตาไม่ได้ฝาดไป ปากนั้น…น่าจะกำลังเอ่ยชื่อของเขา แต่ว่ามันก็เป็นเพียงเสี้ยววิ…ก่อนที่อีกฝ่ายจะหันกลับไปและเดินไปตามทาง…

          ‘อิวะอิซึมิ…ฮาจิเมะ’

          ปากได้รูปฉีกยิ้มออกมามากกว่าครั้งใด ๆ

          ใช่แล้ว…ข้าน่ะเป็นเพียงกระต่ายที่กำลังจะเฉาตาย แต่เมื่อได้พบเจ้า ข้าก็เริ่มกลับมามีชีวิตอีกครั้ง… เพราะแรงอธิฐานและความเชื่อมั่น…ความคิดคำนึงของเจ้าที่มีต่อข้า ทุกวัน….ทุกวัน…

          ‘พรุ่งนี้ข้าก็จะรอเหมือนทุกวัน…และเฝ้ามอง ฟังเรื่องราวของเจ้าเช่นเคย’

           นัยน์ตาสีน้ำตาลทอดมองออกไปตามหลังเล็กของผู้ที่คนึงถึง สายตานั้นมันดูตั้งมั่นและเว้าวอนในเวลาเดียวกัน

           ‘อิวะจัง…เจ้าจะเป็นผู้ที่ข้าคนึงหา ข้าจะเชื่อมั่นในตัวเจ้าเฉกเช่นตัวเจ้าที่เชื่อมั่นในตัวข้า’

           แม้ข้าจะไม่แกร่กล้าทำการใหญ่ได้ดั่งเช่นครั้งก่อนกาล แต่หากข้าทำให้เจ้ามีความสุขได้ด้วยพลังอันน้อยนิดที่มีนี่ ข้าก็จะทำ แม้ว่ามัน…จะค่อย ๆ บั่นทอนชีวิตของข้า แต่ความสุขจากเจ้าที่ได้รับมา มันมากเกิน มันสำคัญ…เช่นนั้นหากสิ่งเล่านี้มันทำให้เจ้ารู้ถึงการมีตัวตนของข้าบ้าง…ชีวิตนี่ข้าก็จะขอมอบให้
          เจ้ารับรู้บ้างหรือไม่นะ ว่าข้าเฝ้ามองเจ้าอยู่ตลอด ทุกสิ่งที่ทำข้าไม่ต้องการสิ่งตอบแทน เพียงเจ้ามาพบข้าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มที่ดูมีความสุขอย่างล้นเปี่ยมเหมือนทุกที ข้าก็มีความสุข
          ขอให้เป็นเช่นนี้ทุกวัน…ไม่ว่าวันสุดท้ายของข้าจะเป็นเมื่อใด ขอแค่เห็นหน้าเจ้าข้าก็พอใจยิ่งนัก

          อย่าได้หายไปไหนเลยนะ…เพราะในวันที่ข้าไม่ได้พบเจ้า ข้าคง…ดับสิ้น เฉาตาย…ดั่งเรื่องราวของกระตายน้อยที่เจ้าเล่ายังไงล่ะ

 

—The end—



-Talk-
          สวัสดีค่ะนี่เป็นผลงานแรกของด้อมไฮคิวเลยค่ะ หวังว่าจะชอบไม่มากก็น้อยนะคะ ก่อนอื่นเลยขอบคุณทุกคนที่หยิบฟรีเปเปอร์เล่มนี้และน้องมุขเจ้าเก่าที่สละพื้นที่เล็กๆให้คะ! แล้วก็ขอบคุณทุกคนที่จัดงานไฮคิวออลี่ขึ้นมา ร่วมถึงผู้ร่วมงานทุกคนค่ะ! [เราคือโออิบนเวทีน่ะค่ะ…//ชี้ๆ <3]

อันตัวเราชอบคู่อิอิหรืออะอุนมากกก ตอนนี้ก็มีแพลนจะแต่งเรื่องใหม่ ๆ มาค่ะ เรื่องนี้ก็อาจจะมีต่อ…แต่อาจดองสักพักTvT ตัวเรื่อง ‘Lonely Rabbit’ นี้กล่าวถึงโออิคาวะที่เป็นเทพกระต่ายที่มีพลังในการทำให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ค่ะ แต่แล้วตัวตนของเขาก็เริ่มถูกลืมเลือนไปตามยุคสมัยกาลเวลา จนวันที่ได้พบเด็กชายคนหนึ่ง นั่นก็คืออิวะจังค่ะ ทำให้เขายังคงมีตัวตันอยู่ได้ รวมถึงได้รับความสุขเล็กที่แสนเรียบง่ายมาค่ะ แต่เรื่องเศร้าคงเป็นการที่อิวะจังนั้นไม่เห็นและไม่ได้ยินโออิที่อยู่ข้างๆมาตลอดเลย… ก็ประมาณนี้ค่ะ!

          ยังไงก็มาพูดคุยติชมได้ค่ะ ตอนนี้กำลังบิ้วท์แต่งตอนที่1อยู่… ขอบคุณค่ะ! 

ปล.หากย่อหน้าแปลกเราต้องขออภัยด้วยค่ะ…เราพยายามแล้วแต่WPทำร้ายเราTvT

 

0

[Short fic] My every last moment : MiSawa

 

My every last moment :: Misawa


 

ดวงตาที่เฝ้ามองมา…

มือคู่นั้นที่กุมมือนี้ไว้…

อ้อมกอดที่เคยส่งผ่านความอุ่นให้กัน…

ความสุขนี้…ที่ได้อยู่ด้วยกัน

ฉันได้รับมันมามากพอแล้วจริง ๆ

.

.

.

       หนังตาหนัก ๆ ค่อย ๆ ปรือเปิดออก ภาพตรงหน้านั้นไม่ชัดเจนนัก รู้เพียงแต่ว่ามันคือภาพเพดานเดิม ๆ ที่เคยเห็นอยู่แทบทุกวัน แสงแดดอ่อน ๆ ที่เล็ดลอดผ่านมาจากริ้วม่านบ่งบอกถึงเวลาในยามเช้าซึ่งเป็นเวลาที่ร่างกายควรจะเริ่มตื่นตัว แต่อากาศเย็น ๆ ที่รู้สึกได้นี่กลับเอาชนะความอบอุ่นจากแสงแดดนั้นจนทำให้คนที่ยังคงอยู่บนเตียงจำต้องหลับตาลงไปอีกครั้ง

       “ตื่นได้แล้วน่ะ จะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหน”

เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างกาย เสียงใสนั้นเป็นเสียงที่คุ้นหูจนถึงไม่ต้องลืมตาตื่นขึ้นมาเขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าคน ๆ นี้เป็นใคร กำลังแสดงอารมณ์เช่นไร

“ขออีก5นาทีนะ…”

เขาพูดตอบไปจากนั้นก็ค่อย ๆ หันไปนอนตะแคงและยืดแขนออกไปเพื่อโอบคนที่อยู่ข้างกายนั้นไว้

“โธ่…วันนี้ก็จะไม่ไปซ้อมหรือไง เดี๋ยวก็โดนย้ายทีมพอดี”

“…นายก็รู้ว่าฉันเล่นเบสบอลไม่ได้แล้ว”

เสียงทุ้มอันเรียบนิ่งพูดออกมาอย่างแผ่วเบา

“…อย่าพูดแบบนั้นสิ”

       มือของคนที่อยู่ในอ้อมกอดค่อย ๆ เอื้อมไปลูบหัวอีกคนเบา ๆ จนทำให้ชายที่ไม่ยอมลืมตาตื่นมานานยอมเผยนัยน์ตาสีน้ำตาลออกมาให้ได้เห็น เขาจ้องมองไปที่อีกฝ่ายนิ่ง จากนั้นก็ยกมือหนาของตนขึ้นมาจับมือนั้นไว้เบา ๆ

“ไม่เป็นไรหรอกนะ…ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรทั้งนั้น”

“มิยูกิ…อยู่แบบนี้ไปตลอดไม่ได้หรอกนะ”

“เถอะน่า…ฉันเป็นถึงแคชเชอร์มือหนึ่งเลยนะ ฮ่า ๆ”

“….”

       แม้คนตรงหน้าจะยิ้มมั่นใจออกมาแต่เขาก็รับรู้ได้ในทันทีว่าภายใต้ใบหน้านั้น…จิตใจที่มัวหมองมันอัดอั้นอยู่ข้างในคน ๆ นี้

อยู่แบบนี้ต่อไป…ไม่ได้นะมิยูกิ

       ได้แค่คิด…เพราะรู้ว่าไม่ว่าจะพูดไปกี่ครั้งก็เหมือนกับว่าเสียงนี้ไม่เคยไปถึงจิตใจของเจ้าของชื่อ เมื่อคิดได้ดังนั้นนัยน์ตาสีอำพันก็ดูเศร้าหมองลงจนคนที่จ้องมองอยู่สังเกตได้

“กินข้าวกันเถอะ…วันนี้เอาเป็นอเมริกันเบรคฟาสท์ไหม เข้ากับเทศกาลดีนะ”

“….”

       “เอาไส้กรอกแบบปลาหมึก…ขนมปังปิ้งเกรียมกลาง ๆ ทาแยมส้มประกบคู่ …แล้วก็ไข่ดาวรูปหมีแบบทุกทีเนอะ อ่อ แล้วก็ต้องใส่ใจของฉันเข้าไปด้วย ฮี่ ๆ”

“….”

       เขาพูดไปยิ้มไปเพื่อแสดงออกถึงความร่าเริงของตัวเองให้อีกฝ่ายได้เห็น แต่เมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบอะไรเขาจึงได้แต่ถอนหายใจและยิ้มบาง ๆ ออกมาแทน จากนั้นก็ตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียงเพื่อออกไปยังห้องครัว โดยไม่ลืมที่จะยื่นมือออกไปหาอีกฝ่าย

“วันนี้เป็นวันคริสต์มาสอีฟนะ..ร่าเริงหน่อยสิ”

       ริมฝีปากได้รูปยิ้มกว้างออกมา จากนั้นเขาก็คว้าอีกคนให้มาด้วยกันเพื่อเดินไปยังจุดหมายที่ตั้งใจไว้…ทิ้งไว้แต่ห้องที่ว่างเปล่า

มัน…ไม่เหมือนเดิมหรอกนะมิยูกิ…

พอเถอะ…

.

.

       ในโซนห้องครัวที่เป็นเคาน์เตอร์แบบเปิด จากโต๊ะทานข้าวถ้านั่งหันไปทางหน้าต่างบานเล็กที่เปิดอยู่ เมื่อมองไปทางขวาก็จะเห็นชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งที่มักจะส่วมใส่ผ้ากันเปื้อนที่ไม่เข้ากับตัว… ลายหมีที่มีพื้นสีเหลืองอ่อน มองทีไรก็มักจะหยุดอมยิ้มไม่ได้จริง ๆ พอได้มองไปเรื่อย ๆ ก็จะเห็นใบหน้ายิ้มแย้มของเจ้าตัวเวลาทำอาหาร แต่ว่า… แม้ทุกอย่างจะดูเหมือนเดิม วันนี้มันกลับมีหลาย ๆ สิ่งที่ขาดหายไป

“เอ้านี่…รอนานไหม โทษทีนะ ขนมปังเหลือแผ่นเดียวเองเลยทำแบบประกบคู่ให้ไม่ได้”

“แล้วนายไม่กินเหรอ”

คนที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะมาตลอดจ้องมองไปที่อีกฝ่ายที่ตอนนี้ในมือมีเพียงกาแฟแก้วเดียว

“…ฉันไม่ค่อยหิว กินไปเถอะ ฉันทำเต็มที่เพื่อนายเลยนะ”

“มิยูกิ…เดี๋ยวก็ปวดท้องหรอก นายกินเถอะ ฉันไม่ต้องกินก็ได้ นายก็รู้…”

“ฮ่า ๆ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกน่ะ รู้ไหมว่ากาแฟน่ะมันอิ่มมากเลยนะ”

       เขาว่าพลางหันมาจิบกาแฟให้ดูและทำท่าลิ้มรสมันอย่างเป็นสุข แต่พอเห็นใบหน้าที่ดูเป็นห่วงของอีกฝ่ายเขาก็จำต้องพ่นลมหายใจออกมาแรงก่อนจะยกยิ้มและยื่นมือไปยีหัวด้วยความเอ็นดู

“บอกว่าไม่เป็นไรไง เอ้าลองชิมกาแฟนี่ดูสิ! แล้วจะรู้ว่าแค่อึกเดียวก็แทบจะรู้สึกอิ่มเลยล่ะ”

       มิยูกิยื่นแก้วกาแฟไปตรงหน้าของซาวามูระ แต่เจ้าตัวกลับไม่คิดแม้แต่จะรับแก้วนั้นมาลองตามคำบอกของอีกคน เขาทำหน้านิ่วจากนั้นก็กอดอกโบ้ยหน้าไปทางอื่นทำท่าฮึดฮัดไม่พอใจ

“นายก็รู้ว่าฉันไม่ดื่มกาแฟ!”

“อ่า นั้นสินะ นายกินไม่เป็นนี่นะ ฮี่ ๆ เด็กหนอเด็ก”

“จิ๊! นายนิ!”

“ฮ่า ๆ ๆ”

       เสียงหัวเราะที่ดังระดับหนึ่งดังก้องไปทั่วพื้นที่ห้องเปิดนี่ มันเป็นแบบนี้เกือบทุกวัน แม้ว่าวันนี้จะไม่ค่อยได้ยินเสียงโวยวายของอีกคนก็ตาม…

เจ้าของกาแฟดึงแก้วสีขาวของตัวเองกลับมากุมไว้ในมือ พอเลื่อนสายตาไปมองที่มือตัวเองก็จะเห็นลายบนแก้วที่เป็นตัวอักษรสีดำอยู่ มันเป็น…ตัวเอส เขาค่อย ๆ หมุนแก้วเพื่อให้ได้เห็นตัวอักษรนั่นชัดขึ้น

ตัว S ที่มาจาก Sawamura…

       มันทำให้เขาหวนนึกถึงตอนที่ย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันใหม่ ๆ และไปพบเจ้าแก้วนี่โดยบังเอิญ คนที่ไปซื้อของกับเขา…เจ้าเด็กเสียงดังที่ดูจะตื่นเต้นกับการเดินเลือกซื้อของใช้และของตกแต่งห้องนั้นเป็นคนที่หยิบแก้วใบนี้ขึ้นมาพร้อมกับแก้วอีกใบที่มีรูปตัวเอ็มอยู่

ตัว M ที่มาจาก Miyuki

‘ซื้อเถอะ ๆ ๆ นะ ๆ ๆ น่ารักดีออก’

       เพราะการตื๊อของหมอนี่และดวงตาที่เป็นประกายนั้นทำให้เขาจำใจต้องหยิบมันใส่ตะกร้ามา มันน่าขำจนต้องหลุดยิ้มออกมา แต่แล้ว…

“ขอโทษนะ…ที่ทำอีกใบแตก”

       จู่ ๆ คนที่นั่งเงียบอยู่นานก็พูดขึ้น แน่นอนว่าเจ้าตัวหมายถึงแก้วอีกใบที่มีตัวเอ็มอยู่ คนที่เหม่อมองแก้วยิ้มค้างอยู่ได้ยินดังนั้น คิ้วเข้มได้รูปก็ขมวดเข้าหากันนิดหน่อย ดวงตาใต้กรอบแว่นนั้นเห็นได้ชัดว่ามันวูบไหวอยู่ เขาเม้มปากแน่นเหมือนพยายามอดกลั้นอะไรสักอย่าง

แก้วนั่น…วันนั้น…

       ภาพเหตุการณ์ในอดีตราวกับถูกฉายออกมาจากจอโปรเจคเตอร์เก่า ๆ ภาพนั้นไม่ชัดนัก…และมันค่อย ๆ เล่นช้า ๆ ไร้ซึ่งเสียง…ซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้มีเพียงฉากแก้วที่ค่อย ๆ ร่วงหล่นลงพื้น ภาพอื่น ๆ ต่อจากนั้น…อีกมากมาย

ไม่เป็นไร…ไม่เป็นไร…เพราะวันนี้มาถึงแล้ว…ไม่เป็นไรแล้ว

       เขาหลุบตาลงจากนั้นก็ลืมตาขึ้นมาช้า ๆ และตัดสินใจฉีกยิ้มออกมาพร้อมมองตรงไปข้างหน้าที่ที่อีกคนนั่งอยู่แทน

“…มันช่วยไม่ได้นิ นายไม่ได้ตั้งใจ และฉันแอบเอาของนายมาใช้แล้วด้วย ฮ่า ๆ แค่แก้วเองอย่าไปคิดมากเลยนะ”

“…..”

“อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิซาวามูระ…ยิ้มให้ฉันหน่อยได้ไหม”

       ไม่มีคำพูดใด ๆ หลุดออกมาจากปากของอีกฝ่าย มิยูกิที่เห็นใบหน้ารู้สึกผิดนั้นจึงยิ้มอย่างอ่อนใจและติดสินใจวางแก้วลงก่อนจะยื่นมือออกไปหยิกแก้มใสของคนตรงหน้า

“โอ๊ย! โธ่ เล่นบ้าอะไรเนี่ย”

“ฮี่ ๆ ก็นายมัวแต่นิ่งเงียบนี่”

“…แล้วจะให้ฉันตอบอะไรเล่า”

“แค่ยิ้มยังไงล่ะ…เหมือนทุกที”

       เสียงผู้พูดมันช่างอ่อนโยนผิดกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์นั่น แต่ว่าสายตาที่มองมามันแปลว่าอะไรกันนะ มันดูเว้าวอน…เหมือนกำลังขอร้องให้เขาทำตามที่บอก ยิ้มให้…แค่นั้นมันพอแล้วจริง ๆ เหรอ…

“อือ….”

       ว่าเสร็จเด็กหนุ่มที่ทำท่ามืดหม่นในตอนแรกก็ฉีกยิ้มออกมา แม้มันจะดูฝืน ๆ ไปบ้าง แต่ตัวเขาก็พยายามทำไปโดยคิดว่าเขานั้นกำลังยิ้มเพื่อคนตรงหน้าอยู่ ยิ้มและมองไปยังคนสำคัญของเขา

“ยิ้มแบบนี้ตลอดไปเถอะนะ…ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรทั้งนั้น…”

เมื่อมิยูกิได้เห็นรอยยิ้มนั้นกลุ่มก้อนภายในอกนี่ก็แทบจะมลายหายไปในทันที เขายิ้มออกมาอีกครั้งและเอื้อมมือไปลูบข้างแก้มของอีกคฝ่ายเบา ๆ

“ฉันไม่ต้องการอะไรมากกว่านี้แล้วล่ะนะรู้ไหม”

“มิยูกิ…”

ดวงตาสีอำพันจ้องเข้าไปที่ดวงตาสีน้ำตาลตรงหน้า

ฉันน่ะ…จะยิ้มเพื่อนายเสมอทั้งจากนี้และต่อไป เพราะฉะนั้น…

“อือออ เอาล่ะ สบายใจขึ้นละ ไปแต่งต้นคริสต์มาสกันเถอะ”

“ห๊ะ….”

จู่ ๆ มิยูกิก็พูดขัดขึ้นและลุกขึ้นมาบิดขี้เกียจ เขาหันไปมองหน้าอีกคนที่ทำหน้าแปลกใจกับสิ่งที่เขาพูด

       “โฮ่ย ๆ จำไม่ได้ล่ะสิว่าตัวเองเคยพูดเองว่าปีนี้อยากจะทำต้นคริสต์มาสให้ได้น่ะ ฉันไปซื้อของมาเยอะเลยนะ”

“วันนี้….วันคริสต์มาสอีฟแล้วเหรอ”

       “ลืมวันลืมคืนเลยล่ะสินายน่ะ ฮ่า ๆ ๆ เอ้าไปกันเถอะ ไปตกแต่งต้นคริสต์มาสกัน ฉันทำคนเดียวไม่ได้หรอกนะ”

“…นั่นสิ นายไม่มีเซ้นส์นี่นะ”

“โฮ่ย…คิดอะไรอยู่ ฉันรู้นะ”

“อุ๊บ ฮ่า ๆ ๆ เปล่าสักหน่อย ไปกัน!”

พอตกลงกันได้ เช่นเคย…มิยูกิยื่นมือมาตรงหน้าซาวามูระเป็นการบอกให้เขาไปด้วยกัน

ความสุขนี่…ดีแล้วสินะ…แต่ว่านะมิยูกิ

มันอาจจะดีกว่าถ้านายลืมคำพูดของฉันไป…และเป็นอย่างที่นายเคยเป็น

เพราะต้นคริสต์มาสน่ะ…มันไม่ต้องมีก็ได้…เหมือนทุกทีไม่ใช่เหรอ

.

.

       ทั้งคู่พากันมายังมุมมุมหนึ่งของห้องนั่งเล่นที่เต็มไปด้วยของตกแต่งสีสันระยิบระยับและตัวตุ๊กตาตัวเล็กที่มีหลากหลายขนาดและรูปร่าง มันดูสวยและน่ารักขนาดที่ไม่น่าเชื่อว่าชายหนุ่มมาดนักกีฬาใบหน้าคมเข้มที่นั่งขะมักเขม้นแกะหีบห่อของตกแต่งต่าง ๆ อยู่นี่จะเป็นคนเลือกมาได้… และแน่นอนสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ…ต้นสนขนาดกลางที่อยู่ด้านหลังของพวกเขา พอลองยืนเทียบดูมันก็แทบจะสูงกว่ามิยูกิไปประมาณเกือบไม้บรรทัดได้

“ว้าว สุดยอด เยอะขนาดนี้ ดูเจ้านี่สิน่ารักชะมัด ฮ่า ๆ”

       เมื่อซาวามูระเห็นเจ้าตัวสุนัขชิบะใส่หมวกซานต้าตัวเล็กกว่าฝ่ามือ เขาก็หยิบขึ้นมาชื่นชมด้วยตาที่เป็นประกาย

“ฮ่า ๆ ฉันซื้อมาเพราะมันเหมือนนายดีน่ะ”

“น่ารักเหมือนฉันใช่ไหม”

        ซาวามูระยิ้มกว้างจ้องมองมาที่มิยูกิเพื่อรอคำตอบ แต่พอคนโดนถามได้เห็นใบหน้าของคนข้างกายพร้อมกับหน้าของเจ้าสุนัขชิบะนี่ เขากลับต้องกลั้นขำสุดชีวิตจนตัวงอพูดไม่เป็นศัพท์

“คิก ๆ น…หน้า”

“อะไร!”

ชายหนุ่มจ้องเขม็งไปยังคนที่มัวแต่พูดไม่รู้เรื่องจนคิ้วเข้มมนเข้าหากัน

“หน้าอะไร!”

“ฮ่า ๆ ๆ ไม่ไหว ๆ หน้าเหมือนกันเป๊ะจริง ๆ ด้วย ฮ่า ๆ ๆ”

มิยูกิหลุดขำออกมาดังลั่นพลางฟุบนอนตัวงอไปกับพื้นห้อง

“นายนิ! ฮึ่ย!”

       ดังคาด คนที่ถูกชมว่าหน้าเหมือนเจ้าชิบะอันน่ารักนักหนานี่กอดอกทำหน้าบูดไม่พอใจเขาเต็มที่ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาหยุดหัวเราะได้เลยแม้แต่น้อย

“โธ่ อย่างอนสิ ก็มันน่ารักไง นายหน้าเหมือนมัน…คิก อะแฮ่ม เอ่อ…ก็แปลว่าน่ารักเหมือนกันไง”

“จิ๊…ยังจะ”

“แล้วก็…ที่ซื้อมาก็เพราะคิดถึงนายและคิดว่านายน่าจะชอบนะ”

“…..”

       พอประโยคนี้หลุดออกมา ซาวามูระที่ทำท่าไม่พอใจในตอนแรกก็ถึงกับเบิกตาโต และเมื่อเห็นสายตาของอีกคนที่หยุดขำและจ้องมองมาที่เขา หน้าเขาก็เกิดร้อนขึ้นมาจนต้องหลบหน้าหนีไปในทันที

“บ้าจริง…จะยกโทษให้ก็ได้”

“อื้ม…เอ้า ๆ มาดูต่อกันว่าฉันไปหาอะไรมาได้บ้าง”

ไอ้ความกวนประสาท…กับคำพูดที่มักเปลี่ยนอารมณ์เขาได้เสมอนี่ไม่เปลี่ยนเลยจริง ๆ

       คนที่อารมณ์เย็นลงแล้วค่อย ๆ หันหน้ากลับมามองคนที่ยังยุ่งอยู่กับการแกะหีบห่อต่าง ๆ พอเจ้าตัวเจออะไรน่าสนใจหน่อยก็จะหยิบมันขึ้นมาอวดเขา บางทีมันก็ทำให้เขาคิดว่าคน ๆ นี้มีมุมที่เหมือนเด็กน้อยอยู่เหมือนกัน เห็นท่าทางพวกนั้นแล้วก็จำต้องแอบอมยิ้ม เจ้าตัวยังคงพูดไม่หยุดและบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับการได้รับของชิ้นต่าง ๆ มา

มันคงจะดีกว่านี้…ถ้าปีก่อน ๆ เราได้ทำมันด้วยกัน

“เอาล่ะฉันแกะออกมาหมดแล้วนะ เริ่มจากตรงไหนก่อนดี”

“…..”

“โฮ่ย อย่าเมินกันสิ”

“เอ๊ะ อ่า…”

“ฮ่า ๆ มาช่วยกันเร็ว นายเป็นคนอยากทำนะ ฉันเตรียมทุกอย่างนี้เพื่อนาย”

“อืม…ขอบใจนะ”

“…อะไรกัน”

       มิยูกิแปลกใจกับท่าทางของอีกฝ่าย แต่พอมองไปเขาก็พอจะรู้ได้ว่าซาวามูระนั้นคิดอะไรอยู่ มันทำให้เขายิ้มออกมา มือหนาอีกข้างที่ว่างอยู่เลื่อนไปขยี้กลุ่มผมสีน้ำตาลของอีกฝ่ายเบา ๆ

“เรามาสนุกกับการตกแต่งต้นคริสต์มาสนี่ด้วยกันกันเถอะนะซาวามูระ”

“อื้ม!”

       ซาวามูระตอบกลับพลางฉีกยิ้มให้เขา มิยูกิจึงยิ้มบางตอบไป บรรยากาศนั้นช่างอบอุ่นต่างกับอากาศด้านนอกอันหนาวเหน็บ… รอยยิ้มนี่…การอยู่ด้วยกันแบบนี้…มันเป็นความอบอุ่นที่คอยช่วยค้ำจุนเขาเสมอ ทำให้คิดว่าเรื่องไร้สาระอย่างเจ้าต้นคริสต์มาสนี่…ถ้าเป็นไปได้ก็คงทำไปนานแล้ว

อย่างนี้นี่แหละดีที่สุดแล้ว…ยิ้มให้ฉันแบบนี้ตลอดไป

ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรทั้งนั้น…เราจะได้มีความสุขด้วยกัน

รออีกนิดนะ…ซาวามูระ

.

.

       ห้องกว้างที่ตอนแรกอาศัยแสงอาทิตย์อ่อน ๆ จากด้านนอกเป็นแสงสว่างตอนนี้กลับมืดลงตามสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป แต่แสงไฟดวงเล็กหลายดวงที่ทอแสงระยิบระยับอยู่รอบต้นคริสต์มาสเบื้องหน้านี้กลับช่วยทำให้ทัศนวิสัยรอบด้านไม่ได้ดูมืดหม่นไปนัก ของประดับตกแต่งมากมายถูกห้อยระโยงระยางไปทั่วทั้งต้น มีทั้งที่เป็นลูกกลม ๆ รูปเกล็ดหิมะวิบวับสีสันสวยงามและตัวตุ๊กตาตัวเล็กน่ารักมากมาย มันดูน่าตื่นตาอย่างบอกไม่ถูก โดยเฉพาะเจ้าดาวบนยอดที่กำลังทอแสงแข่งกับแสงไฟนี่มันแทบจะดูเหมือนดาวเหนือที่อยู่บนท้องฟ้าอันมืดมิด ยิ่งได้นั่งมองใกล้ ๆ ยิ่งรู้สึกหลงไหลไปกับความสวยงามของมัน

“ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าคนอย่างมิยูกิ คาซึยะจะทำได้ขนาดนี้”

“โฮ่ย ๆ นั่นหมายความว่ายังไง”

“ฮี่ ๆ”

       อากาศเริ่มหนาวเย็นขึ้นจนตอนนี้มิยูกิจำต้องไปหยิบผ้าคลุมมาห่ม แน่นอนว่าเขาคงไม่ปล่อยให้อีกคนต้องทนหนาว เขาจึงจัดการเขยิบมานั่งข้างหลังและโอบรอบตัวคนตัวเล็กกว่าด้วยวงแขนกับผ้าคลุมที่เอามา

“อุ่นไหมซาวามูระ”

“อื้ม…อุ่นจนร้อนเลยฮ่า ๆ”

“โธ่ ไม่มีความโรแมนติกเลยนะนายเนี่ย”

“เอ้า…”

       ทั้งคู่ยังคงชื่นชมต้นคริสต์มาสตรงหน้า จนกระทั่งมิยูกิเหลือบไปเห็นเจ้าหมีน้อยสีน้ำตาลตัวหนึ่งที่ใส่แว่นอยู่ เขาจึงเอื้อมไปหยิบมันออกมาถือไว้ข้างหน้าคนที่อยู่ในอ้อมกอด

“ตัวนี้เหมือนฉันเลยเนอะ”

“ไม่อ่ะ…มันน่ารักไป”

“โฮ่ย!”

       ซาวามูระแทบจะตอบออกมาทันควันด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย มันทำให้มิยูกิเกิดรู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาตะหงิด ๆ แต่เขาก็เลือกที่จะปล่อยมันไปก่อนแววตาของเขาจะฉายแววเหมือนคิดเรื่องสนุกขึ้นมาได้

“นี่ดูนะ…อะแฮ่ม! สวัสดีครับ ผมคือจิบิมิยูกิ ยินดีที่ได้รู้จัก”

“…เล่นอะไรของนาย”

       คนที่เสียงทุ้มต่ำในตอนแรกพยายามดัดเสียงตนเองให้เล็กลงพลางบังคับตัวตุ๊กตาหมีในมือให้ดูเหมือนว่ามันมีชีวิตจริง ๆ

“ฮี่ ๆ …แล้วนายล่ะชื่ออะไร แนะนำตัวหน่อยสิ”

       เจ้าหมีตัวเล็กนี่ยังคงพูดไม่หยุด พอคนที่ถูกถามหันไปหาผู้ซึ่งเป็นนักพากย์เบื้องหลังเขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาและเออออตามน้ำไป ก็ใบหน้าที่เขาเห็น…มันเป็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของอีกฝ่ายนิ

“ฉันชื่อซาวามูระ เอย์จุน…พอใจยัง”

“เห…จริงเหรอเนี่ย ชื่อคล้ายคนที่ฉันชอบเลย”

       ซาวามูระถึงกับงงจนคิ้วขมวดเข้าหากัน จากนั้นไม่นานมืออีกข้างที่ว่างอยู่ของคนข้างหลังก็ไปหยิบตุ๊กตาหมีอีกตัวที่อยู่ไม่ห่างกันนักมา มันมีสีน้ำตาลโทนเดียวกันใส่ชุดคนละชุด ที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคงจะตรงที่มันไม่ได้สวมแว่น

“สวัสดีครับ! ผมชื่อบากะมูระครับ!”

“ว่าใครบ้านะ!”

“ฮ่า ๆ ๆ ไม่ได้ว่าสักหน่อย นั่นมันชื่อเจ้าหมีนั่นนะ อย่าร้อนตัวสิ”

       คนที่ตอนแรกเหนื่อยใจเพราะการเล่นแบบเด็ก ๆ ของอีกคนแทบจะหันขวับมาด้วยความไม่พอใจ เขาแยกเขี้ยวใส่มิยูกิที่ยังคงยิ้มขำอย่างกวนประสาท

“ฮึ่ย!’

       ซาวามูระงอนแก้มป่องเบือนหน้าไปอีกทาง มิยูกิที่เห็นท่าทางนั่นก็ไม่ได้รู้สึกร้อนใจเลยสักนิด เขาเพียงเหยียดยิ้มออกมา จ้องมองทุกอิริยาบถของอีกคน แก้มใสที่พองขึ้นนิด ๆ ปากอิ่มที่เชิดขึ้น ขนตาที่ยาวพ้นออกมาจากดวงตาที่กำลังหรี่เล็กลง คิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากัน ทุกอย่างคือคน ๆ นี้ คนที่ชื่อซาวามูระ เอย์จุน….คนที่ไม่ว่าจะทำท่าทางหรือแสดงอารมณ์อะไรออกมาเขาก็ไม่เคยเบื่อ และทั้งหมดนี่…

“บากะมูระ…เจ้าคนบ้าคนเดียวของฉัน เป็นชื่อเฉพาะเลยนะไม่ชอบเหรอ”

       เสียงทุ้มอันแผ่วเบาพูดขึ้นที่ข้างหูของซาวามูระในขณะที่เขาไม่ทันตั้งตัว ตากลมเบิกกว้าง ความร้อนจากลมอุ่นที่ถูกส่งผ่านมาจากลมหายใจของอีกฝ่ายที่รดต้นคออยู่นี่ยิ่งทำให้ใจเต้นผิดจังหวะขึ้นไปทุกที ความหงิดหงุดที่มีอยู่มลายหายไปและถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกร้อนวูบที่ใบหน้า เขาตัดสินใจมุดหน้าลงไปเพื่อไม่ให้อีกคนเห็นว่าเขานั้นกำลังคิดอะไร แต่มีหรือที่สิ่งเหล่านั้นจะหลบพ้นเรียวตาที่คอยเฝ้ามองเขามาตั้งแต่แรก

หูแดงเชียว ฮ่า ๆ น่ารักชะมัด

“ไม่ปฏิเสธ แสดงว่าเป็นบากะมูระจริง ๆ สินะ”

“เงียบเถอะน่ะ!”

“คร้าบ ๆ”

       มิยูกิตอบด้วยเสียงยานคางอย่างขอไปทีก่อนจะยิ้มกริ่มเอาคางวางบนไหล่ของอีกคนและฉวยโอกาสสวมกอดเขาแน่นขึ้น

“ซาวามูร้า”

“ไม่ต้องมาทำออดอ้อนเลย”

“ฮี่ ๆ”

       ทั้งสองยังคงนั่งอยู่ที่เดิม การนั่งดูต้นคริสต์มาสและนั่งคุยกับเจ้าหมีสองตัวนี่คงดูเป็นกิจกรรมที่ไร้แก่นสารสำหรับใครหลาย ๆ คน แต่เขาไม่คิดเช่นนั้นและเขาเชื่อว่าอีกฝ่ายก็น่าจะคิดเหมือนเขา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือทำอะไรอยู่ ขอแค่…มีกันและกันแบบนี้ ได้โอบกอดร่างนี้ไว้ ไม่จำเป็นต้องมีการพูดคุยใด ๆ ให้มากมาย แค่นี้…ก็พอแล้ว อยากให้เป็นแบบนี้ตลอดไปจริง ๆ

“ซาวามูระ…วันนี้ออกไปเดทกันนะ”

       จากที่ทั้งห้องมีแต่ความเงียบสงบมานาน มิยูกิก็พูดขึ้นมา ซึ่งนั่นถึงกับทำให้ซาวามูระสะดุ้งจนไหล่ไหว เขาที่จ้องมองไปที่ต้นคริสต์มาสมาพักใหญ่ค่อย ๆ หันไปมองคนที่ยังคงเกยคางอยู่ที่ไหล่ของเขา

“หมายถึง…ออกไปข้างนอกเหรอ”

“อืม…ไปกันนะ”

       ดวงตาสีน้ำตาลจ้องกลับมาที่ดวงตาสีอำพันของเขา เป็นไปได้เขาก็อยากจะหันหลบไป ไม่อยากรอฟังคำของคน ๆ นี้ต่อ ไม่อยากเห็นใบหน้าที่แสดงออกมาเหมือนต้องการอะไรบางอย่างจากเขา แต่ราวกลับต้องมนต์สะกด เขานั้นไม่สามารถละสายตาไปจากภาพของคนตรงหน้าได้

สิ่งที่นายเลือก…มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้วจริง ๆ เหรอ

“ไปที่ ๆ เราจะมีความสุขด้วยกันได้ไง”

มิยูกิพูดพร้อมกับยิ้มบางออกมาก่อนจะกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น

มิยูกิ…

“ตอนนี้…ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ..อยู่ด้วยกัน”

“…นะ”

       เสียงนี่…เพียงคำเดียว…การอ้อนวอน ความต้องการ คำขอ…มันคืออะไรกันแน่นั้นเขาก็ไม่อาจเข้าใจได้ เขานั้นได้แต่เม้มปากแน่น พยายามข่มตาให้สามารถจ้องมองกลับไปหาอีกคนได้ อยากจะให้อีกฝ่ายได้รู้ ได้รับรู้…

มิยูกิ…ช่วยฟังฉันหน่อยเถอะ…รู้ตัวสักที

“อย่าไปไหนเล—”

“ไม่ต้องไปคิดอะไรทั้งนั้น…แค่อยู่ข้าง ๆ ฉันก็พอ”

       ซาวามูระไม่สามารถพูดจนจบประโยคได้ มิยูกิปิดโอกาสของเขาไปโดยการพูดออกมาด้วยเสียงที่ดูนุ่มทุ้มกว่าทุกที มันดังก้องอยู่ในหูของคนที่ตัวเล็กกว่า ใช่มันอ่อนนุ่ม…หวาน…แต่…มันก็ขม ความโหยหา ความเหงา ความเศร้า…มันปะปนอยู่ในน้ำเสียงหวานนุ่มนี่ มันทำให้ผู้ฟังได้แต่เงียบ ไม่สามารถที่จะพูดสิ่งที่คิดออกไปต่อได้ ทำไม่ได้…

จากนั้นร่างสูงก็ลุกขึ้น และแม้ว่ามืออันสั่นเทาของคนที่ยังอยู่ที่เดิมนี่จะเอื้อมออกไปจับรั้งเอาไว้ไม่อยากให้อีกคนไปไหน เจ้าตัวก็ไม่คิดจะสนใจหรือหวั่นไหวกับสิ่งนั้น ปากได้รูปเหยียดยิ้ม จากนั้นมือหนาก็ยื่นออกมาอีกครั้ง…ครั้งแล้วครั้งเล่า ดั่งจะกล่าวเป็นนัยว่า ไม่ว่าเขาจะยอมรับหรือปฏิเสธ ไม่ว่าอย่างไรคน ๆ นี้ก็จะพาเขาไปด้วย จะอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าที่ไหนและเมื่อไหร่…และเขา…ก็ต้องยื่นมือออกไปจับมือของคนตรงหน้านี้ไว้เสมอ

มิยูกิ…พอเถอะ…อยู่อย่างนี้ก็ได้ไม่ใช่เหรอ

ฉันก็อยู่ตรงนี้ไง…

ไม่ว่าเมื่อไหร่ ถ้านายยื่นมือมา ฉันก็พร้อมจะจับมันไว้

พร้อมจะอยู่เคียงข้างนาย…เพราะฉะนั้น….

ทำไม…ถึงยังไม่เข้าใจ

.

.

       เกล็ดหิมะโปรยปรายลงมา ร่วงลงมาจากท้องฟ้าสีเทาหม่อน มากพอที่จะทำให้พื้นที่บางจุดถูกปกคลุมไปด้วยสีขาว มีแสงไฟมากมายจากรอบด้าน ตามทางเดิน เสาไฟ ตึก ร้านรา เกือบทุกที่นั้นช่างสว่างไสวสวยงาม เสียงเพลงที่ดังอยู่เนือง ๆ นี่บ่งบอกถึงความพิเศษของวันนี้ได้อย่างชัดเจน และแม้อากาศนั้นจะหนาวเหน็บเพียงใด ทุกคนรอบด้านก็ยิ้มให้กับภาพตรงหน้า ยิ้มไปกับคนที่พวกเขามาด้วยกัน… ครอบครัว เพื่อน คนรัก… ดูเป็นภาพที่น่าประทับใจยิ่งนัก

“สวยดีนะว่าไหม ทั้งหิมะ ทั้งแสงสี และผู้คนที่ยิ้มแย้มแจ่มใส ถึงแม้จะเสียงดังไปหน่อยก็เถอะ”

“…อือ”

       ชายหนุ่มใช้สายตาใต้กรอบแว่นมองรอบด้านจนทั่วแต่เมื่อหันมาพบว่าบุคคลที่มาด้วยกันไม่มีอารมณ์ร่วมไปกับเขา เขาจึงถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะกล่าวออกไปด้วยใบหน้าที่ยังคงยิ้มแย้มเหมือนเมื่อครู่

“อย่าทำหน้าเศร้าสิ ฉันก็แค่อยากออกมาเดทกับนายเท่านั้นเองนะ”

“เราจะไปที่ไหนกันเหรอมิยูกิ”

“…ที่ไหนก็ได้ที่มีนายยังไงล่ะ ฮี่ ๆ”

       ตาคมดูตื่นขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามนั้นอีกครั้ง แต่เขาก็ตอบคำถามนั้นไปแทบจะในทันที ซึ่งถึงมันจะดูเป็นคำตอบที่ฟังดูกำกวมแต่ก็เป็นคำตอบเพียงหนึ่งเดียวในใจของเขาตอนนี้ สักพักเขาก็เหลือบไปเห็นหอนาฬิกากลางเมืองที่บอกเวลาห้าโมงเย็น

“จับมือกันเดินไหม”

“ห๊ะ…”

“จับมือและวิ่งไปด้วยกันนะ ไปที่ที่จะมีแค่เราสองคน ดีไหม”

“เอ๊ะ ไม่เห็นต้องวิ่— เหวอ”

       ยังพูดไม่ทันขาดคำ คนที่เอาแต่พูดก็วิ่งออกไปเรียบร้อยแล้วโดยไม่ฟังเขาเลยสักนิด วิ่งไปเรื่อย ๆ ไม่รู้จักเหนื่อย ผ่านสถานที่ต่าง ๆ และผู้คนมากมาย เขาทำอะไรไม่ได้ นอกจากได้แต่มองสิ่งต่าง ๆ ผ่านตาไปอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อหันกลับไปมองข้างหน้าก็จะเห็นมือที่กุมมือของเขาอยู่ และแผ่นหลังนั้น…มันเป็นทิวทัศน์เดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนไป

       แผ่นหลัง…แผ่นหลังที่เคยวิ่งตามมาตลอดเมื่อนานมาแล้ว…ไม่ได้เห็นมันมานานเท่าไหร่แล้วนะ มันจะอบอุ่นแค่ไหนกันนะ ถ้าได้สัมผัส ได้แนบชิดมันเหมือนทุกที…

ความคิดทั้งหมดต้องหยุดลงเมื่อรู้ตัวว่าการเดินทางได้จบลงแล้ว พวกเขามาหยุดอยู่ที่ ๆ หนึ่ง ที่ห่างออกมาจากตัวเมืองนิดหน่อย และอาจจะเพราะตอนนี้ผู้คนส่วนใหญ่ไปรวมตัวกันในเมืองจึงทำให้พื้นที่นี้แทบจะไร้ซึ่งผู้คน มันเป็นทางเดินที่ทอดยาวออกไป มีแสงไฟสลัว ๆ ตลอดทางและช่อไฟเล็ก ๆ สีต่าง ๆ ที่ถูกตกแต่งให้เข้ากับเทศกาล

“แฮ่ก ๆ เงียบลงแล้วล่ะนะ”

       คนที่เคยวิ่งนำหน้าอยู่หยุดวิ่งและพูดออกมาพร้อมกับหอบเหนื่อย ผิดกับอีกคนที่เพียงยืนนิ่งจ้องมองคนตรงหน้าไม่วางตา

“อือออ ไปกัน!”

เขาบิดตัวไปมาก่อนจะเอ่ยบอกคนใกล้ตัว ซาวามูระได้แต่เลิกคิ้วมองเป็นเชิงสงสัย

“เดินเล่นไง ฉันเกิดอยากไปสวนสาธารณะที่เราเคยไปด้วยกันบ่อย ๆ ขึ้นมาน่ะ ไปด้วยกันนะ”

“….”

“ทำหน้าอมทุกข์อีกแล้วนะ เดี๋ยวก็แก่ก่อนวัยหรอก”

“กลับกับเถอะมิยูกิ”

       คนที่นิ่งเงียบอยู่นานกล่าวเสียงแข็งออกมาด้วยใบหน้าจริงจัง แต่มิยูกิกลับเพียงเชยตามองเขาและฉีกยิ้มออกมาอย่างไม่ทุกข์ร้อน

“อะไรกันไม่อยากไปเหรอ ปกตินายชอบที่นั่นจะตาย”

“ก็ฉันรู้ว่านาย!”

       ซาวามูระแผดเสียงออกมาดังลั่นและมันก็ทำให้มิยูกิตกใจไม่น้อย แต่ว่า…เขายังคงแค่คลี่ยิ้มบาง ๆ ส่งให้อีกฝ่าย

“บอกแล้วไงว่าไม่ต้องคิดมากน่ะ…ไป ๆ ไปกันเถอะ”

        เขาพูดตัดบทโดยไม่สนใจความกังวลที่มีอยู่ในน้ำเสียงของซาวามูระเลย จากนั้นเจ้าตัวก็เข้ามาจับมืออีกฝ่ายและดึงเข้าไปหาตัวเพื่อให้เดินไปด้วยกัน

ก็เพราะฉันรู้ว่าวันนี้…นายจะไปทำอะไรที่นั้น…ฉันถึงได้

“นี่…จำวันนี้เมื่อหลายปีก่อนได้หรือเปล่า…ตั้งแต่ตอนที่เรียนด้วยกัน ตอนนั้นฉันปี2และนายก็ปี1”

       จู่ ๆ คนข้างตัวก็พูดขึ้นมา มันทำให้เขางุนงงไม่น้อย แต่ก็พยายามลองคิดตามที่อีกฝ่ายพูดซึ่งเขาก็นึกไม่ออกว่ามันเป็นวันอะไร

“ไม่ใช่วันครบรอบที่เราคบกัน… ไม่ใช่วันเกิด… ไม่มีแมทช์นัดสำคัญอะไร”

“โฮ่ย ๆ คิดไปไหนเนี่ย นั่นสินะ…นายไม่รู้นิ”

“งั้นเรื่องอะไรกันล่ะ”

       ซาวามูระตัดสินใจถามออกไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ และยิ่งเห็นอีกคนเอาแต่ยิ้มกริ่มฮัมเพลงอย่างสบายอารมณ์เกินเหตุ เขายิ่งอยากรู้เข้าไปใหญ่

“เห…อยากรู้เหรอ บอกดีไหมน้า”

       ใบหน้าของอีกฝ่ายที่หันมาทางเขา แววตาขี้เล่นและรอยยิ้มยียวนกวนประสาทนั่นทำให้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมา

“ก็บอกมาสิ!”

“ฮ่า ๆ จะโวยวายทำไมเล่า”

“….”

มิยูกิจ้องมองไปที่ซาวามูระอีกครั้งก่อนจะเริ่มปริปากพูดออกมา

“ไหน ๆ ก็คงไม่มีอะไรต้องปิดบังแล้ว…ที่จริงวันนี้น่ะ…คือวันที่ฉัน…ตกหลุมรักนายครั้งแรกยังไงล่ะ”

“….ห…ห๊าาา”

“ฮ่า ๆ ตกใจอะไรขนาดนั้นเล่า”

ซาวามูระตกใจจนหน้าเบี้ยวมองตาค้างไปที่อีกฝ่าย

“เดี๋ยว…เดี๋ยวนะ…เดี๋ยวสิ! ร…เราคบกัน…ต…ตอนที่ฉันไป…”

พอคิดได้ถึงจุดนี้แก้มใสก็แดงขึ้นมาพร้อมกับปากที่เกิดแข็งทื่อจนพูดไม่เป็นศัพท์

“อ๋อ ตอนที่นายมาสารภาพรักกับฉันตอนพวกเราเลื่อนชั้นปีแล้วใช่มะ”

“ไม่ต้องพูดก็ได้ไหม!”

“ฮ่า ๆ ๆ ก็มันจริงไหมล่ะ”

“จิ๊! แล้วสรุปยังไงเนี่ย!”

       คนที่บัดนี้หน้าแดงแป๊ดไปถึงหู ทั้งด้วยความเขินอายและความฉุนเฉียวตวาดออกมา มิยูกิรู้สึกสนุกกับการได้กวนประสาทคน ๆ นี้มาแต่ไหนแต่ไร เขาจึงยิ้มขำไม่หยุดโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะไม่พอใจเขาขนาดไหน แต่แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นทางเข้าของสถานที่ที่เป็นจุดหมายพอดี

“อ้าวถึงแล้ว เร็วกว่าที่คิดแฮะ คนก็ไม่เยอะด้วย ดีจัง”

“เฮ้ย! อย่าเปลี่ยนเรื่องสิ บอกมา!”

“ใจเย็น ๆ สิ ฮ่า ๆ”

       คนที่อารมณ์ดีออกนอกหน้าเดินเข้าไปกอดคออีกฝ่ายอย่างไม่เกรงใจแล้วก็จัดการลากเข้าไปในสวนสาธารณะ เขาเดินเข้าไปพลางชื่นชมภาพทิวทัศน์รอบด้านไป ผิดกับอีกฝ่ายที่ยังคงตื๊อเขาให้ไขข้อสงสัยไม่เลิก จนกระทั่งพวกเขามาหยุดอยู่ที่ทางเดินที่มีต้นไม้ไร้ใบอยู่สองข้างทาง มันดูเงียบเหงาชอบกลแต่ก็ดูสวยไปอีกแบบ กิ่งไม้ที่แตกแขนงออกมาช่วยสร้างอุโมงค์ธรรมชาติที่ทอดยาวออกไปโดยมีพื้นหิมะเป็นพรมสีขาวสะอาด มองดูแล้วมันเหมือนกับว่าถ้าเดินเข้าไปจนไปถึงทางออกพวกเขาก็อาจจะได้พบอีกโลกที่ต่างออกไปก็ได้

“ว้าววว สวยจัง”

คนที่โวยวายมาตลอดทางตั้งแต่เมื่อครู่ถึงกับเปลี่ยนอารมณ์ในทันทีเมื่อได้เห็นทิวทัศน์นี่

“เราไม่เคยได้มาที่นี่ในช่วงคริสต์มาสสักทีเลยนิ”

“อืมนั่นสิ ถ้ารู้ว่าช่วงฤดูหนาวมันจะสวยขนาดนี้ฉันคงมาตั้งนานแล้ว”

“อืม…แต่นี่ยังไม่สวยที่สุดหรอกนะ”

“หือม์?”

ซาวามูระหันมามองเขาด้วยความสงสัย มิยูกิเพียงยักคิ้วและยกข้อมือที่มีนาฬิกาอยู่ขึ้นมาดูเวลา จากนั้น…

“ห้า…สี่…สาม…สอง…หนึ่ง!”

       กิ๊ง ก่อง กาง ก่อง… เสียงจากหอนาฬิกากลางเมืองดังสนั่นลั่นไปทั่วเพื่อบ่งบอกว่าตอนนี้เป็นเวลาหกโมงเย็นแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับพวกเขาที่ยืนอยู่ต่อหน้าอุโมงค์นี่เลย

พรึ่บ! ในชั่วพริบตา ดวงไฟน้อยใหญ่ก็เปล่งแสงขึ้นไล่มาตั้งแต่ลำต้นไปยังกิ่งก้านของต้นไม้ไร้ใบทุกต้นที่สร้างอุโมงค์นี้ขึ้นมา มันทอแสงเป็นประกายระยิบระยับแข่งกับเกล็ดหิมะที่ร่วงหล่นลงมาและสะท้อนกับแสงไฟราวกันดาวดวงเล็ก ๆ มากมายที่ตกลงมาจากท้องฟ้าเลยก็ว่าได้

“โห สุดยอด! ว้าววว! สวยชะมัด! มิยูกิดูสิ ๆ !”

“อืม…สวยมาก”

       ดวงตากลมโตของเด็กหนุ่มวิบวับเจิดจ้าเมื่อต้องแสงไฟ เขายิ้มกว้างชอบใจและตื่นเต้นไปกับภาพตรงหน้า เจ้าตัววิ่งนำเข้าไปในอุโมงค์ มิยูกิเฝ้ามองภาพนั้นเหมือนพยายามกักเก็บความทรงจำนี้ไว้ให้ได้ทุกช่วงวินาที

“มิยูกิตามมาเร็วเข้า ฮ่า ๆ”

“รู้แล้ว นายก็รอกันด้วยสิ”

       จากนั้นทั้งคู่ก็จับมือพากันเดินชมทางเดินในอุโมงค์ธรรมชาติที่มีแสงไฟประดับนี่ไปพร้อมกันด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม…อย่างมีความสุข

       เพราะมีนายอยู่…ที่ที่ปกติฉันไม่เคยคิดว่ามันน่าสนใจอะไร มันกลับน่าสนใจได้มากขนาดนี้ เพราะมีนาย…ในวันนั้น รอยยิ้มของนายที่จารึกลงในความทรงจำและหัวใจที่เคยว่างเปล่าของฉัน และมันเป็นวันที่…คล้ายกับวันนี้นี่แหละซาวามูระ นายอาจจะไม่รู้ตัว แต่ ณ ที่แห่งนี้ มันทำให้ฉันได้เรียนรู้และได้ใช้เวลากับนายจนได้รู้ว่าที่ผ่านมา…ฉันนั้นมีนายอยู่เคียงข้างเสมอ…ขอบคุณนะ

.

.

       ความสุขมักจะผ่านไปไวเสมอ…มันเป็นความจริงที่ทุกคนรู้และต้องยอมรับ เหมือนกับหิมะนี่…สักวันมันก็ต้องละลายหายไป เหมือนกันพวกเรา…ที่พอรู้ตัวอีกที…ความสุขนั้นก็ได้หายไปแล้ว

รอยเท้าที่ถูกประทับลงบนหิมะตอนนี้มีเพียงของเขาเท่านั้น ทางเดินที่เดินมานั้นน่าแปลกนักที่แทบจะไม่มีผู้คนอยู่เลย ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องดีแล้วก็เป็นได้ พวกเขาที่ยังคงสนุกไปกับการเดินชมรอบสวนสาธารณะและไม่ได้สนใจรอบด้านนัก อันที่จริงสิ่งสวยงามอาจจะไม่ใช่ภาพวิวทิวทัศน์อย่างที่คิดไว้แต่แรก แต่มันคือความสนุกและความสุขที่ได้มาด้วยกันเสียมากกว่า

“มิยูกิ…สนุกไหม”

“สนุกสิ”

        ทั้งสองเริ่มบทสนทนากันหลังจากที่ใช้ความเงียบเป็นสิ่งพักพิง เมื่อได้ฟังคำตอบดังนั้นซาวามูระก็มองไปที่คนข้างกายนิ่งก่อนจะหยุดเดิน

“มิยูกิ”

“ฉันรู้นะว่านายจะพูดอะไร…บอกแล้วไม่ใช่เหรอไงว่า…”

“…ก็นาย…มีความสุขได้ไม่ใช่เหรอ และฉัน…”

“ซาวามูระ…ขอฉันมีความสุขอยู่อย่างนี้ต่อไปเถอะนะ”

        บรรยากาศอันแสนสดใสในตอนแรกหายวับไปเมื่อทั้งคู่กลับเข้าสู่หัวข้อเดิมอีกครั้ง มิยูกินั้น…ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่าซาวามูระต้องการอะไร..แต่เขาตัดสินใจแล้วต่างหาก

“มันไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงหรอกนะมิยูกิ”

ดวงตาสีอำพันที่ไร้แววปากอิ่มที่เคยเรีบตึงพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่เศร้าหมอง

“ไม่ว่ามันจะเป็นความจริง…หรือความฝัน”

“…..”

“มันคงไม่ต่างกันหรอกมั้งสำหรับฉัน แต่ว่านะ…”

เสียงเรียบหยุดเพียงเท่านั้น ก่อนตาคมจะจ้องมองเข้าไปที่ดวงตาสีอำพันคู่เดิม

“ถ้านี่เป็นความฝัน…ฉันก็อยากจะตื่นจากมันแล้วล่ะ เพราะฉะนั้น…“

พูดจบเขาก็ยิ้มออกมาและเอื้อมมือไปลูบข้างแก้มของอีกฝ่ายเบา ๆ

       “อย่าได้เป็นห่วงอะไร…ฉันจะทำทุกอย่าง ฉันจะตื่นขึ้นมาและไม่ว่าจะยังไง ถึงตอนนั้น…พวกเราก็จะได้อยู่ด้วยกัน”

มิยูกิ…ตรงนี้ไม่ใช่เหรอที่คือความจริง…พอเถอะ

“เพราะฉะนั้นเชื่อฉันและอย่าพูดอีกเลยนะ อย่าพูดว่าพอ อย่าห้าม อย่า…”

“มิยูกิ”

       มือหนาชะงักนิ่งแข็งเมื่อเห็นใบหน้าของอีกฝ่าย เขาเก็บมือนั่นแล้วเบือนหน้าไปทางอื่นก่อนจะเดินนำออกไปโดยไม่สนใจเสียงประท้วงในใจของอีกคน แล้วพวกเขา…ก็ทิ้งไว้แต่ความว่างเปล่าในพื้นที่ที่เดินผ่านมา…

ทำไมถึงได้โง่อย่างนี้…มิยูกิ

.

.

       เขาเดินมาจนมาถึงม้านั่งมุมหนึ่งในส่วนที่ลึกที่สุดของสวน เจ้าตัวนั่งเหม่อมองหิมะสีขาวที่ค่อย ๆ ตกลงมาจากท้องฟ้า ฝ้าบาง ๆ ที่เกาะอยู่บนเวนส์แว่นตอนที่เขาหายใจเอาลมอุ่นออกมาทำให้รู้สึกรำคาญไม่น้อย พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นเจ้าตุ๊กตาหิมะตัวกระต่ายตัวเล็กสองตัวซึ่งถูกวางอยู่บนโขดหินที่อยู่ไม่ไกลจากที่ที่เขานั่งนัก มันเป็นเพียงก้อนหิมะเล็ก ๆ มีใบไม้เรียวยาวเป็นหูและมีหินสีเป็นตา ดูไปก็น่ารักดี แต่ว่า…มีเพียงตัวเดียวเท่านั้นที่ยังคงสมบูรณ์ครบส่วน อีกตัวนั้นรูปร่างดูบูดเบี้ยวจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม สำหรับคนทั่วไปมันคงเป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่ผ่านเข้ามาในสายตา แต่…มันทำให้หัวใจของเขา…รู้สึกหงอยเหงาชอบกล

“กระต่ายนั่นน่าสงสารนะว่าไหม…”

“หือ…กระต่าย?”

“อื้ม…นั่นไง กระต่ายหิมะ คงมีคนปั้นมันไว้คู่กัน แต่อีกตัวหนึ่ง…มันกำลังจะตาย…จากกัน”

“…..”

“มันคงเหงา เขาว่ากันว่ากระตายน่ะเหงาตายได้นะ นายรู้ไหม”

       คนที่นิ่งเงียบอยู่นานพูดขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ซาวามูระคิดว่าเขาอาจจะไม่ได้ยินคำจากปากนั้นอีกแล้วแท้ ๆ และเมื่อฟังถึงตรงนี้ แม้มันจะดูเป็นบทสนทนาที่ดูไม่น่ามีความหมายอะไร แต่มันก็ทำให้อดไม่ได้ที่จะต้องหันไปมองอีกฝ่าย และดังคาดแม้เสียงนั้นจะดูราบเรียบเพียงไร แต่สายตานั่น…ดวงตาคู่นั้นที่เป็นเหมือนหน้าต่างของหัวใจ…มันโกหกเขาไม่ได้

ความเหงา…ความเศร้า…ความมัวหมองภายในใจ

“มิยูกิ…นายไม่ใช่กระต่ายนะ”

“…..”

“นายเข้มแข็ง…เป็นคนที่สามารถก้าวข้ามได้ทุกสถานการณ์ไม่ใช่เหรอ”

“…เกือบ 1 ปีแล้ว…มันยากมากเลยนะ”

       ซาวามูระเม้มปากแน่นไม่สามารถทนดูได้อีกต่อไป เขาจึงตัดสินใจพูดออกไป แต่อีกฝ่ายกลับเพียงแค่มองไปที่เดิมนิ่งไม่ไหวติง

“มิยูกิ! เลิกไร้สาระได้แล้ว! นายไม่ใช่คนโง่นะ อย่าทำแบบนี้เลย!”

       เขายืนขึ้นและจ้องมองไปทางมิยูกิที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวล ก่อนจะค่อย ๆ เอื้อมมือไปจับไหล่ทั้งสองข้างของอีกฝ่าย แต่มิยูกิเพียงเงยหน้าขึ้นมามองเขาด้วยความหมางเมินผิดปกติ เจ้าตัวเหยียดยิ้มออกมาจากนั้นก็ก้มหน้าและหลุบตาลงเหมือนพยายามครุ่นคิดเรื่องบางอย่าง

“ฉันไม่ได้จะยอมแพ้…แต่ฉันแค่…คิดว่าบางทีการทำตามเหตุผลโง่ ๆ อาจจะเป็นคำตอบที่ดีสุดก็ได้”

“….”

“นายจำนิยายเรื่องนั้นที่นายเคยเล่าให้ฉันฟังไหมซาวามูระ…”

“นิยาย…นี่นาย…”

“ฉันจะได้ตื่นมาเจอนายหรือเปล่านะ”

       มิยูกิพูดพลางแหงนหน้ามองท้องฟ้าและยิ้มอ่อน ๆ ให้กับหิมะเย็น ๆ ที่ตกลงมาบนหน้าของเขา ซาวามูระจับไหล่เขาแน่นขึ้น หวังอยากจะให้อีกฝ่ายหันมาสนใจตนเองบ้างไม่มากก็น้อยก็ยังดี

“มิยูกิ…ฉันขอล่ะ…กลับกันเถอะนะ ค่อย ๆ เดินไปก็ได้ หาเค้กกลับไปกินด้วยกัน ไปนั่งดูต้นคริสต์มาสด้วยกัน ฉันจะนั่งเล่นเป็นเจ้าหมีนั่นด้วยก็ได้ หรือจะให้ทำหน้าเป็นเจ้าหมาชิบะตัวนั้นก็ยังได้! เพราะงั้น…”

“…..”

“มิยูกิ…อึก…ฟังฉันสิ!”

       ซาวามูระพยายามพูดโดยประคองไม่ให้เสียงสั่นเครือไปมากกว่านี้ เขาพยายาม…อยากจะให้มันส่งไปถึง อยากจะให้คน ๆ นี้ฟังในสิ่งที่เขาต้องการ จนสุดท้ายเขาจำต้องตะคอกออกมาก่อนจะทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ อยู่ข้างหน้ามิยูกิ และไม่นานนัก…หยดน้ำใสก็ไหลลงมาจากดวงตาอันเศร้าสร้อย

“ฮึก…มิยูกิ…ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็…อึก…นาย”

“ซาวามูระ…”

       และในที่สุดเสียงทุ้มอันคุ้นเคยก็เปล่งออกมา มือหนานั้นวางลงบนมือของเขาที่ยังคงจับบ่าอยู่ นัยน์ตาสีอำพันที่สั่นระริกเบิกกว้างขึ้น ใบหน้าที่ดูเหนื่อยอ่อนของอีกฝ่ายกลับมาช้อนมองเขา จากนั้นไม่นานเจ้าตัวก็เอามือไปล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ทที่ตนใส่

“ฉันมีอะไรจะให้ อยากจะให้มานานแล้วแต่ไม่มีโอกาส”

       ประโยคคำพูดที่ถึงกับทำให้ใจเขากระตุกเต้นผิดจังหวะ ซาวามูระค่อย ๆ หลุบตาลงและยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดน้ำตาที่เพิ่งไหลลงมา เขาทอดมองไปที่กล่องใบเล็กที่มิยูกิยื่นมาตรงหน้าด้วยดวงตาที่มีแววขึ้น ก่อนจะค่อย ๆ คลี่ยิ้มออกมา มันเป็นกล่องเรียบ ๆ สีฟ้าอ่อนที่มีริบบิ้นสีขาวถูกผูกไว้เป็นโบว์

“อะไรเหรอมิยูกิ…”

       ความร้อนรนภายในใจเหมือนถูกจับยกไปวางไว้ข้าง ๆ แทนเพราะเขารู้ว่าสิ่งที่ควรสนใจตอนนี้คือสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ไม่นานนักมืออีกข้างที่ว่างอยู่ก็เอื้อมออกมาเปิดฝากล่องออก และสิ่งที่เขาได้เห็นนั้นก็คือ…

“สำหรับเราสองคน”

แหวนคู่…

“มิยูกิ…”

“อยากจะให้ ให้…ก่อนหน้านี้ อยากจะใส่ให้กับมือ”

“….”

       เสียงทุ้มเริ่มสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัดแม้เจ้าตัวจะยังมีรอยยิ้มประดับหน้าอยู่เหมือนทุกทีก็ตาม เมื่อพูดออกไปดังนั้นนิ้วเรียวก็ค่อย ๆ หยิบแหวนสีเงินเกลี้ยงออกมา

“มันมีเขียน…ข้างใน…ด้วยนะ”

“มิยูกิ…ไม่เป็นไร…ค่อย ๆ พูดนะ ฉันไม่ไปไหนหรอก”

       คำพูดที่ตะกุกตะกัก…ไหล่อันสั่นเทานั่น…มือที่ยื่นมาอย่างอ่อนแรง…ซาวามูระรับรู้ได้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของมิยูกิ…และสภาพของเขาในตอนนี้

“เอ็มและเอส…รู้ใช่ไหมว่ามันคืออะไร”

“อืม…”

เสียงนั้นค่อย ๆ แห้งผากลงไปทุกที เจ้าตัวเก็บกล่องใบเล็กไปและยื่นมือนั้นออกมา

“ยื่นมือมาให้ฉันสิซาวามูระ…”

ดวงตาสีน้ำตาลนั้นจ้องมองเข้ามาในตาของเขา…

“….”

“นะ…”

เสียงนั้นกำลังร้องขอ…

มิยูกิ…

มือที่ยื่นมานั้นยังคงอยู่ที่เดิม…

“ได้โปรด…ฮึก”

หยอดน้ำใสที่ร่วงหล่นลงมาพร้อมกับเกล็ดหิมะ…

“ซาวามูระ!!!.

ชื่อที่ถูกตะโกนเรียกหา…

มิยูกิ…ฉัน

“ฮึก…ฮือออ…ขอแค่มือนั่น ขอแค่นั้นไม่ได้หรือไง”

ร่างสูงที่ทรุดลงไปกับพื้นสีขาวเนียน…

มิยูกิ…ฉันยื่นไปแล้ว แต่…

“ทำไม…ทำไม…ทำ…”

เสียงของคนที่อยู่เคียงข้างมาตลอดนั้น…

“ทำไมนายถึงไม่อยู่ตรงนี้! ทำไมทุกอย่างถึงเป็นได้เพียง…ความฝัน ฮึก”

ไปไม่ถึง…

มิยูกิ…ฮึก…ฉันขอโทษ

       สายลมแรงที่จู่ ๆ พัดมาพร้อมกับความหนาวเย็นนี่ เหมือนพยายามจะช่วยพัดพาทุกอย่างที่อยู่รอบด้านให้หายไป ภาพของชายหนุ่ม…ภาพแห่งความฝัน ภาพในความนึกคิดที่เคยคิดถึงและโหยหาที่สุดถูกพัดออกไป ไม่เหลือแม้เพียงเศษเสี้ยว… เสียงที่เคยคิดว่ายังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท…ความอบอุ่นที่เคยส่งผ่านมา…มือคู่นั้นที่เคยกุมไว้…ดวงตาสีอำพันที่มักจะจ้องกลับมา…และรอยยิ้มอันแสนสดใสนั้น…หายวับไปโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

“ฮึก…ฮือ ฉัน…คิดมาตลอด ฉัน…เห็นภาพของนาย…รู้ว่าปากที่กำลังจะเอ่ยอะไรออกมานั้นจะตอบอะไร แต่..”

       ม่านน้ำตาที่ฉาบไปทั่วดวงตาสีน้ำตาลอันมัวหมองนี่ทำให้ทัศนวิสัยไม่ชัดเจนนัก บวกกับแว่นที่มีหยดน้ำเกาะอยู่เต็มไปหมดยิ่งทำให้ยากแก่การมองไปเบื้องหน้า แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น…ตอนนี้เขากลับเห็นภาพบางอย่างชัดเจน…ในความทรงจำของเขา

       เย็นวันนั้นที่นายล้มลงไปต่อหน้าฉัน…เพราะลูกเบสบอลที่ถูกขว้างไปกับนายที่แน่วแน่กับการหวดลูก… เสียงลูกที่กระทบกับหัวของนาย….และร่างที่ทรุดลงพร้อมกับลูกเบสบอลนั่นที่ตกลงพื้น ฉัน…เข้าไปคว้าไว้ไม่ทัน

“ฉันไม่น่าปล่อยให้นายไป…”

       คืนวันนั้นที่นายยิ้มให้ฉันและบอกว่า ‘ไม่เป็นไร’…กับแก้วใบนั้นที่เราใช้คู่กัน…ที่ร่วงหล่นจากมือของนายกระทบกับพื้น…แตกกระจาย…และตัวนายที่ทำเป็นเข้มแข็ง

“ไม่น่าเชื่อรอยยิ้มนั่น…”

และเช้าวันถัดมาที่…นายนอนแน่นิ่ง…อยู่ในอ้อมกอดของฉัน

“อึก…ถ้าฉัน…รู้ตัวเร็วกว่านี้…ฮึก ขอโทษ”

ฉันขอโทษ…ถ้าฉันห้ามนายในวันนั้น…ถ้าฉันไม่มัวรีรอ…ถ้าฉัน…นายคง…

       ตัวเขายังคงคร่ำครวญต่อไป น้ำตาที่ไหลเอ่อออกมานี่…ที่เขาคิดว่ามันไหลออกมามากเกินไปจนน่าจะแห้งเหือดไปนานแล้ว…มันกลับไหลบ่าออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ ภาพของชายหนุ่มที่ฉีกยิ้มกว้างอยู่ตลอดเวลาคนนั้น…คนที่เขารักมากที่สุด…เขาหยิบมันออกมาจากกระเป๋า ค่อย ๆ เอานิ้วที่สั่นเทาลูบมันอย่างเบามือ แต่มือนั้น…

‘มิยูกิ…บอกแล้วไงล่ะว่าไม่เป็นไรน่ะ นายไม่ผิดสักหน่อย’

“ฮึก…อืม…ฉันรู้อยู่แล้ว…รู้มาตลอดว่านายจะพูดแบบนั้น”

       เมื่อประโยคคำพูดนั้นดังขึ้นในใจของเขา เขาพูดตอบออกไปแม้จะรู้ว่าที่ที่เขาอยู่ไม่มีใครมานั่งฟังเขาก็ตาม มิยูกิกุมรูปและแหวนที่อยู่ในมือทั้งสองข้างไว้ที่กลางอกก่อนจะยื่นแขนออกมาเพื่อดูมันอีกครั้ง จากนั้น…เขาก็ยิ้มฝืน ๆ ออกมา

“เลอะหมดเลย…ขอโทษนะ”

เขามองของทั้งสองสิ่งที่อยู่ในมือ มือที่เปื้อนสีขาวจากเกล็ดหิมะ…และสีแดง…

‘มิยูกิ…กลับกันเถอะนะ ฉันขอร้อง’

เสียง…ที่ไม่อาจได้ยิน…

“…ซาวามูระ มันไม่เหมือนเดิมหรอกนะ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น…เพราะมัน….”

‘มิยูกิ…ฟังฉันหน่อยเถอะ อย่าทำอย่างนี้เลย….’

คำขอที่ไปไม่ถึง…

“ไม่มีนาย…ที่ผ่านมา…ฉันพยายามแล้ว”

‘มิยูกิ…’

ชื่อที่ถูกเอ่ยเรียกนับครั้งไม่ถ้วน

“แต่ไม่เป็นไรแล้วล่ะ ฉันคิดได้แล้ว…”

‘มิยูกิ…พอเถอะ’

มือที่ไร้ซึ่งความอบอุ่นยื่นออกไปกุมมือนั้น…ที่เย็นลงทุกที ๆ

“ไม่เป็นไรแล้วล่ะนะซาวามูระ…ทุกอย่างจะเป็นเหมือนเดิม จะมีฉันและนายเหมือนเดิม”

‘มิยู…ฮึก…ฉันบอกให้พอไง อย่าพูดอีกเลย’

น้ำตาแห่งความโศกเศร้าที่อีกฝ่ายไม่มีวันได้เห็น…

       “ฉัน…จะไปหานาย กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่มีฉันและนาย ทุกอย่างที่เกิดขึ้น…มันเป็นแค่ฝันร้าย ฉันจะตื่นขึ้นมา…และได้พบนายอีกครั้งในอ้อมกอดของฉัน…เหมือนทุกวัน”

‘มิยูกิ…ฟังฉันสิ ฉันอยู่ตรงนี้แล้ว…จะอยู่ข้างๆนายเสมอ เพราะฉะนั้น…’

อ้อมกอดที่โอบร่างที่กำลังสั่นเทานี่…จะรับรู้บ้างไหมนะ

       เสียงอันเหนื่อยอ่อนหยุดลงพร้อมกับคำพูดของอีกคนที่ไม่เคยได้ส่งไปถึง…มันถูกแทนที่ด้วยความนึกคิดที่สวนทางกันแต่ก็คล้ายคลึงกัน…

เพราะฉะนั้น…

ถ้าพระเจ้ามีจริง…

ขอให้ฉัน…ได้พบกับนาย

ขอให้เขาไม่มาหาฉัน

ได้ตื่นจากฝันร้ายที่ไม่มีนาย…

ด้วยเถอะ…

       อ้อมกอด…และน้ำตาที่ไหลริน…ไม่สามารถรับรู้ได้ หรืออยากจะรับรู้…ก็ไม่มีทางที่จะรู้สึกได้ ร่างสูงหลุดจากอ้อมกอดนั่น ค่อย ๆ ห่างออกไปจากปลายนิ้วของมือที่พยายามยื่นไป…อยากจะเข้าไปรับประคองไว้ แต่ก็…ทำไม่ได้

‘มิยูกิ!!!’

“ฉันรักนายนะ”

ฟึ่บ…

       ร่างสูงล้มลงแน่นิ่ง มือที่ยื่นออกไปหวังจะคว้าเอาไว้…มันดูไร้ประโยชน์ ไร้เหตุผล…ใบมีดอันเล็กนั้นกระเด็นออกมาจากร่างของชายหนุ่มที่ล้มลง มันกระทบกับโขดหินที่อยู่ไม่ไกลดังเคร้ง ดังพร้อมกันกับเสียงบอกเวลาจากหอนาฬิกาในเมือง…และเสียงบอกเมอร์รี่คริสต์มาสที่ดังไปทั่วทุกที่

“เมอร์รี่คริสต์มาส…ซาวามูระ”

        คำพูดนั้นเอ่ยออกมาพร้อมกับมือที่ยื่นออกไปข้างหน้า มือที่ชุ่มโฉกด้วยสีแดง…สีแดงที่เหมือนสีแดงของวันคริสต์มาส แล้วรอยยิ้มก็เผยออกมาอย่างกับว่า…ภาพเบื้องหน้าอันเบลอเลือนนั้นเขาได้เห็นบุคคลที่เขาคิดถึงมากที่สุด….

และนั่นก็เป็นรอยยิ้มแรกและรอยยิ้มสุดท้ายในวันคริสต์มาสนี้…
.
.

‘ฮึก…ฮือออ โง่จริงๆ’

เสียงร้องไห้ที่เบาลงไปเรื่อยๆ พร้อมกับเสียง…การเต้นของหัวใจ

ตึกตัก…ตึกตัก…

       ที่ค่อย ๆ หยุดลง…พร้อมกับของเหลวสีแดงที่แผ่ซ่านไปทั่วพื้นหิมะสีขาวละเอียดนี่…และเสียงสุดท้ายพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง…ที่เหมือนกับรูปที่มือหนานั้นจับไว้แน่น

‘เมอร์รี่คริสต์มาส..มิยูกิ ฮึก ฉัน…จะ…เราจะ…ได้เจอกัน’

.
.

มิยูกิ…นายเชื่อหรือเปล่านะว่า…พระเจ้าจะช่วยให้เราได้เจอกันหลังจากที่เราต้องลาจากโลกนี้ไป…มันเป็นเรื่องเพ้อฝันไม่ใช่หรือ เหมือนในนิยายนั้นที่ฉันเคยเล่าให้ฟังแล้วนายก็เอาแต่ขำออกมา…

.
.


‘นายมันโง่จริง ๆ บ้า ที่สุด’

‘ฮ่า ๆ ขอบคุณ’

‘ไม่ได้ชม!’

‘แหม…ก็ฉันมันฉลาดแค่เรื่องเบสบอลนิ เรื่องพวกนี้…ฉันก็คิดได้แค่นี้แหละ’

‘บ้าจริง…’

‘อืม บ้าจริง ๆ นั่นแหละ บ้าเหมือนนาย’

‘ยังจะ…’

‘ฮ่า ๆ…ฉันรักนายนะซาวามูระ’

‘อืม…’

‘ขอให้ฉันได้กอดนายไว้อย่างนี้ตลอดไปนะ…’

……..

 

       นี่สินะความสุข…ความสุขที่เหมือนจะพอแต่ก็ไม่มีวันพอ การได้อยู่ด้วยกัน ไม่ว่าวันนี้ พรุ่งนี้ ไม่ว่าที่ไหน…ไม่ว่านี่จะเป็นความจริงหรือความฝัน…ฉันจะขอไป…ไปที่ที่มีนายอยู่ ขอแค่ได้มีนายเคียงข้าง ก็พอแล้ว…นายคือความสุขของฉันนะซาวามูระ

 

***END***

Talk

       สวัสดีค่ะ! ไม่มากความ….อันนี้เป็นฟิคที่เราเอาไปลงในแอนโทรไดยะมาค่ะ นี่แค่ลงเก็บไว้เฉย ๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ฮือออ แต่สำหรับคนที่ไม่ได้สอยแอนโธร…คงเรียกว่าเรื่องใหม่ -3- นี่ก็นับเป็นผลงานแรกที่ได้ตีพิมพ์ออกมาเลยตื่นเต้นปั่นไฟลุก(?)พอควร เลยมารีอัพโดยได้แก้ไขคำผิดคำแปลกหลาย ๆ จุดค่ะTvT

        กล่าวถึงตัวเรื่องMy every last moment…เป็นเรื่องราวของมิยูกิและซาวามูระที่เป็นโปรเบสบอลอยู่ทีมเดียวกัน เป็นคู่รักกันและอยู่บ้านเดียวกันค่ะ แล้วก็ส่วนตัวเป็นคนลากทุกอย่างไปดราม่าได้หมดค่ะ…เพราะฉะนั้นแม้ธีมจะเป็นงานเทศกาลเราก็ก็ทำให้มันสดใสมิได้จริง ๆ ฮือออ กราบขออภัยผู้อ่านด้วย แต่หวังว่าจะอ่านจนจบและมีความชอบบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ!

เช่นเคย….หากเจอคำผิด มีคำติชมหรือข้อสงสัยมาบอกมาถามดันได้นะคะ อ่ออีกเรื่อง….ล่าสุดมีแต่งเรื่องใหม่ไปค่ะ เห็นไหมว่าไม่ได้หายไปไหน… แต่ไม่ได้เห็นในนี้นะ555 เดี๋ยวจะได้เห็นในหน้ากระดาษ…ในเล่มของผู้มีอุปการคุณท่านหนึ่งค่ะTvT รอชมเนอะ//กราบ

0

[AU Daiya no A] The hidden tiger 1.0: ChrisSawa

The hidden tiger 1.0 : ChrisSawa

 

ผู้ซื่อตรง…

คำพูดและจิตใจที่ตรงไปตรงมา

…จะคอยอยู่เคียงข้าง

…จะคอยปกป้อง

…เพื่อผู้มีพระคุณและ…เพื่อนาย…

ไอ้เด็กขี้แยที่คอยเกาะชายเสื้อฉัน…

.

.

.

.

“โฮฮฮ! น่าอายชะมัด!!!”

เด็กหนุ่มแหกปากดังลั่นอย่างไม่เกรงใจผู้คนตามทางเดิน ขาแกร่งวิ่งสับอย่างรวดเร็วไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เขาก้มหน้าก้มตาวิ่งตรงไปข้างหน้าแบบไม่คิดชีวิต เวลาผ่านไปสักพักใหญ่ ๆ ในที่สุดเขาก็หยุดวิ่งเพราะความเหนื่อยอ่อน

“แฮ่ก…แฮ่ก คริสซังงง!!! ผมขอโทษครับ ฮือออ”

ซาวามูระตะโกนดังลั่นพลางร้องไห้ฟูฟาย ในใจมีแต่ภาพสิ่งที่เกิดขึ้นวนไปวนมา เมื่อได้ระบายสิ่งที่อัดอั่นออกไปบ้างเขาถึงเรียกสติกลับมาได้ จากนั้นสายตาจึงเริ่มสอดส่องสภาพแวดล้อมรอบกาย

รอบด้านเงียบสงบไร้ผู้คน ด้านขวาคือสนามเด็กเล่นที่เขาไม่เคยเห็น ด้านซ้ายและด้านหน้าก็เป็นเพียงทางเดินอันว่างเปล่าที่ทอดยาวออกไปและมีบ้านคนอยู่บ้างสลับกับร้านค้าที่กำลังจะปิด พระอาทิตย์ที่ลอยเด่นอยู่บนหัวเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมาลอยลับหายไป ท้องฟ้าสีส้มแสดค่อย ๆ ผสมกับสีน้ำเงินเข้ม…ใกล้มืดแล้ว

“ตายล่ะหว่า ที่นี่ที่ไหน”

เขาหันซ้ายหันขวามองไปทั่ว แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่คุ้นชินกับบริเวณโดยรอบเลยสักนิด รอยยิ้มเจื่อน ๆ ค่อย ๆ เผยออกมาก่อนเหงื่อจะไหลไปตามรูปหน้า

ฮ่า ๆ …หลง ทำยังไงดี

ตากลมมองดูไปรอบ ๆ พื้นที่หวังจะขอความช่วยเหลือ พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นเงาของกลุ่มคนทางซอกตึกที่อยู่ไม่ไกล

“โอ๊ะ! ตรงนั้นมีคนพอดี ขอโทษนะครับ~”

เจ้าตัวตัดสินใจรีบวิ่งไปยังจุดนั้นทันที พอไปถึงก็พบว่ามีชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับเขาในชุดนักเรียนม.ปลายอยู่ประมาณสองสามคนกำลังนั่งยอง ๆ ล้อมวงทำอะไรบางอย่างอยู่

“ขอโทษนะอยากจะถามทางหน่อยน่ะ พอจะ…เฮ้ยพวกนาย! สูบบุหรี่มันไม่ดีนะ!”

ควันบุหรี่คละครุ้งไปทั่ว ปากของเขาที่ยิ้มอยู่เมื่อครู่เบะออก เขารีบเอามือปิดจมูกก่อนจะโวยวายออกไปโดยไม่คิดที่จะประเมินสถานการณ์ก่อน

“ห๊าาา อะไรวะ!” เสียงห้าวประสานเสียงกันตวาดดังลั่นด้วยความไม่พอใจ

“ยังเป็นเด็กนักเรียนอยู่แท้ ๆ !”

ตาโตจ้องมองตอบกลับไปยังเหล่าชายหนุ่มที่หันหน้ามา พวกเขาแต่งตัวไม่เรียบร้อยสักเท่าไหร่ ใบหน้าเตรียมเอาเรื่องเต็มที่ แต่ก่อนที่จะได้พูดอะไรเขาก็สังเกตเห็นคน ๆ หนึ่งนอนอยู่กับพื้นห่างออกไปไม่ไกลนักในสภาพที่ยับเยินเหมือนไปฟัดกับอะไรมา…

“เฮ้ย นายคนนั้น… พวกนายทำอะไรน่ะ!”

เขาอึ่งไปชั่วขณะก่อนจะหันมาตวาดใส่คนตรงหน้าเมื่อพอจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น

ดูจากสภาพการณ์แล้วคนกลุ่มนี้คงต้องเป็นพวกไม่ดีแน่นอน

เมื่อละสายตาจากคนตรงหน้าซาวามูระก็หันไปเห็นคน ๆ หนึ่งที่กำลังกำเงินธนบัตรหลายใบกับกระเป๋าสตังค์ที่ไม่น่าจะใช่ของเจ้าตัว ซึ่งนั่นก็ยิ่งทำให้เขาสามารถสรุปเหตุการณ์หลาย ๆ อย่างได้มากขึ้น

แต่ก่อนที่เขาจะได้คิดอะไรต่อ คนหนึ่งในนั้นที่นั่งอยู่นานก็ลุกขึ้นก้าวขึ้นมาด้านหน้าของเพื่อนตัวเองและยื่นหน้าเข้ามาใกล้ก่อนจะถอนบุหรี่ที่คาปากออกและพ่นควันใส่หน้าผู้มาเยือนอย่างเขาอย่างไม่เกรงใจ

“ฟู~ทำไมวะ ยุ่งอะไรห๊า! ”

“แค่ก ๆ พวกแกทำอะไรเขาน่ะ!”

“แล้วจะทำไมวะ ยุ่งไม่เข้าเรื่อง เป็นพวกผู้พิทักษ์สันติราชหรือไง เฮ้ยจับมันไว้ดิ๊แม่งน่ารำคาญว่ะ”

พอเห็นซาวามูระเริ่มทำหน้านิ่วแยกเขี้ยวใส่ อารมณ์ของเขาก็คลุกกรุ่นขึ้นมาทันที จัดการสั่งให้เพื่อนอีกสองคนเข้าไปล็อคตัวไอ้หนูตรงหน้าเอาไว้

“เหวอ! ปล่อยนะ! จะทำอะไรฉัน!”

“ก็ทำแบบนี้ไงไอ้จุ้น!”

พรั่ก! พอสิ้นเสียงตวาดจู่ ๆ หมัดหนัก ๆ ก็ถูกปล่อยออกมา มันพุ่งเข้าไปปะทะหน้าของคนที่โดนล็อคอยู่อย่างจัง

“โอ๊ย….”

ช่วงแก้มที่โดนหมัดเมื่อครู่สั่นชาไปหมด ในหัวเบลอไปชั่วขณะ รู้สึกตัวอีกทีก็พบว่ามีของเหลวอุ่น ๆ ไหลออกมาจากข้างปากที่เริ่มเจ็บแสบ

“ทำไมต้องทำแบบนี้ด้ว–!”

พรั่ก! ยังไม่ทันพูดจบอีกหมัดก็ถูกส่งมาที่ช่วงท้องทันที

“อึก!”

ความจุกแล่นเข้ามาจนขาทั้งสองข้างที่เยียดตรงยืนอยู่เริ่มอ่อนแรง เขาหน้าเบี้ยวไปตามระดับความเจ็บปวด

“หึ ไอ้อ่อนเอ้ย ดีแต่ปาก โดนซัดทีก็จอดแล้ว ฮ่า ๆ พวกเอ็งรุมแม่ง เอาให้สะใจ วันนี้โชคดีเว้ยมีกระสอบทรายมาเพิ่ม ฮ่า ๆ ”

ว่าแล้วนักเลงในชุดนักเรียนทั้งสามก็รุมซ้อมซาวามูระที่บัดนี้ตัวง้อจนแทบจะยืนไม่ไหวด้วยใบหน้าที่พอใจ

ตุบ ตับ พรั่ก!….

กระสอบทราย? คำพูดมันดูคุ้นๆจังแฮะ..

ในหัวของเขาตอนนี้ไม่ได้เต็มไปด้วยความเจ็บปวดหรือความแค้นใจพวกคนที่กำลังรุมเตะต่อยเขาอยู่ อันที่จริงนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาพบกับเรื่องแบบนี้ ถ้าให้พูดตรง ๆ เขาชินกับเหตุการณ์แบบนี้ด้วยซ้ำ

ทำไมเขาถึงไม่สู้ตอบ?

อ่า…นั่นสินะ

‘แกไม่สู้ไม่ใช่เพราะว่าแกอ่อนแอ…คนที่เข้มแข็งไม่ได้แปลว่าต้องต่อยตีเก่งแต่มันคือ…’

จู่ ๆ คำพูดหนึ่งก็ดังขึ้นมาในหัว ภาพของความทรงจำที่ไม่เด่นชัดนักปรากฎขึ้น ไม่กี่นาทีต่อมาแรงปะทะต่าง ๆ บนร่างกายของเขาก็ดูเหมือนจะหยุดลง

“แฮ่ก..แฮ่ก เฮ้ยทำไมมัน…”

สิ่งที่ทำให้พวกเขาหยุดการกระทำทุกอย่างคือภาพของบุคคลตรงหน้า…

ซาวามูระยังคงยืนอยู่…ไม่ล้มลงหรือทรุดลงไปเลยสักครั้ง

‘…คนที่ยืนหยัดอยู่จนวินาทีสุดท้ายและไม่ล้มลงต่างหากที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนเข้มแข็ง เพราะฉะนั้นแกห้ามล้มลงไม่ว่าอะไรจะเกินขึ้นก็ตาม จำเอาไว้!’

ใช่แล้ว…

“….”

เด็กหนุ่มไม่พูดอะไร เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น แม้บัดนี้ภาพข้างหน้าจะเบลอเลือนแต่เขาก็ตัดสินใจก้าวออกไปข้างหน้าด้วยขาที่อ่อนแรง…สมองนั้นสั่งการได้ไม่ดีนักหากแต่ความรู้สึกนั้นมันบอกให้เขาไปตรงที่คน ๆ นั้นนอนอยู่… เขาก้าวไปโดยไม่สนใจคนรอบ

“เฮ้นาย เป็นอะไรหรือเปล่า”

“….”

คนที่นอนอยู่กับพื้นยังคงไม่ได้สติดีนัก ท่าทางมึนเบลอไร้เรี่ยวแรง ซาวามูระหวังแค่เพียงว่าคน ๆ นี้จะไม่บาดเจ็บร้ายแรง

สามคนที่อยู่ทางด้านหลังอึ่งไปชั่วขณะเมื่อเห็นการกระทำของเจ้าตัว ทั้ง ๆ ที่ยังมีแรงเดินได้กลับไม่พยายามโต้กลับแต่เป็นห่วงไอ้คนที่นอนนิ่งอยู่นั้นแทน

มันบ้าหรือยังไง เป็นห่วงตัวเองก่อนดีกว่าไหม!

เมื่อคนที่อยู่ในเหตุการณ์เรียกสติกลับมาได้ความรำคาญใจและความโกรธเกรี้ยวก็ผุดขึ้นมา

“เฮ้ยอย่ามาเมินกันนะ! แกกก!”

จากนั้นหนึ่งในนั้นก็ควักมีดพกออกมาพุ่งตรงไปหวังจะแทงมันลงที่ร่างกายของเด็กหนุ่ม แต่แล้ว…

บรึ้น! ฟิ้ว~ เอี๊ยด!

ก่อนที่สิ่งมีคมนั้นจะสัมผัสโดนร่างของซาวามูระ เสียงเครื่องยนต์บางอย่างก็ดังกระหึ่มจนหยุดทุกการเคลื่อนไหว มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์สีดำคันใหญ่ได้เข้ามาจอดเทียบท่าอยู่ทางปากซอย มันโดดเด่นจนทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต้องรีบหันไปมอง

หมวกกันน็อกสีดำเดียวกันกับตัวยานพาหนะค่อย ๆ ถูกถอดออก เผยให้เห็นผมสีเขียวเข้มทรงตั้งเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ ตาคมหันไปมองกลุ่มคนนิ่ง ๆ ก่อนมองลอดจ้องไปทางเด็กหนุ่มใบหน้าคุ้นเคยที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

ซาวามูระเบิกตาโตขึ้น ภาพตรงหน้าทำให้สมองเริ่มสั่งการตามปกติ เขารู้สึกตกใจมากเมื่อเห็นผู้มาเยือน

“….”

“คุ….”

“จะมืดอยู่แล้วยังไม่กลับบ้านอีก”

“ห๊า”

เสียงทุ้มเอ่ยทักขึ้นมา มันดูเป็นประโยคที่ไม่ค่อยเข้ากับสถานการณ์รอบด้านนัก เขาค่อย ๆ ลงจากบิ๊กไบค์คู่ใจของเขาก่อนจะเดินตรงมาทางซาวามูระโดยไม่สนใจคนรอบข้างที่จ้องมองมาด้วยความรู้สึกปะปนกัน แต่แล้วตาคมก็เหลือบไปเห็นวัตถุที่สะท้อนกับแสง มันคือใบมีดที่ยังคงจ่ออยู่ที่หลังของเด็กหนุ่ม เจ้าของมีดพกนั่นจ้องมาทางผู้มาเยือนอย่างงงๆก่อนจะกลับมาชักสีหน้าแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดตะคอกออกไป

“มาจากไหนวะ อยากโด—”

“โฮ่ย…เป็นเด็กเป็นเล็กอย่าเล่นของมีคมสิ”

เสียงตะคอกยังไม่ทันได้ตะเบงออกมาจนจบประโยค  คำพูดนิ่ง ๆ ของอีกฝ่ายก็ขัดขึ้นมา มือที่สวมถุงมือหนังอยู่เอื้อมออกไปจับใบมีดนั้นแน่นก่อนจะจ้องกลับไปยังเด็กน้อย(?)ผู้เป็นเจ้าของมีดที่บัดนี้ร่างกายแข็งทื่อจนทำอะไรไม่ถูกเพราะสายตาที่จ้องมองมา่…

ความกลัว…สายตานั่นดูนิ่งเรียบแต่แฝงไปด้วยความดุดันและกดดันจนทำให้รู้สึกเสียววูบไปทั้งตัว มือของเขาที่กำด้ามอยู่ดันอ่อนแรงลงจนปล่อยให้มีดถูกชักออกไป ทั้งร่างเริ่มสั่นไปหมด…มันเหมือนกับเสือในโพรงหญ้าที่จ้องจะตะคุบลูกกวางที่ไม่มีทางสู้

คน ๆ นี้ไม่ธรรมดา

“ค่อยว่าง่ายหน่อย…”

พอรับเอาของมีคมนั้นมาผู้มาเยือนก็ไม่ลืมที่จะหันไปมองอีกสองคนด้านหลังบอกเป็นเชิงว่า ‘อย่าคิดจะเล่นอะไรแพลง ๆ ’ แน่นอนว่าถึงแม้เขาจะแทบไม่ได้ขยับร่างกายเพื่อข่มขวัญคนเหล่านั้น ผู้ที่ถูกจ้องมองก็รู้สึกเย็นวาบในไขสันหลังจนต้องหยุดทุกความคิดและการกระทำ

“….”

ซาวามูระมองเหตุการณ์อยู่นิ่ง ๆ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเห็นคน ๆ นี้กระทำสิ่งเหล่านี้ต่อหน้าเขา สิ่งที่เขามักจะคิดขึ้นมาในใจเสมอคือ…

พวกนี้มันโชคร้ายชะมัด

“หูว~ แยงกี้แห่ง—”

ซาวามูระหลุดพูดออกมาลอย ๆ แต่ยังไม่ทันจบประโยคเขาก็ต้องหยุดลงเมื่ออีกฝ่ายหันมาจ้องเขาด้วยสายตาที่คล้าย ๆ กันกับเมื่อครู่

นิดหน่อยก็ไม่ได้…

เขาได้แต่ยิ้มเจื่อนก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้จึงถามออกไปเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ

“คุราโมจิ…มาที่นี่ได้ยังไง มาทำธุระแถวนี้เหรอ”

“เปล่า มารับเด็กน้อยกลับบ้าน”

“เอ๊ะ! น…นายแอบมีลูกเก็บเหรอ!”

“ไอ้บ้า! หมายถึงเอ็งนั้นแหละ ไอ้เด็กหลง!”

“ห๊า! ใครเป็นเด็กหล–”

“ดีนะมีGPSไม่งั้นคงได้วุ่นแน่”

“อะไรกัน! บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่ามาแอบติดตามกันน่ะ!”

“ห๊าาาว่ายังไงนะไอ้เด็กหลง! ถ้าไม่ติดเอาไว้ป่านนี้จะกลับบ้านถูกไหมห๊ะ!”

“อึก…”

คนที่เพิ่งมาเยือนบ่นกระปอดกระแปด ซาวามูระไม่สามารถเถียงอะไรได้ คุราโมจิล็อคคอเด็กน้อยของเขาและออกเดินไปยังบิ๊กไบค์ที่จอดอยู่

“ขึ้นไป! เสียเวลาทำมาหากินฉิบ จะรีบกลับไปกินข้าว!”

“กรอดดด จิ๊!”

คนที่ได้ชื่อว่าเป็นเด็กน้อยได้แต่ขบเคี้ยวเขี้ยวฟันจ้องมองผู้ปกครองของเขาด้วยความไม่พอใจอย่างเดียวและยอมทำตามคำสั่งไป

เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นอีกครั้ง…แต่ก่อนที่มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์คันเดิมจะได้เคลื่อนตัวออกไป ซาวามูระก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองลืมบางอย่าง

“เดี๋ยว! แล้วเจ้านั้นล่ะ เราต้องช่วยเขานะ!”

“…..”

บรึ้น!

“เหวอ!”

“มีคนมาจัดการต่อแล้วนิ…”

“ห๊ะ ว่าอะไรนะ?”

ดูเหมือนซาวามูระจะได้ยินสิ่งที่คุราโมจิพูดออกมาไม่ชัดนัก แต่ก่อนที่จะได้ถามต่อแรงกระฉากของเครื่องยนต์ก็ทำให้เขาต้องกลืนคำพูดลงไป

เสียงที่ดังกระหึ่มนั้นเริ่มเบาลงและหายไปพร้อมกับยานพาหนะที่เคลื่อนตัวออกไป…ทิ้งไว้เพียงแต่กลุ่มคนที่ได้แต่ยืนนิ่งเหม่อมองแผ่นหลังที่ลัดหายไป

“ไอ้หัวตั้งนั้น…อย่าบอกนะว่าจะเป็นเขาคนนั้น”

.

.

.

.

ท้องฟ้ามืดหม่น แสงไฟสลัว ๆ ข้างทางที่เริ่มเปิดขึ้นทีละดวง ลมเย็นที่ปะทะเข้าหน้าจนเริ่มรู้สึกเจ็บบ่งบอกถึงความเร็วของมอเตอร์ไซค์ที่กำลังขับเคลื่อนไป

“นี่ฉันวิ่งมาไกลเหมือนกันแฮะ”

ซาวามูระว่าพลางสอดส่องทิวทัศน์ข้างทาง

“เออสิ แกไปทำอะไรแถวนั้นวะ”

คุราโมจิตะโกนถามขึ้นมา

“ก็…อ่า…เกิดเรื่องนิดหน่อยน่ะฮ่า ๆๆ พอรู้ตัวอีกทีก็มาโผล่ที่นี่ แล้วก็…หาทางกลับไม่ได้”

“…งี่เง่า”

“ห๊า! ว่าอะไรนะ!”

“ก็มันจริงนิ วันหลังก็ระวัง ๆ หน่อยเวลาจะไปที่ไหนน่ะ แถวนั้นมัน—”

“ว้าววว นี่คุราโมจิ ดูสิวิวตรงนี้สวยมากเลยล่ะ!”

“เฮ้ยฟังกันบ้าง…”

ยังไม่ทันที่คุราโมจิจะได้พูดจบเจ้าคนข้างหลังเขาก็ส่งเสียงขัดขึ้นมา เขารู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยที่ซาวามูระดูจะไม่สนใจคำพูดของเขา แต่พอมองออกไปยังทิศทางที่นัยน์ตาสีอำพันนั้นมองทอดออกไปเขาก็ลืมความหงุดหงิดนั้น

ตอนนี้พวกเขาอยู่บนสะพานที่มีแม่น้ำกว้างใหญ่อยู่ด้านล่าง ภาพที่เห็นนั้นคือท้องฟ้าที่มืดมิดตัดกับตัวเมืองที่มีแสงสีต่างๆดูระยับจับตา ภาพของเมืองสะท้อนอยู่บนผืนน้ำนั้น มันเป็นภาพที่สวยงามมาก

ตาเรียวตะหวัดกลับมาเพื่อมองทางข้างหน้าแต่ก็ไม่ลืมที่จะเหลียวไปดูที่กระจกข้าง เจ้าหนูด้านหลังเขายังคงจ้องมองออกไปเพื่อชื่นชมวิวทิวทัศน์นั้นและยิ้มให้มันด้วยท่าทางตื่นเต้น

เพิ่งโดนอัดมาแท้ ๆ นะ ให้ตายเถอะ เป็นซะอย่างนี้ทุกที

“นี่…”

“หือ?”

“วันนี้ล้มหรือเปล่า”

คุราโมจิถามขึ้นมา สำหรับคนทั่วไปมันคงดูเป็นคำถามที่แปลก แต่สำหรับเขาสองคนนั้น มันคือคำถามปกติที่ทั้งสองเข้าใจกันดี

“หึ ๆๆ สบายมาก! ไม่แม้แต่เซเลยด้วยซ้ำ เก่งไหมล่ะ!”

“เห…”

ซาวามูระหันมาทางเขาและยิ้มกว้างพูดออกมา คุราโมจิเหยียดยิ้มให้กับท่าทางนั้น

“จริงเหรอ สะบัดสะบอมขนาดนั้น”

“โธ่! ไม่เท่าตอนโดนนายอัดหรอก”

“เคี๊ยกฮ่า ๆๆๆ พูดได้ดีนิ”

จากนั้นทั้งสองก็เริ่มบทสนทนาประจำวันทั่วไปเหมือนทุกวัน ทะเลาะกันบ้าง ขึ้นเสียงกันบ้าง แต่ก็ยังมีเสียงหัวเราะระหว่างทางเรื่อยไป

.

.

พวกเราเหมือนพี่น้องกัน…ฉันอยู่กับไอ้หมอนี่มานาน ถึงบางครั้งมันจะน่ารำคาญไปบ้างแต่ก็ชินแล้วล่ะ ชินที่ต้องคอยเป็นผู้ดูแล คอยเป็นเพื่อน และ…คอยเป็นพี่

วันนี้ก็เป็นวันที่วุ่นวายอีกวัน…ต่อไปก็คงต้องมีอีก เพราะไอ้เด็กน้อยบ้านี่มันงี่เง่านี่นะ ฮ่า ๆๆๆ

.

.

.

มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์คู่ใจพร้อมกับเจ้าของและผู้ซ้อนท้ายมาหยุดอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง

‘ร้านข้าวสารมัตสึโกะ’

มันเป็นบ้านคล้ายตึกแถวสามชั้นในย่านการค้าที่ตอนนี้ไร้ซึ่งผู้คน ด้านล่างเป็นส่วนที่เอาไว้เปิดบ้านสำหรับขายของ ส่วนด้านบนนั้นเป็นที่อยู่อาศัย

นี่คือที่อยู่ของพวกเขา…

คุราโมจิส่งกุญแจให้ซาวามูระเปิดประตูเลื่อนหน้าบ้านเพื่อที่เขาจะได้เข็นมอเตอร์ไซค์เข้าไป จากนั้นพวกเขาก็ได้เข้าไปในตัวบ้านด้วยกัน

ครืด…

บานประตูด้านในบ้านถูกเลื่อนเปิดออก แล้วพวกเขาก็ได้พบกับเจ้าของบ้านที่กำลังนั่งกินขนมเซมเบ้ดูทีวีสบายใจเฉิบอยู่ แต่พอเจ้าตัวรู้เห็นผู้มาเยือน ขนมเซมเบ้ที่ถืออยู่ก็ถึงกับหลุดมือตกพื้น

“อุก้าาา ซาวามูระจังงง นึกว่าจะโดนใครที่ไหนลักพาตัวไปเสียแล้ว”

คนตัวใหญ่ตะโกนลั้นพร้อมร้องไห้ออกมาด้วยความปิติจากนั้นก็กระโจนออกมากอดซาวามูระแนบแน่นด้วยความเป็นห่วง

“จะบ้าเหรอมัตสึโกะ!”

ซาวามูระแผดเสียงดังลั่นพยายามดันคนตัวใหญ่ออก

“โฮฮฮ ฉันล่ะเป็นห่วงแทบแย่ แล้วนี่ทำไมเนื้อตัวมอมแมไม่หมด แถมมีแผลอีกต่างหาก ไปฟัดกับใครมาอีกเนี่ย!”

เจ้าตัวยังคงร้องไห้ฟูมฟายและกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นโดยไม่คิดจะสนว่าคนในอ้อมแขนอาจจะมีอาการช้ำในอยู่ก็เป็นได้

“อัก! จะ…แน่นไปแล้ว เจ็บ!…ก…ก็กลับมาแล้วนี่ไง! คุราโมจิทำอะไรกับมัตสึโกะหน่อยสิ!”

คนที่ยืนดูอยู่นานอย่างคุราโมจิพอได้ยินดังนั้นกลับตีหน้าเฉยไม่ได้สนใจใยดีอะไร เขาเพียงเดินมานั่งยอง ๆ หันไปคุยกับมัตสึโกะ

“มัตสึโกะซังข้าวเย็นเสร็จยังหว่า ผมหิวจะตายแล้วเนี่ย ดันต้องออกแรงไปรับไอ้เด็กบ้านี่อีก…”

“โอ้! ทำเตรียมไว้แล้วล่ะ เดี๋ยวจะอุ่นให้ ไปอาบน้ำรอได้เลย”

พอพูดถึงเรื่องนี้มัตสึโกะก็คลายแรงกอดลง

จ๊อกกก…

แล้วก็ต้องปล่อยแขนออกจ้องมองใบหน้าของคนตรงหน้าด้วยความประหลาดใจที่ได้ยินเสียงท้องร้องของเจ้าตัวดังเต็มสองหู

“ฮือออ ฉันก็หิว!”

ซาวามูระทำท่าเหมือนจะร้องไห้ เขานั้นก็เพิ่งนึกได้ว่าแทบไม่มีอะไรตกถึงท้องเหมือนกัน และนี่ก็หัวค่ำแล้วด้วย

“ฮ่า ๆๆ วัยรุ่นนี้คึกคักกันดีจริง ๆ ดูท่าจะหิวโซกันน่าดู เดี๋ยวฉันจะไปทำอาหารเพิ่มให้ด้วยแล้วกัน ตอนนี้ทั้งคู่ไปจัดการเนื้อตัวให้เรียบร้อยซะนะ”

มัตสึโกะขำออกมาด้วยควาเอ็นดูก่อนจะยื่นมือไปยีหัวของซาวามูระเบา ๆ และลุกขึ้นเดินไปที่่ห้องครัว จากนั้นทั้งสองคนก็เดินไปตามทางเพื่อจะไปยังห้องอาบน้ำหวังจะไปจัดการเนื้อตัวอย่างทีมัตสึโกะบอกอย่างว่าง่าย

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องปกติ พวกเราทั้งคุราโมจิและเขามักจะกลับมาด้วยเนื้อตัวมอแมมหรือสภาพหิวโซ มัตสึโกะนั้นเป็นเหมือนพี่ใหญ่ของพวกเขา เขาคอยดูแลพวกเรามานานตั้งแต่ที่มาอยู่ที่บ้านแห่งนี้ เป็นคนที่อ่อนโยนผิดกับขนาดตัวมากเลยล่ะ

ซาวามูระคิดพลางมองตามแผ่นหลังที่เดินออกไปข้างหน้า แล้วเขาก็ยิ้มออกมาบาง ๆ ให้กับความสุขเล็ก ๆ ประจำวันที่เขาได้รับ

“ย้าาา เหนื่อยชะมัด”

เมื่อทั้งสองมาถึงห้องอาบน้ำก็เป็นซาวามูระที่ทำเป็นยืดเส้นยืดสายบ่นเหนื่อยออกมาเหมือนลุงวัยกลางคนที่เพิ่งทำงานกลับบ้านมา

“เหนื่อยอะไรนักหนาวะ วัน ๆ ทำอะไรที่ไหน ดีแต่เที่ยวเล่นหาเรื่องให้ชาวบ้าน”

แน่นอนว่าคุราโมจิที่จัดการถอดเสื้อผ้าอยู่ข้าง ๆ นั้นคงไม่ลืมที่จะจิกเขาเหมือนทุกที

“จิ ๆๆ คุราโมจินี่ไม่รู้อะไรเลยน้า”

เด็กหนุ่มส่ายหน้าไปมาเบา ๆ พลางยิ้มยียวนกวนประสาทและชูนิ้วชี้ขยับไปมาตรงหน้าของคุราโมจิ

“….อะไร”

“ฉันน่ะมีภารกิจที่ต้องทำเกือบทุกวันนะ”

“….”

“มันคือ~”

“อ่อ…ที่ต้องไปร้านอาหารนั้นเกือบทุกวันเพื่อไปนั่งดูหน้าไอ้หนุ่มนั่นอ่านะ?”

จู่ ๆ คนที่ควรเป็นผู้ฟังที่ดีก็พูดตัดหน้าออกมาอย่างเรียบ ๆ

“….ว้ากกก”

ตาโตเบิกกว้างเท่าไข่ห่าน ตกใจร้องเสียงหลง เจ้าตัวรีบยื่นมือไปอุดปากคนข้างกาย

“พูดอะไรออกมา! ช…ใช่ที่ไหนเล่า! มั่ว”

“….”

“ม…ไม่ได้ตั้งใจไปนั่งดู เอ้ยไม่ได้ไป เอ่อไม่ใช่ ๆ !”

ซาวามูระลุกลี้ลุกลนอย่างเห็นได้ชัด คำพูดกระท่อนกระแท่นไม่เป็นศัพท์ เหงื่อแตกพลั่ก หน้าแดงขึ้นทันตา เขาพยายามพูดนู้นพูดนี่เพื่อปิดบังความจริงสารพัด

ทำตัวเป็นเด็กถูกจับได้ว่ากินพุดดิ้งตอนเที่ยงคืนไปได้…

คนที่มองท่าทีของเด็กชายตรงหน้าอยู่นานอย่างเขาเกิดรำคาญขึ้นมาบวกกับความโมโหหิวด้วยจึงชักควบคุมอารมณ์ไม่ได้

“คิดว่าฉันไม่รู้เหรอวะไอ้หนู!”

ว่าแล้วเขาก็บิดมืออีกฝ่ายที่ปิดปากเขาออก จัดการเอาแขนอีกข้างจับกดไหล่คนตรงหน้าแลัเหวี่ยงร่างที่สูงกว่าลงด้านข้างจนตัวหงาย ล็อคคอของอีกฝ่ายแน่นด้วยแขนแกร่งและใช้เข่ายันกลางหลังไว้

“ครอสโรด*! เอาไปกิน!”

“อ๊ากกก!”

“ย๊ะฮ่า! ทำตัวน่าหมั่นไส้นัก!

“ไอ้พี่บ้า!”

“ห๊าาา! บังอาจ!”

“อ๊ากกก จะตายแล้ววว!”

คุราโมจิยิ้มออกมาอย่างสะใจเมื่อได้ระบายอารมณ์ใส่น้องของเขา…

“เล่นอะไรกันเนี่ย!”

เสียงหนึ่งดังขึ้นมา เมื่อทั้งคู่เงยดูก็พบว่าเป็นมัตสึโกะที่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่

“ก็แค่สั่งสอนเจ้านี่นิดหน่อยน่ะครับ”

“เฮ้อ…นึกว่าอะไร อย่าเสียงดังนักสิเดี๋ยวคนข้างบ้านจะว่าเอานะ”

“มัตสึโกะ! ช่วยฉันด้วย ไอ้หมอนี่มันจะฆ่าฉัน!”

“จิ๊! เงียบไปเลยแก!”

ว่าแล้วเขาก็ใส่แรงกดและย่อตัวลงให้ตัวคนในวงแขนหงายจนงอลงไปอีก

จากนี้เอ็งเล่นยิมนาสติกได้แน่นอน!

“ไม่โตกันสักทีนะ… เอ้า ๆ รีบอาบน้ำให้เสร็จได้แล้วฉันเตรียมข้าวเย็นจะเสร็จหมดแล้วนะ”

มัตสึโกะพูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินกลับไปที่ห้องครัว

“หึ! ครั้งนี้รอดไปนะแก ครั้งหน้าอย่างหวัง…”

คุราโมจิพึมพัมก่อนจะปล่อยร่างที่ถูกดัดลง ซาวามูระล่วงลงไปนอนกับพื้น เนื้อตัวอ่อนเปลี๊ยเจ็บไปหมด

ไม่ใช่นักยิมนาสติกนะ! เจ็บไปหมดเลยเนี่ย!

จากนั้นคุราโมจิก็รีบเปลืองผ้าที่เหลืออยู่ออกและเดินเข้าไปในห้องอาบน้ำอย่างรวดเร็ว

“ไม่รีบฉันกินของแกหมดแน่!”

“เฮ้ย!”

จากนั้นร่างที่สภาพเหมือนใกล้ตายเมื่อครู่ก็ลืมเจ็บรีบลุกขึ้นมาและจำใจวิ่งตามเข้าไปอาบน้ำด้วย

ฮึ่ย! จำไว้เลยนะ!

ความวุ่นวายนี้เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเกือบทุกวัน จะว่าชินแล้วก็ว่าได้ แต่การที่ต้องมาจำใจเป็นกระสอบทรายให้เจ้าพี่คุราโมจินี่…ที่ควรจะเป็นพี่ชายที่ดีของเขา ขนาดเรื่องเล็กแค่นี้ก็มักจะ(ลอง)ใช้ท่ามวยปล้ำใส่เขาตลอด บางทีเขาก็คิดนะว่าสักวันอาจจะตายคาอ้อมแขนของคน ๆ นี้ก็เป็นได้…ซึ่งมันไม่ได้ดูน่าดีใจเลยสักนิด!

.

.

.

มื้อเย็นผ่านไปด้วยความไม่สงบนัก ซึ่งมันก็เป็นเหมือนทุกที กับข้าวกับปลาทุกจานนั้นหายวับไปกับตา ทุกจานนั้นสะอาดจนแทบไม่ต้องล้าง วันนี้เป็นเวรของมัตสึโกะที่ต้องทำอาหารและซาวามูระที่ต้องล้างจาน มัตสึโกะจึงขอตัวไปเตรียมดูรายการโปรดของเขา ส่วนคุราโมจินั้นยังคงยืนกินพุดดิ้งของหวานที่มัตสึโกะเตรียมไว้ให้ทุกคนอยู่ในห้องครัวอย่างสบายใจ

“เอ้า เร็วเข้า ไม่อย่างนั้นฉันอาจจะเผลอกินพุดดิ้งของแไปด้วยก็ได้นะ”

“จิ๊! หยุดเลย ของตัวเองก็มีอย่าาแย่งกันสิ!”

ซาวามูระพูดตอบแต่ก็รีบล้างจานไปด้วยเพราะรู้ว่าคน ๆ นี้อาจจะกินของเขาจริง ๆ

ตาคมจ้องมองเด็กหนุ่มที่ยังคงรีบล้างจานเพราะคำขู่ของเขา พอสังเกตดี ๆ ตั้งแต่ตอนที่เห็นลอยช้ำตามเนื้อตัวตอนที่อาบน้ำด้วยกันนั้น หน้าตาก็แผลเยอะไม่แพ้กัน และเมื่อนึกถึงภาพเหตุการณ์เมื่อเย็น…ของมีคมนั้น…มีดนั้น…ถ้าเขาเข้าไปช้าอีกนิดเดียวล่ะก็…

“สงสัยต้องเฝ้าระวังเพิ่มขึ้น…”

“หืม? พูดว่าอะไรน่ะ”

คุราโมจิพึมพำออกมา ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน พอเห็นซาวามูระหันมาสนใจเขาจึงบ่ายเบี่ยงไปเรื่องอื่นแทน

“เปล่า…ทำอะไรเสร็จแล้วก็รีบไปให้มัตสึโกะซังทำแผลซะล่ะ”

“อ…อ่า”

มาแปลกแฮะ ดูเป็นห่วงมากกว่าปกติ? หรือฉันคิดเองกันนะ

“ว่าแต่วันี้ก็ไปหาไอ้เจ้าหนุ่มนั้นมาจริง ๆ สินะ”

“ป..เปล่– อ…อืม”

จากตอนแรกที่คิดว่าอยากจะบอกปัด แต่พอหันไปสบกับตาคมที่จ้องมาเขาก็รู้ได้ทันทีว่าเขานั้นโกหกต่อไปไม่ได้

“เฮ้อ…บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เลิกไปได้แล้วน่ะ แถบนั้นถึงจะไม่ได้อันตรายมาก แล้วมันก็ไม่ใช่ถิ่นของเรา ไม่ใช่ถิ่นของฉัน เกิดวันหนึ่ง…”

“…จะกลัวอะไร ฉันไม่ได้ไปทำอะไรไม่ดีซะหน่อย”

“ห๊า! แกนี่!”

“…..”

คุราโมจิทำหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด แต่กระนั้นซาวามูระก็ไม่มีทีท่าว่าจะสนใจ เขานั้นเพียงพูดนิ่ง ๆ ด้วยใบหน้าเรียบเฉย พอล้างจานจนเสร็จแล้วเขาก็เดินไปทางตู้เย็นที่อยู่ข้าง ๆ คุราโมจิเพื่อที่จะหยิบพุดดิ้งของเขา

“ฉันน่ะไม่่คิดที่จะเป็นไข่ใน…”

“…?”

“ใน…เอ่อในอะไรก็ช่าง! ฉันน่ะไม่สนใจหรอกนะเรื่องพักนั้นน่ะ ฉันแค่อยากไปที่ ๆ อยากไปมันผิดเหรอไง”

ไข่ในหินสินะ…

“…แกนี่เป็นเอามากนะ เอาเถอะ…เอาเป็นว่าตอนนี้ฉันจะปล่อยไปก่อน แต่ถ้าฉันบอกว่าพอก็คือพอเข้าใจไหม”

“…..”

“ยังไงความปลอดภัยของแกก็คือที่สุด อย่าดื้อให้มันมากนัก”

“…..”

“โฮ่ย…ตกลงไหม”

“…..”

ซาวามูระยังคงนิ่งเงียบ เขานั้นไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำเรื่องทั่วไปแบบนี้ไม่ได้ เขาก็แค่อยากไปในที่ ๆ อยากไปก็แค่นั้น ทำไมจะต้องเอาเรื่องพวกนั้นมาคอยจัดการวางกรอบชีวิตเขาด้วย

“เฮ้อ…”

ดื้อเหมือนใครวะ…

เป็นคุราโมจิที่ถอนหายใจออกมาก่อน อันที่จริงเขาก็รู้ว่าถึงห้ามไปไอ้เด็กนี่ก็จะไปอยู่ดี สิ่งที่เขาทำได้คงมีเพียงเฝ้าระวังมากขึ้นเท่านั้นแหละ แต่ว่า….ถิ่นนั้นมัน พอคิดถึงจุดนี้เขาก็มีท่าทีหนักใจขึ้นมาทันที เพราะมันทำให้เขานึกถึงหน้าของใครบางคนที่เขาไม่อยากเจอที่สุดในชีวิต เป็นบุคคลอันตรายที่เขาไม่คิดจะต่อกรด้วย…

“แกเข้าใจไหม…ตอนนี้น่ะแกยังไปสู้รบปรบมือกับใครไม่ได้ แกมันยังเป็นแค่เด็กที่ต้องให้พวกฉันช่วยดูแล ถ้าขืนยังทำตัวแบบนี้พวกฉันก็จะลำบากไปด้วย”

“อืม…”

ถึงซาวามูระเหมือนจะกึ่งรับคำแต่ก็ดูจะไม่ได้เชื่อฟังทั้งหมดอยู่ดี

“เออ ๆ จะไปก็ได้ แต่อย่าให้มันบ่อยนัก และถ้าเจอคนที่น่าสงสัยหรือเกิดเรื่องอะไรจะต้องรีบไปที่อื่นทันทีและติดต่อมาหาฉันเข้าใจไหม”

“เอ๊ะ! จริงดิ! ได้!”

“แหม…ว่าง่ายขึ้นเลยนะเอ็ง”

“แหะ ๆ”

ซาวามูระที่นิ่งอยู่นานยิ้มออกมาจนในที่สุด คุราโมจิเพียงได้แต่หรี่ตามองประชด เขาต้องยอมเจ้าเด็กนี่อีกแล้ว ใจอ่อนทุกทีพอเห็นไอ้ท่าหมาหงอยนั้น อันที่จริงก็ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจความรู้สึกของหมอนี่ล่ะนะ… คงไม่เป็นอะไรมั้ง

“เอ้า ๆ หุบยิ้มแล้วไปทำแผลเตรียมขึ้นนอนได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องไปเรียนไม่ใช่เหรอ”

“อุ๊ส! รับทราบ!”

ซาวามูระยิ้มรับตะเบะให้คุราโมจิก่อนจะออกตัวไปทำแผลตามที่เจ้าตัวบอก

“เฮ้อ…”

คนทีถูกทิ้งไว้ในห้องครัวนั้นก็ได้แต่ลอบถอนหายใจออกมา

“อีกแค่ปีกว่า ๆ เท่านั้นสินะ…เอย์จุน ใช่ชีวิตให้สนุกเถอะ ฉันจะคอยดูข้างหลังให้เอง”

คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด…และมันก็ทำให้เขานึกถึงบางอย่างที่ฝังลึกอยู่ในใจของเขา

คำสัญญาที่เคยให้ไว้…คำสาบานที่เคยเอ่ยออกไป..และคำปฏิญาณต่อหน้าที่ที่ได้รับ…

ทั้งหมดนี่ในชั่วไม่กี่อึดใจมันดังขึ้นมาในหัวของคุราโมจิ…พร้อมกับภาพต่าง ๆ ที่ปรากฏขึ้น

“…ขอให้ทุกวันเป็นแบบนี้ตลอดไปเถอะ”

ขอให้นายได้มีความสุข…

ขอให้…จนกว่าจะถึงวันนั้น…ไม่สิขอให้ตลอดไปนี้…

เป็นวันที่สงบเถอะ…

***To be continue***

 

*ครอสโร้ด (Cross Rhodes)
Cody Rhodes - Cross Rhodes
(อ้างอิง : http://wwepeep.blogspot.com)
เข้าไปดูกันได้นะ ศึกษาไว้เพื่อพี่มจจิโดยเฉพาะ555


Talk
โย่ววว กลับมาเขียนต่อแล้วTvT ตอนนั้นไม่ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้สินะ เพราะเปิดไว้แค่บทนำ (ตามไปดูได้ที่นี่: The Hidden Tiger o.5) อันนี้เป็นเรื่องยาวงับ…มีอะไรซ้อนไว้เยอะเลยเขียนยากนิดนึง แถมต้องฮาเคร้าดราม่าอีก โจทย์ยากเลย ไม่รู้ว่าตอนนี้จะพอทำให้ทุกคนยิ้มกันบ้างไหม
ที่จริงตอนที่1นี้เขียนจบไว้นานแล้วแต่ต้องแก้เยอะพอควร พอกลับมาแก้หลังจากทิ้งไว้นานยิ่งต้องใช้เวลาแก้เยอะ การดำเนินเรื่องนี่แทบจะเปลี่ยนเลย… แต่ไม่ต้องห่วง มีตอนต่อไปเตรียมไว้แล้ว หึ ๆ
ตอนนี้ไม่มีพี่คริสโผล่มาเลยยย//กราบ เหมือนเป็นตอนของพี่มจจิก็ไม่ปาน หวังว่าจะชอบพีในแบบนี้กันนะ เราว่าพี่แกเท่มกกก อาจจะดูเอื่อยๆไปนิดต้องขออภัย ตอนแรกมันต้องจบที่พี่คริสแหละแต่ตัดไปอีกตอนแทนT 3 T แต่เนื่องจากเรื่องนี้ตัวละครเยอะและมีความเชื่อมโยงกัน เราจึงคิดว่าแบบนี้แหละดีแล้ว ต่อ ๆ ไปก็จะมีตัวละครสำคัญ ๆ ออกมาอีก
ยังไงก็ขอฝากไว้ในอ้อมใจด้วยนะ!

0

[AU Daiya no A] Remain o.5 : MiSawa

Remain o.5 : MiSawa

 

รอก่อนนะ…แล้วข้าจะกลับมา

.

.

.

กริ๊งๆ

กระดิ่งลมที่ห้อยอยู่สี่ทิศรอบตัวบ้านส่งเสียงพร้อมกัน กังหันกระดาษสีม่วงที่ไม่เข้ากับภาพธรรมชาติตรงหน้าหมุนไปมาใกล้ๆเหล่าดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน ต้นไม้ใบหญ้าไหวพลิ้วไปตามแรงลมที่พัดมาอย่างเอื่อย ๆ แม้แต่ผืนน้ำที่อยู่ในสวนนั้นยังเกิดคลื่นเล็ก ๆ จนทำให้ปลาน้อยจำต้องขาลรับพร้อมกัน ทุกสรรพสิ่งกำลังน้อมรับการมาเยื่อนของฤดูกาลที่กำลังผันแปร

ความอบอบอุ่นกำลังมาเยือน…

เมื่อกลับมาแล้ว…เรามาชมต้นซากุระนั้นด้วยกันเถอะ ปีนี้มันจะต้องเบ่งบานแน่นอน

ภาพอันเรือนรางบางอย่างปรากฏขึ้นในขณะที่เปลือกตากำลังปิดอยู่และเมื่อมันค่อยๆปรือเปิดสิ่งแรกที่เห็น สิ่งแรกที่รู้ว่าจะต้องได้เห็นนั้นคือ…ต้นไม้นั้น ต้นไม้ที่ท่านผู้นั้นมักจะเฝ้ามอง
มันยังคงเหมือนเดิม ต้นไม้ใหญ่ตรงหน้าที่มีชีวิตอยู่มาเนินนาน…สิ่งเดียวที่ไม่ได้แสดงความยินดีต่อการมาเยือนของความอบอุ่นนี่

เจ้าน่ะยังคงดูไร้ซึ่งชีวิตดั่งเช่นวันแรกที่เราพบกันเลยนะ

ปีนี้ก็จะไม่ให้ข้าได้ยลความงามของเจ้าหน่อยเหรอ…อุส่าห์ได้เหล้าขาวมาจากเจ้างูเผือกแท้ๆ ถ้าได้ดื่มมันพลางชมเจ้าไปด้วยคงมีความสุขไม่น้อย

เสียงทุ้มกล่าวขึ้นขณะหันไปจ้องมองไหเหล้าสีขาวที่อยู่ไม่ไกล

เนิ่นนาน…วันเวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้วนะ

นัยน์ตาสีน้ำตาลสั่นวูบเมื่อจ้องมองไปยังต้นไม้ใหญ่ที่มีเพียงกิ่งก้านก่อนจะถอนหายใจออกมา

เฮ้อ ทำไมวันนี้มันช่างเป็นวันที่น่าเบื่อเช่นนี้ เจ้าเด็กขี้โวยวายก็ไม่อยู่ มันเงียบสงบไป…

เขาว่าพลางทิ้งตัวนอนราบไปกับพื้นเสื่อในห้องที่เปิดรับไออุ่นจากอากาศด้านนอก มันมีกลิ่นแดดบาง ๆ พอลองสูดหายใจเข้าไปลึก ๆ ก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก

จะทิ้งให้ข้าอยู่คนเดียวอีกนานเท่าไหนกัน…

เสียงที่เปล่งออกมนั้นค่อยลง ตาเรียวมองภาพตรงหน้าด้วยใจที่เหม่อลอยก่อนมันจะเริ่มปรือปิดอีกครั้ง…

.

.

ข้ายังคงรอคอยท่านอยู่เสมอ…แม้ว่าจะนานเท่าไรก็ตาม

.

.

‘มิยูกิ…ต่อจากนี้ชื่อของเจ้าคือ มิยูกิ’

มิยูกิ…

.

.

.

เสียงของท่าน…รอยยิ้ม มือที่ยื่นมา และความอบอุ่นนั้น ข้าไม่เคยลืมมันได้

.

.

วันนี้ก็มาหาข้าอย่างนั้นหรือ ฮ่า ๆ ขอบคุณนะ

เสียงใสเล็ดลอดออกมาจากม่านบาง ๆ ที่กั้นอยู่ระหว่างห้องๆหนึ่งกับพื้นที่ด้านนอก

            ….

ตากลมที่อยู่เบื้องล่างจ้องมองภาพของบุคคลที่อยู่อีกด้านหนึ่งไม่วางตา แม้จะมีม่านบดบังทัศนวิสัยแต่เขาก็รับรู้ได้ดีว่าคนที่เขาเฝ้ามองอยู่นั้นเป็นใคร

เจ้าน่ะเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของข้า แม้เพียงแค่คนเดียว…ข้าก็ดีใจมากเลยล่ะ

….

ถึงจะเห็นใบหน้าได้ไม่ชัดนักแต่จากน้ำเสียงนั้นก็ทำให้เดาได้ว่าคนผู้นั้นน่าจะพูดออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเป็นแน่

วันนี้เจ้ากินอะไรมาหรือยัง ข้าได้มันจูชั้นเลิศมาล่ะ ลองกินไหม

ว่าจบของกินรูปร่างกลมมนที่ดูนุ่มนิ่มนั้นก็ถูกส่งมาด้านหน้าของผู้ที่อยู่ด้านนอก
มันมีสีขาวนวล ด้านบนนั้นมีรูปดอกไม้เล็ก ๆ สีน้ำตาลอยู่ มันดูน่าลิ้มลองสำหรับผู้คนทั่วไปแต่อาจจะไม่ใช่สำหรับเขา…

….

ดวงตากลมโตสีน้ำตาลใสเพ่งมองสิ่งสีขาวที่อยู่ในมือหนานั้นก่อนเจ้าตัวจะกระโดดขึ้นมาบนทางเดินที่ยื่นออกมาจากตัวบ้านและค่อย ๆ เยื้องย่างเข้าไปใกล้มือนั้นที่โผล่ออกมาจากม่านบาง จมูกเล็กเริ่มขยับเข้าไปใกล้เพื่อดมกลิ่นด้วยความสงสัยและสนใจในเวลาเดียวกัน…มันเป็นกิริยาอันเป็นสันชาติญาณของเขา
พอสำรวจเสร็จเขาก็เงยหน้าขึ้นมาจ้องมองไปที่อีกฝ่ายอีกครั้งก่อนจะเอียงคอเล็กน้อยเหมือนต้องการจะถามว่าสิ่งนี้คืออะไรกันแน่

มันเป็นของหวานน่ะ อร่อยนะ ข้าอุส่าห์แอบเก็บมาจากพิธีชงชาเมื่อเช้าเพื่อเอามาให้เจ้าได้ลองเลยนะ

‘….’

กินเถอะไม่เป็นอะไรหรอก

เสียงอันอ่อนโยนนั้นทำให้สิ่งมีชีวิตที่ตัวเล็กกว่าคลายความสงสัยลง ปากเล็กค่อย ๆ อ้ากว้างและเริ่มกัดกินมันจูในมือนั้นจนหมด

หวานจัง

อร่อยใช่ไหม

ผู้ให้เอ่ยถาม จากนั้นมือนั่นก็ค่อยๆเลื่อนไปลูบหัวเจ้าตัวน้อยเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู ตากลมหรี่ลงจนแทบปิด หูที่ตั้งเด่นบนหัวนั้นลู่ลงตามการลูบของอีกฝ่าย

มือของท่าน…ช่างอบอุ่น

นี่…รู้ไหมว่าตอนนี้น่ะคือฤดูใบไม้ผลินะ ฉันชอบช่วงเวลานี้มากเลยล่ะ แต่ว่า…

‘….?’

เจ้าเห็นต้นไม้ต้นนั้นหรือเปล่า ต้นข้างหน้านั้นน่ะ

มือชี้ไปด้านหน้า พอเจ้าตัวน้อยมองตามไปก็จะเห็นต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง มันไร้ซึ่งใบและดอก ดูแล้วน่าหม่นหมองชอบกล

ดวงตาสีน้ำตาลทอดมองออกไป ต้นไม้นั้นพลันทำให้เขาคิดถึงภาพฤดูกาลที่ผ่านมา

มันอยู่ที่นี่มานานแล้ว เขาเห็นมันมาตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว ตั้งแต่ที่ได้เจอกับคนผู้นี้ครั้งแรก ตอนนั้นคิดว่าคงเป็นเพราะยังอยู่ในช่วงฤดูหนาวมันจึงมีเพียงกิ่งก้าน แต่พอสังเกตดูก็พบว่า ทั้ง ๆ ที่รอบด้านนั้นเต็มไปด้วยสีสันของเหล่าดอกไม้ใบหญ้ามาสักพักหนึ่งแล้วแท้ ๆ แต่ทำไมเล่า…ต้นไม้ต้นนี้ยังคงเหมือนเดิม…

มันไม่บานน่ะ…

‘….?’

ไม่บาน?

ข้อสงสัยนั้นถูกทำให้กระจ่างด้วยคำตอบที่ยังดูไม่ชัดเจนนัก พอได้ยินเช่นนั้นหูของเจ้าตัวเล็กก็กระดิกรับก่อนจะหันกลับมามองผู้พูดที่ยังคงอยู่ที่เดิม

ซากุระ รู้จักซากุระหรือเปล่า

ซากุระ?

มันเป็นดอกไม้สีชมพูที่จะเบ่งบานทุก ฤดูใบไม้ผลิ มันคือดอกไม้ที่เจ้าควรได้เห็นมันประดับอยู่บนต้นไม้ต้นนั้น

ต้นไม้…ต้นนั้น

ดอกเดียวกันกับที่เจ้าเห็นอยู่บนขนมมันจูเมื่อครู่ไง

ดอก…ซากุระ น่าจะงดงามน่าดู

คิดได้ดังนั้นนัยน์ตาสีน้ำตาลนั้นก็ดูเปร่งประกายขึ้นมามากกว่าปกติจนคนที่อยู่หลังม่านสังเกตได้

ฮ่า ๆ ดูเจ้าสนใจนะ

คนผู้นั้นยิ้มออกมาให้กับท่าทางของอีกฝ่ายก่อนจะทอดมองออกไปอีกครั้ง

ปีนี้จะบานหรือเปล่านะ…’

‘….’

เขาพูดลอย ออกมาเพียงเท่านั้น จากนั้นก็ไม่มีคำพูดใด ๆ หลุดออกมาอีก และแล้วความเงียบเข้าปกคลุม ความเงียบสงบเหมือนทุกวัน

ความสงบที่เป็นแบบนี้เรื่อยมา ไม่เปลี่ยนแปลง

เจ้าตัวน้อยค่อย ๆ ย่อตัวลงและขดนอนอยู่ด้านหน้าของเขา ดูแล้วมันคงรู้สึกสบายใจที่ได้อยู่กับเขา ซึ่งท่าทางนี่มันช่างต่างกับวันแรกๆที่ได้พบกัน
เขายิ้มออกมาบาง ๆ ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกและผ่อนออกมาเบาๆ จากนั้นประโยคหนึ่งก็ถูกเปล่งออกมา

นี่…ข้าน่ะ อีกสักพักจะต้องไปที่ที่ไกลมาก ๆ

เมื่อได้ยินดังนั้นเปลือกตาที่ตอนแรกเกือบจะปิดลงอย่างสงบก็พลันปรือเปิดขึ้นมาทันที

ที่ๆไกลมากๆ?

ผู้ฟังเพียงหนึ่งเดียวเงยหน้าขึ้นมามองเพื่อรอคำอธิบายจากอีกฝ่ายต่อ

เป็นสถานที่ที่ข้าไม่รู้จัก แต่ข้าจำต้องไป และไม่แน่ใจว่าจะได้…’

พอพูดถึงตรงนี้เขาก็ต้องหยุดลงเมื่อหันไปปะเจ้าตัวน้อยที่ยังคงจ้องมองเขาไม่วางตา และคงเพราะเห็นสายตานั้นที่จองมองมา ทำให้คำพูดทีกำลังจะเอ่ยออกไปต่อนั้นจำต้องถูกกลืนกลับเข้าไปแทน ปากนั้นอ้าค้างอยู่เช่นนั้น  มันพูดไม่ออก สายตาที่ใสซื่อนั้น…เขาไม่อยากทำให้มันหม่นหมองลง
เขาเม้มปากแน่นนิ่งเงียบไปชั่วขณะก่อนจะอ้าปากเล็กน้อยสูดลมหายใจเข้าพอประมาณและพ่นมันออกมาเบา ๆ เพื่อตั้งใจไม่ให้อีกฝ่ายรับรู้ จากนั้นปากอิ่มก็คลี่ยิ้มออกมาเมื่อตัดสินใจบางอย่างได้

มิยูกิ…

‘….?’

เขาเรียกชื่อเพื่อนตัวน้อยของเขาและมองไปยังต้นไม้ใหญ่ตรงหน้า

เมื่อกลับมาแล้ว…เรามาชมต้นซากุระนั้นด้วยกันเถอะ ปีนี้มันจะต้องเบ่งบานแน่นอน

นั้นคือประโยคสุดท้ายที่ได้ฟังจากปากของเขาผู้นั้น….ประโยคนั้นจบลงในช่วงเวลาเดียวกันกับลมเอื่อย ๆ พัดมา ม่านบางที่เป็นเหมือนกำแพงกั้นนั้นไหวพลิ้วไปตามแรงลมเบา ๆ และช่องว่างระหว่างม่านนั้นทำให้ผู้ที่อยู่ด้านนอกที่ยังคงจ้องมองบุคคลเบื้องหน้านี้อยู่ได้เห็นรอยยิ้มของคนผู้นั้นอีกครั้ง

.

.

.

รอยยิ้มนั่น…ท่านกำลังรู้สึกอย่างไรกัน ทำไมข้าถึงดูไม่ออก ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนถึงแม้ว่าจะมีม่านนี้กั้นอยู่ ถึงแม้ว่าจะได้มองจากเพียงที่ไกล ๆ ข้าก็รับรู้ได้เสมอว่าท่านนั้นรู้สึกเช่นไร

แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่…

ข้าดูไม่ออก สิ่งที่ท่านอยากจะสื่อออกมา สิ่งที่ท่านต้องการจะบอกกับข้านั้นคืออะไร

รอยยิ้ม…ที่ดูเศร้าสร้อยนั้น มันคืออะไร

จนตอนนั้น…ในวันที่ท่านได้หายไปจากที่แห่งนี้ ข้าก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำเช่นไร ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรให้วันเวลาที่เคยอยู่ในความทรงจำนี่หวนกลับมา

สุดท้าย…ข้าก็เพียงได้แต่รอ

รอและรอ…รอวันที่ท่านจะกลับมาหาข้า

ข้าจึงอยู่ตรงนี้ ไม่ไปไหน ไม่ว่าเมื่อไหร่ ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน

ไม่ว่าอะไร ข้าก็จะทำ เพื่อให้ได้พบท่านอีกครั้ง

เพื่อให้เรา…ได้อยู่ด้วยกัน…เหมือนทุกวัน

.

.

.

สายลมอ่อน ๆ ที่พัดมานั้นกระทบผิวกายทำให้แม้ว่าบัดนี้แสงแดดจะยังคงส่องสว่างจ้าอยู่แต่มันกลับไม่ได้ทำให้รู้สึกร้อนจนไม่สบายตัว อีกทั้งกลิ่นของดอกไม้ใบหญ้าบาง ๆ ที่ติดมานี่ยิ่งทำให้รู้สึกผ่อนคลาย

แต่ตอนนี้มันกลับไม่ได้ทำให้รู้สึกสบายใจขนาดนั้น

เขาตื่นจากนิททรา นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่สวยเผยออกมาพบกับแสงสว่างของช่วงเวลาบ่ายแก่ ในหัวนั้นยังมึนเบลอ ประสาทเฉื่อยชาจากการเพิ่งตื่นนอน แต่แล้วการรับรู้นั่นก็กลับมาตื่นตัวขึ้นเมื่อจมูกของเขาได้กลิ่นบางอย่าง

กลิ่นของคนที่เขาเฝ้ารอ…

“…มันจู

ชื่อของบางอย่างที่เข้ามาในระยะสายตาถูกเอ่ยออกมาด้วยสติที่ยังไม่มั่นคง

หืม? ตื่นแล้วเหรอมิยูกิ

เมื่อลุกขึ้นนั่งและปรับสายตาให้ชัดขึ้นเขาก็พบกับเด็กหนุ่มหน้าตาคุ้นเคย เจ้าตัวกำลังเพลิดเพลินอยู่กับการกินเจ้าก้อนกลม ๆ นั่นจนไม่รู้ตัวเลยว่าปากนั้นเลอะไปหมดแล้ว พอเห็นดังนั้นสติของเขาก็คืนกลับมาทันที

            มูมมามชะมัด

นั่นเป็นสิ่งแรกที่เขาคิด แต่ก่อนที่จะได้ปริปากพูดอะไรเขาก็นึกฉุกใจขึ้นมาได้จึงตัดสินใจถามออกไปทันที

เจ้ากลับมาทำไมไม่บอกข้าก่อน

ตากลมของอีกฝ่ายเบิกกว้างขึ้นเมื่อได้ยินประโยคกึ่งคำถามที่ปนความไม่พอใจอยู่ เด็กหนุ่มรีบกลืนมันจูก้อนที่กินอยู่ลงไปก่อนจะเริ่มพูด

ก็เรียกหาแล้วแต่ไม่เห็นมาสักที ลูกจิ้งจอกแถวนั้นบอกว่านายหลับอยู่เลยกลับมาเอง ตอนนี้ก็ยังกลางวันอยู่ด้วยไม่เห็นเป็นไร

เจ้า…”

คนฟังถึงกับทำหน้านิ่วคิ้วขมวดแสดงออกถึงความไม่สบอารมณ์เต็มที่ ยิ่งเห็นคนตรงหน้าพูดอย่างไม่ทุกข์ร้อนอะไรยิ่งทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดมากยิ่งขึ้นไปอีก  แต่ไม่ทันได้อ้าปากพูดต่อเขาก็โดนอีกฝ่ายพูดดักก่อน

พอกลับมาก็เห็นเจ้าหมาน้อยนอนกลางวันอย่างมีความสุขอยู่ล่ะ นาน ทีจะเห็นนายดูหลับอย่างสงบขนาดนี้ ใครจะกล้าปลุก

หมาน้อย…”

ฮี่ ๆ

คนที่ถูกเรียกว่า ‘หมาน้อย’ ทวนคำด้วยน้ำเสียงนิ่ง เจ้าเด็กตรงหน้าหัวเราะและยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา มิยูกิหรี่ตามองด้วยความไม่พอใจแต่ก็จำต้องยอมแพ้สงบสติอารมณ์และจำใจลืมมันไป เพราะรู้ตัวว่าตนนั้นก็เป็นฝ่ายผิดที่นอนหลับลึกจนลืมหน้าที่

เฮ้อ…วันหลังรอข้าอยู่ที่ตีนเขานั้นแหละ มันอันตรายเกินไปสำหรับเจ้าตอนนี้ที่จะกลับขึ้นมาเอง

คิดมากไปแล้วนะนายน่ะ เอ้า ๆ กินมันจูนี่เข้าไปซะ

เจ้านี่มั–

ยังไม่ทันพูดจบ คนตรงหน้าก็หยิบเอามันจูยื่นมาที่ปากของเขาเพื่อเป็นการตัดบท

อร่อยนะ อุส่าห์แอบจิ๊กมาจากชมรมชงชาเลยนะฮ่า ๆ

เจ้าตัวว่าด้วยใบหน้าระรื่นทั้ง ๆ ที่เรื่องที่พูดมานั้นดูจะไม่ใช่การกระทำที่ดีสักเท่าไหร่

สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเขา ของกินรูปร่างกลมมนที่ดูนุ่มนิ่ม…มีสีขาวนวล มันทำให้คิดถึง…

เหมือน…

เพียงแต่มันไม่มีรูปดอกซากุระอยู่

มันเป็นของหวานน่ะ อร่อยนะ ข้าอุส่าห์แอบเก็บมาจากพิธีชงชาเมื่อเช้าเพื่อเอามาให้เจ้าได้ลองเลยนะ’

“….”

“มัวแต่มอง จะกินไหมเนี่ย”

เขาจ้องมองเจ้าก้อนมันจูอยู่อย่างนั้นจนอีกฝ่ายจำต้องถามออกไปเพราะเมื่อยที่ต้องถือมันค้างไว้เต็มที  แต่แล้วคำตอบที่ได้มากลับเป็นคำพูดพึมพำบางอย่างที่เบาจนแทบจับความไม่ได้

ไม่มีดอกซากุระ…

หือ? ว่าอะไรนะ ซาอะไรนะ?”

เปล่า…

ท่าทางของมิยูกินั้นแปลกไปจนสังเกตเห็นได้ชัด แววตาที่ตอนแรกดูหงุดหงิดและดูเหนื่อยใจนั่นมันกลับกลายเป็นแววตาที่ดูเศร้าหมองลงไปครู่หนึ่ง

มิยูกิ นายดูนิ่ง ๆ ไปนะ เป็นอะไร มันดูน่ากินจนพูดไม่ออกเลยเหรอ”

เด็กหนุ่มพูดออกไปอย่างติดตลกเพื่อเป็นการลองเชิงอีกคนและหวังเพียงว่าฝ่ายนั้นจะพูดอะไรออกมาบ้าง ไม่ว่าจะด่าหรือหงุดหงิดใส่เขาก็ยังดีเสียกว่าการนิ่งเงียบอยู่อย่างนี้ เพราะท่าทีนี่มันทำให้รู้สึกสงสัยและน่ากังวลในเวลาเดียวกัน

ข้าไม่ชอบของหวาน

คนที่นิ่งเงียบอยู่นานสุดท้ายก็พูดออกมา แต่คำตอบมันดันดูไม่น่าเกี่ยวกับท่าทางเมื่อครู่นี้เสียเลย มันจึงทำให้คนฟังรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อยจนเขาต้องสบถออกไป

อ่าว…ชิ ก็บอกมาแต่ต้นสิ งั้นฉันกินคนเดียวหมดเลยแล้วกัน! อุส่าห์เอามาให้ ให้ตายเถอะ

เขาบ่นไม่หยุดก่อนจะหดแขนกลับมาเพื่อจัดการจับเจ้ามันจูที่อยู่ในมือส่งเข้าปากของตนเอง แต่แล้วการกระทำก็ถูกหยุดลงด้วยแรงดึงจากคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ

ข้อมือของเขาถูกดึงเข้าหาอีกฝ่ายก่อนมันจูนั้นจะถูกเขี้ยวคมฝังลงไป และมันก็ถูกกินไปทั้ง ๆอย่างนั้น

“….หวาน

สุดท้ายแม้จะบอกว่าไม่ชอบมิยูกิก็กินมันไปจนหมด ลิ้นนั้นได้รับรสชาติความนุ่มของแป้งและความหวานจากถั่วแดงรสชาตินี้มันทำให้เขานึกถึงเรื่องของตนกับคนๆนั้นเมื่อนานมาแล้ว…

หวานจัง

แต่แล้วเขาก็ต้องหลุดออกจากภวังค์เมื่อชื่อของเขาถูกขาลออกมา

“…มิยูกิ

หือ

เจ้าของมือที่ถูกยืมไปเป็นที่รองนั้นพูดด้วยเสียงที่สั่นเทา เมื่อตาเรียวตวัดมองขึ้นไปก็พบกับใบหน้านั้นแดงกล่ำของอีกคน จากนั้นเสียงใสก็ตะเบงออกมา

เจ้าบ้า! ไหนตอนแรกบอกไม่กิน ถ้าจะเอาก็บอกสิ จะได้ให้ดี ๆ

เด็กหนุ่มโวยวายเสียงดังก่อนจะรีบชักมือกลับ
มิยูกิจ้องมองมือที่ถูกชักกลับไป จากนั้นก็ทำเป็นมองออกไปทางอื่นแทนและพูดแก้ตัวด้วยคำตอบที่ดูไม่สมเหตุสมผลนัก

ก็เกิดเปลี่ยนใจอยากลองกินดู

ห๊ะ!?”

จิ๊ เจ้านี่เลิกโวยวายกับเรื่องเล็ก สักทีจะได้ไหม ให้ตายเถอะไม่เหมือนท่านผู้นั้นเลย

อะไรนะ! แล้วฉันไปเกี่ยวอะไรกับใครมิทราบ

“….”

อ่ะ…เผลอพูดออกไปจนได้

อาจจะเพราะหลายๆสิ่งที่ทำให้เขานึกถึงเรื่องราวของคน ๆ หนึ่งที่อยู่ในภาพของความทรงจำ ภาพต่าง ๆ นั้นซ้อนทับกัน มันจึงทำให้เขาเผลอพูดออกไปทั้ง ๆ ที่ตัวเองนั้นพยายามเก็บความรู้สึกนี้เอาไว้ในส่วนลึกที่สุดของจิตใจแท้ ๆ

เขาไม่อยากให้เจ้าหนูนี่ต้องมารู้เรื่องอะไร

ช…ช่างมันเถอะ

มิยูกิถึงกับเหงื่อตกและตัดสินใจตัดบทแม้เขาจะรู้ตัว่าตนเองนั้นมีทีท่าที่น่าจะทำให้อีกคนสงสัยก็ตาม

มิยูกิ!

แล้วมันก็เป็นดังคาด คนตรงหน้าพูดชื่อเขาด้วยความไม่พอใจเพราะคงรู้ว่ามีบางอย่างที่เขาเก็บซ้อนไว้ เจ้าตัวถลึงตาใส่เขาก่อนจะจ้องมองมาไม่วางตา

เสียงดังชะมัดเลย เงียบ ๆ แบบเมื่อกี้คงจะดีกว่า

เขาพูดพลางทำหน้าเหนื่อยใจจากนั้นก็หันหน้าหนีไปอีกทางก่อนจะรีบเอามือกุมหูแหลมของเขาทั้งสองข้างเพื่อป้องกันเสียงรบกวนระรอกใหม่และทำเป็นแกล้งไม่สนใจคำบ่นปนด่าที่คาดว่าจะโถมกระหน่ำเข้ามาจากอีกฝ่าย

เมื่อกี้ช่างเป็นความฝันที่ชวนให้นึกถึงยิ่งนัก แล้วไหนจะการกระทำของเจ้าเด็กนี่เมื่อครู่อีก มันจะคล้ายกันเกินไปแล้ว เฮ้อ…ต้องระวังไม่ให้เผลอใจไปมากกว่านี้

เจ้าเด็กนี่ก็คือเจ้าเด็กนี่ ท่านผู้นั้นคือท่านผู้นั้น…

แต่ว่า…

มิยูกิ!”

อะไรเล่า!”

จากที่คิดอะไรอยู่ในใจมาสักพัก รู้ตัวอีกทีมือของเขาก็ถูกดึงออกจากหูของตน จึงทำให้คนขี้โวยวายข้างกายได้ส่งเสียงรอดเข้ามาให้หูเขาเต็ม ๆ และทำให้เขาเมินต่อไปไม่ได้

จิ๊ แสบหูชะมัด

ซากุระล่ะมิยูกิ! ต้นไม้นี่มีดอกขึ้นมาแล้ว!

ห๊ะ?”

จู่ ๆ เจ้าเด็กนี่ก็พูดเรื่องบางอย่างที่ดูไม่เกี่ยวกับสถานการณ์เมื่อครู่เลยสักนิดขึ้นมา แล้วมันก็เป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อด้วย

ซากุระที่ไหนจะไปมีได้ยังไง

นั่นไง!

คนที่มีท่าทางตื่นเต้นออกนอกหน้าชี้ไปทางกิ่งไม้ของต้นไม้ใญ่ตรงหน้าที่ไม่สูงนักจากนั้นเขาก็วิ่งออกไปพร้อมกับกับมือลากอีกฝ่ายออกไปด้วยอย่างไม่ทันตั้งตัว

เหวอ เดี๋ยวสิ!”

นี่ไง!”

ไม่ว่าจะพูดอไรเจ้าตัวก็ไม่ฟังเลยสักนิด แต่พอเห็นรอยยิ้มที่เปื้อนหน้าอยู่นั้น มันก็ทำให้เขาจนคำพูด

มิยูกิตรงนี้ไง

เมื่อเขามองไปตามทิศทางที่สีอำพันนั้นจ้องมองไปก็พบดอกไม้สีชมพูดอกเล็กบานอยู่บนกิ่งไม้ตรงหน้า…ดอกหนึ่ง…ดอกเดียว

ดอก…เดียว

อื้อ! แต่มันก็ขึ้นสักทีไม่ใช่เหรอ มันยังไม่ตาย!

.…”

อ่า…เจ้าดอกซากุระนี่..

ตาเรียวจ้องมองดอกซากุระดอกน้อยนั้นไม่วางตา มันทั้งรู้สึกแปลกใจ ดีใจ โหยหา และเศร้าในเวลาเดียวกัน

สวยดีเนอะว่าไหม…อีกหน่อยมันคงจะต้องบานทั้งต้นได้แน่

“….”

ถึงตอนนั้นเรามานั่งดูมันด้วยกันเถอะนะ!”

อ่า…ให้ตายเถอะ อีกแล้ว แต่ว่า…

“…อือ

เขาตอบตกลงอย่างว่าง่าย จากนั้นทุกสรรพสิ่งก็เงียบสงบลง

เมื่อละสายตาจากดอกซากุระ หลับตาลงและลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ภาพที่ได้เห็นนั้นกลับไม่ใช่ต้นไม้ต้นเดิมที่ควรจะอยู่ในสายตา ต้นไม้ที่ดูไร้ซึ่งชีวิตชีวาตอนนี้ถูกแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มอันสดใสของเด็กหนุ่มตรงหน้าเขาที่ยังคงจ้องมองดอกไม้ดอกเล็ก ๆ นั้นด้วยดวงตาสีอำพันที่ทอแสงเป็นประกายสวยงาม…

นั้นสินะ…อยากให้ถึงวันนั้นจริงๆนะ…วันที่ดอกซากุระจะเบ่งบานทั้งต้น วันที่เราทั้งสองจะได้นั่งดูมันที่นี่ด้วยกัน

.

.

.

ใช่…ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม การรอคอยของข้า ความทรงจำของข้า ความโหยหา และฤดูกาลที่ผันแปรนี่

แต่บัดนี้วันนี้ข้าได้มาพบกับเจ้า ได้เห็นรอยยิ้มของเจ้า…ชีวิตข้าก็เปลี่ยนไป

ดอกซากุระนั้น…ได้มาปรากฏในช่วงเวลาที่ข้าได้อยู่กับเจ้า…

แม้มันจะเป็นเพียงแค่ดอกเดียวก็ตาม…

ซาวามูระ…เจ้าเคยคิดบ้างไหมว่า…แม้ช่วงเวลานี้อาจจะเป็นช่วงเวลาที่แสนสั้น ช่วงเวลาที่ข้าได้มีเจ้าเข้ามาในชีวิต…

แต่ว่า…เจ้าก็ได้เข้ามาเติมเต็มสีสันในชีวิตให้แก่ข้า ช่วยเยียวยาจิตใจที่เศร้าหมองของข้า

เปลี่ยนแปลงโลกของข้า…

ดีจริง ๆ ที่ข้าได้มาพบเจ้า…

ขอบคุณนะ…

เจ้าน่ะทำให้ข้ารู้สึกว่าอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเช่นนี้จริงๆ

 
***To be continue***


Talk
สวัสดีTvT ไม่เกริ่นให้มากความเนอะ อันนี้เป็นเรื่องที่เราเคยลงไว้ว่าจะแจกฟรีเปเปอร์ล่ะ น่าจะได้เห็นที่เราบ่น ๆ ไปบ้างแล้วว่ามันเกิดข้อผิดผลาดขึ้น เราเลยทำการอัพในนี้ใหม่นะ และอันนี้เป็นฉบับเต็มแบบที่แก้แล้วและเติมแต่งให้ดีขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นอยากจะขอให้โดยเฉพาะคนที่หยิบฟรีเปเปอร์ไปช่วยอ่านตรงนี้ใหม่ ช่วงท้ายนั้นแก้ให้ดีขึ้นพอควรล่ะ ข้อผิดพลาดนี้เกิดขึ้นจากความโชคร้ายของเราเองและความลำบากในการทำฟรีเปเปอร์นี้เพราะเรานั้นอยู่ต่างประเทศจึงต้องวานเพื่อนทำให้และไม่สามารถเช็ครูปเล่มเองได้ แต่ถึงจะผิดพลาดก็อยากจะขอบคุณโมและมายมาก ๆ ที่ช่วยกันจนทำให้ได้ฟรีเปเปอร์ของเราออกมา และขอบคุณน้องมุกอีกครั้งที่แบ่งพื้นที่ให้ ขออภัยผู้อ่านทุกคนด้วยเช่นกันที่เกิดการผิดพลาดและขอบคุณที่มาหยิบกันไปนะ ครั้งหน้าจะปรับปรุงนะ

เรื่องนี้เป็นAUเรื่องยาวน้อ อย่างที่บอกคือเคยเขียนพล็อตไว้นานมากแล้วและพึ่งนำกลับมาแต่งจริงจัง ตอนนี้ศึกษามามากพอและปรับพล็อตให้ดีจนคิดว่าโอเคแล้วคาดว่าคงแต่งตอนใหม่ในอีกไม่นาน(หลังจากเครียของเก่า…) อันนี้เป็นเหมือนช่วงตอนที่ตัดมาให้ได้อ่านกันเนอะ หวังว่าจะให้ความสนใจกันไม่มากก็น้อย

ฝากตัวอีกครั้งและจะพยายามต่อไป บายยย

0

ตัวอย่างFree paper Misawa ลงงานComic Avenueค้าบ

พอดีไปขอส่วนบุญจากน้องมุกที่รักมาเลยได้มีโอกาสทำฟรีเปเปอร์ครั้งแรกล่ะ เป็นเรื่องใหม่นะ แต่งเพื่อการนี้เลย อันที่จริงเป็นพล็อตที่คิดเมื่อนานมาแล้วแต่เพิ่งกลับมาจริงจังนี่แหละTvT อันนี้เป็นเรื่องราวของปีศาจจิ้งจอกมิยูกิและซาวามูระเด็กหนุ่มมนุษย์ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา(?) แนวภูติผีปีศาจนั้นเองงง ครั้งแรกที่แต่งAUแหวกมาทางนี้ ทั้งนี้ทั้งนั้นขอสาระภาพว่าปั่นคับ… ไม่ทันจริงจังเพราะติดสอบและติดงานกระทันหันบวกกับคิดไม่ค่อยออก

เอาเป็นว่าผิดพลาดประการใดขออภัยร่วงหน้านะคับ อ่อแล้วก็เรื่องนี้เป็นเรื่องยาวนะคับมีต่ออีกเยอะ แต่ลืมบอกไปในฟรีเปเปอร์(เจริญ= =;) ลืมบอกว่าเป็นAUไปในนั้นอีก(เจริญx2) เอาเถอะ ยังไงถ้ามีคนสนใจเรื่องนี้บ้างและติดตามก็คงจะได้มเจออันนี้ล่ะนะ!

มาดูตัวอย่างกันเลย!

[AU] Remain 0.5

Miyuki x Sawamura

 

 

รอก่อนนะ…แล้วข้าจะกลับมา

.

.

.

กริ๊งๆ

กระดิ่งลมที่ห้อยอยู่สี่ทิศรอบตัวบ้านส่งเสียงพร้อมกัน กังหันกระดาษสีม่วงที่ไม่เข้ากับภาพธรรมชาติตรงหน้าหมุนไปมาใกล้ๆเหล่าดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน ต้นไม้ใบหญ้าไหวพลิ้วไปตามแรงลมที่พัดมาอย่างเอื่อย ๆ แม้แต่ผืนน้ำที่อยู่ในสวนนั้นยังเกิดคลื่นเล็ก ๆ จนทำให้ปลาน้อยจำต้องขาลรับพร้อมกัน ทุกสรรพสิ่งกำลังน้อมรับการมาเยื่อนของฤดูกาลที่กำลังผันแปร

ความอบอบอุ่นกำลังมาเยือน…

‘เมื่อกลับมาแล้ว…เรามาชมต้นซากุระนั้นด้วยกันเถอะ ปีนี้มันจะต้องเบ่งบานแน่นอน’

ภาพอันเรือนรางบางอย่างปรากฏขึ้นในขณะที่เปลือกตากำลังปิดอยู่และเมื่อมันค่อยๆปรือเปิดสิ่งแรกที่เห็น สิ่งแรกที่รู้ว่าจะต้องได้เห็นนั้นคือ…ต้นไม้นั้น ต้นไม้ที่ท่านผู้นั้นมักจะเฝ้ามอง

มันยังคงเหมือนเดิม ต้นไม้ใหญ่ตรงหน้าที่มีชีวิตอยู่มาเนินนาน…สิ่งเดียวที่ไม่ได้แสดงความยินดีต่อการมาเยือนของความอบอุ่นนี่

เจ้าน่ะยังคงดูไร้ซึ่งชีวิตดั่งเช่นวันแรกที่เราพบกันเลยนะ

“ปีนี้ก็จะไม่ให้ข้าได้ยลความงามของเจ้าหน่อยเหรอ…อุส่าห์ได้เหล้าขาวมาจากเจ้างูเผือกแท้ๆ ถ้าได้ดื่มมันพลางชมเจ้าไปด้วยคงมีความสุขไม่น้อย”

เสียงทุ้มกล่าวขึ้นขณะหันไปจ้องมองไหเหล้าสีขาวที่อยู่ไม่ไกล

เนิ่นนาน…วันเวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้วนะ

นัยน์ตาสีน้ำตาลสั่นวูบเมื่อจ้องมองไปยังต้นไม้ใหญ่ที่มีเพียงกิ่งก้านก่อนจะถอนหายใจออกมา

“เฮ้อ ทำไมวันนี้มันช่างเป็นวันที่น่าเบื่อเช่นนี้ เจ้าเด็กขี้โวยวายก็ไม่อยู่ มันเงียบสงบไป…”

เขาว่าพลางทิ้งตัวนอนราบไปกับพื้นเสื่อในห้องที่เปิดรับไออุ่นจากอากาศด้านนอก มันมีกลิ่นแดดบาง ๆ พอลองสูดหายใจเข้าไปลึก ๆ ก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก

“จะทิ้งให้ข้าอยู่คนเดียวอีกนานเท่าไหนกัน…”

เสียงที่เปล่งออกมนั้นค่อยลง ตาเรียวมองภาพตรงหน้าด้วยใจที่เหม่อลอยก่อนมันจะเริ่มปรือปิดอีกครั้ง…

.

.

ข้ายังคงรอคอยท่านอยู่เสมอ…แม้ว่าจะนานเท่าไรก็ตาม

.

.

‘มิยูกิ…ต่อจากนี้ชื่อของเจ้าคือ มิยูกิ’

มิยูกิ…

.

.

.

เสียงของท่าน…รอยยิ้ม มือที่ยื่นมา และความอบอุ่นนั้น ข้าไม่เคยลืมมันได้

…..

จบ

ผิด555 สั้นๆแค่นี้พอเนอะที่เหลือไปหยิบอ่านกันที่งานนะคับ บูธ E25 : คนหล่ออยู่ตรงนี้นะสาวๆ  เมนูตามนี้ ช่วน้องโปรโมทหน่อย ฮี่ๆ https://www.facebook.com/1650937638466108/photos/a.1675012592725279.1073741829.1650937638466108/1991669974392871/?type=3&theater
ฝากด้วยน้าาา

ปล.ทำแค่15ชุดนะคับ ีเหตุบางอย่างจึงทำได้เท่านี้;__;… หลังจากนั้นจนกว่าจะแต่งสักเรื่องจบคงค่อยเอามาลงให้ได้อ่านในนี้

Special thanks:
ขอบคุณน้องมุกที่สละพื้นที่บูธให้เปเปอร์น้อยๆของพี่
ขอบคุณโมและมายที่ช่วยปริ้นเปเปอร์ไปวางให้เรา

1

[Short Fic Daiya no A] Eye-catching : ChrisSana

Eye-catching : ChrisSana

 

ผมได้เพียงแค่มองคุณมาตลอด…

ทุกครั้งที่รู้สึกว่าได้ใกล้เข้าไปอีกก้าวนั้น

มันก็เหมือนคุณค่อยๆห่างออกไปในเวลาเดียวกัน

ผมจะมองคุณได้อีกนานเท่าไหนกันนะ

.

.

.

 

เสียงเชียร์จากทางด้านข้างสนามยังคงมีมาเรื่อยๆ ผู้ชมนั้นมีทั้งนักข่าวกีฬาหน้าเดิมๆ คนทั่วไป และพวกโอบี*จากโรงเรียนฝ่ายตรงข้าม มีนักเรียนจากโรงเรียนอื่นที่อยู่ใกล้เคียงบ้างที่ดูเหมือนจะมาเก็บข้อมูลการแข่งนี้

จะยังไงก็ช่างเถอะ…

วันนี้เป็นที่อากาศอบอ้าวอีกวัน แต่เหล่าเด็กหนุ่มอย่างพวกเขานั้นกลับยังคงต้องทำกิจวัตรประจำวันต่อไป…เบสบอล ณ ช่วงเวลานี้เป็นการซ้อมแข่งระหว่างสองโรงเรียนที่เคยเชือดเฉือนกันมาแล้วในการแข่งระดับเขตที่ผ่านมา มันเป็นเกมที่น่าติดตามมากพอควรสำหรับคนที่ได้ดูการแข่งในครั้งนั้น

คางแหลมเกยอยู่บนแขนที่วางไว้กับพนักม้านั่งตัวยาวที่ข้างๆมีโค้ชประจำทีมของเขานั่งอยู่ ตาเรียวมองออกไปยังสนามที่มีแสงแดดสาดส่องลงมาด้วยอารมณ์นิ่งเฉย เขายกมือปัดไรผมที่ร่วงลงมาตรงช่วงหน้าผากขึ้น พอเอามือกลับมาดูก็สังเกตเห็นเม็ดเหงื่อที่ติดมา

จากนั้นสายตาก็เลื่อนกลับไปไปมองที่สนามอีกครั้ง ผู้เล่นในทีมของเขาและฝั่งตรงข้ามกำลังแข่งขันกันอย่างไม่มีใครยอมใคร มันดูน่าสนุกก็จริง แต่มันจะสนุกกว่านี้ถ้าเขาได้เป็นคนลงไปเล่นในสนามนั้น บนเนินนั้น…

พอมองไปบนเนิน…บัดนี้พื้นที่แห่งนั้นก็กำลังถูกครอบครองโดยเจ้าเด็กปีหนึ่งขี้โวยวาย…ถ้าจำไม่ผิดน่าจะชื่อซาวามูระล่ะมั้ง พอเจ้านี่กำลังจะขว้างลูกทีไรก็มักจะมีเสียงเซงแซ่เข้ามา มันเป็นเสียงเชียร์…ไม่สิ ด่าเหรอ? เตือน?

มันดูน่าตลกจนอยากขำออกมา

ดีจังนะ…

เจ้าหนูนั่นดูเกร็งๆแต่แล้วเมื่อเขาหันไปมองทางดั๊กเอ้าท์*ฝั่งเขา…ใบหน้าก็ดูผ่อนคลายขึ้น

เขาคนนั้นอีกแล้วสินะ…

เมื่อไล่ดูไปตามทิศทางที่เจ้าตัวมองไปก็จะรู้ได้ทันทีเลยว่าเขากำลังมองใคร

‘ซาวามูระขว้างให้ดีที่สุดนะ’

เขาพยายามอ่านปากของคนๆนั้น และนั่นน่าจะเป็นสิ่งที่เขาพยายามพูด

ดวงตาสีทองนั้นแม้จะอยู่ใต้ร่มของที่นั่งนั้นเขาก็เห็นมันได้ชัดเจน และเขาคิดว่าถ้าหากมันได้กระทบแสงแดดล่ะก็…มันคงจะดูสวยงามไม่น้อย

คุณไม่น่าอยู่ที่ตรงนั้น ผมรู้ดี

ทำไมยังทำหน้าดูมีความสุขขนาดนั้นได้…ทั้งๆที่ไม่ได้เล่นเลยแท้ๆ

ดวงตาสีนิลยังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้านั้น แม้มันจะไกลออกไปพอสมควรแต่เขาก็ยังเห็นได้ชัด เพราะคนๆนั้นเด่นชัดกว่าคนอื่นๆ…

แต่จู่ๆพอเลื่อนลงมามองที่ปากรูปกระจับนั้นอีกครั้งเขาก็เห็นว่ามันขยับ…พูดบางอย่าง

‘สวัสดี’

พอปรับโฟกัสให้ดีก็พบว่าเจ้าตัวหันหน้ามามองทางเขาอย่างเห็นได้ชัด

“เอ๊ะ…”

คนที่แอบมองอยู่นานแปลกใจจนอุทานออกมา

“มีอะไรซานาดะ”

“อ่ะเปล่าครับ ไม่มีอะไรฮ่าๆๆ”

โค้ชของเขาทักขึ้น เขาถึงกับสะดุ้งหลุดออกจากภวังค์และรีบหันไปแก้ต่าง

ฉันจ้องเขานานจนลืมรอบข้างไปเลยเหรอเนี่ย….

พอหันกลับไปก็พบว่าอีกฝ่ายนั้นกำลังหัวเราะเบาๆให้กับเหตุการณ์เมื่อครู่

อ่ะ…เขาขำแฮะ…น่าอายชะมัด

ใบหน้าร้อนผ่าว จังหวะการเต้นของหัวใจดูจะผิดปกติ มันเร็วขึ้นจนเขารู้สึกได้

หันไปมองตอนนี้คงไม่ดีแน่ ฉันจะทำหน้าแปลกๆใส่เขาไปหรือเปล่านะ

เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจพยายามปั้นหน้าให้นิ่งที่สุดและหันไปพยักหน้าเป็นการทักทายเบาๆก่อนจะรีบหันกลับไปมองที่สนามทันที

ประหม่าชะมัด…

ทำอะไรของนายเนี่ย ซานาดะ ชุนเป

การแข่งขันยังคงดำเนินต่อไปจนกระทั้งโค้ชทีมยาคุชิขอเวลานอก ทุกคนกลับมารวมตัวกัน เขาที่ว่างอยู่จึงไปหาน้ำดื่มมาให้เพื่อนๆในทีม แต่กระนั้นไม่รู้ทำไมสายตาของเขา…เพียงแค่เฉียดมองอีกฝั่งแค่นิดเดียว…

มันรู้สึกว่า…อยากเห็น

คนๆนั้นอยู่ไหนนะ

สุดท้ายก็หันไปและเมื่อเห็นภาพที่อยู่ไกลออกไปชัดขึ้นห็พบว่าตอนนี้คนๆนั้นกำลังอยู่ท่ามกลางวงล้อมของผู้เล่นในทีม ดูท่าแล้วน่าจะกำลังวางแผนกันอยู่ ทุกคนดูตั้งอกตั้งใจฟังเขามาก มันทำให้ชักสงสัยเหมือนกันว่า คนๆนั้นพูดจาด้วยน้ำเสียงแบบไหนนะ พูดเรื่องอะไรกัน ทำไมมันดูน่าสนใจนัก

ถ้าเข้าไปฟังได้ก็ดี…ถ้าเข้าไปใกล้…กว่านี้

“ซานาดะเซมไป! มีอะไรหรือเปล่าครับ ดูท่าทางสนใจทางนั้นน่าดู หรือว่า…”

เขาเหม่อมองไปทางนั้นจนกระทั้งรุ่นน้องคนสนิทของเขาเดินมาทัก

“อ่ะ…โทษๆ ไม่มีอะไร”

ซานาดะยังคงแก้ต่างไปแบบง่ายๆอีกครั้ง แต่ดูเหมือนเจ้ารุ่นน้องนี่จะไม่ปล่อยเขาไปง่ายๆ

“น่าสงสัย…หรือว่า”

เอือก…อะไรเล่า

เขากลืนน้ำลายลงอึกใหญ่ เฝ้ารอคำสันนิฐานของคนตรงหน้า

“กำลังหิวสินะครับ! เอ้าเอากล้วยไหม ผมแบ่งให้ คั๊กฮ่าๆๆๆ”

“…..”

ซานาดะอึ่งกับสิ่งที่ไรจิพูดมา เขาจ้องไปที่กล้วยที่อีกฝ่ายยื่นมานิ่งก่อนจะกุมขมับและถอนหายใจเบาๆ

ฉันไม่น่านึกกลัวความคิดเจ้าหมอนี่เลย ลืมไปว่ามันไม่ปกติ เดาผิดไปไกลโข

ให้ตายเถอะ…

“เออใช่ฉันหิว ไหนเอามาลูกหนึ่งสิ”

เขาตัดสินใจพูดไปอย่างนั้นเพื่อตัดปัญหา จากนั้นก็รับกล้วยจากรุ่นน้องมาปลอกกิน

ขอดูอย่างสงบๆไม่ได้เหรอไง เฮ้อ…

อ่ะ เดี๋ยว…ดูงั้นเหรอ นี่ฉันทำอะไรอยู่ นี่มันการแข่งนะ ไม่ใช่เวลา…

ความรู้สึกยุ่งเหยิงภายในจิตใจทำให้เขาสับสนจนแสดงออกมาทางสีหน้า ทำให้ดูเหมือนว่าเขานั้นกำลังกินกล้วยอย่างเคร่งเครียด ท่าทางนั้นดูแปลกและตลกในเวลาเดียวกัน

และการกระทำเหล่านั้น เขาไม่รู้ตัวเลยว่าตั้งแต่ต้น…คนที่นั่งอยู่ตรงนั้นได้มองทุกๆอย่างอยู่ตลอดเวลา

“หึๆไม่น่าเชื่อว่าจะมีมุมนี้กับเขาด้วย”

เสียงทุ้มเอ่ยออกมาลอยๆในขณะที่จ้องมองไปทางฝั่งตรงข้าม

“หือ? มีอะไรเหรอครับคริสเซมไป”

“ไม่มีอะไร จะออกไปแล้วเหรอ ตั้งใจเล่นนะซาวามูระ”

“โอ้! แน่นอนครับ ผมจะไม่ทำให้คริสเซมไปผิดหวัง!”

คริสเห็นอย่างนั้นแล้วก็นึกเอ็นดูจึงยื่นมือไปลูบหัวรุ่นน้องของเขาเบาๆก่อนจะส่งตัวออกไป

แต่แล้วมันก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เขาเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามนั้นกำลังส่งพินซ์ฮิตเตอร์*ออกมา…

“พินซ์ฮิตเตอร์..ซานาดะ ชุนเป”

สิ้นเสียงประกาศเขาก็เห็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่งเดินออกมา และคนๆนั้นก็กำลังมองตรงมาทางเขาพอดี มองมาด้วยสายตาที่นิ่งผิดปกติ…

“หืม…สงสัยเขาจะเกลียดฉันแล้วหรือเปล่านะ”

เมื่อเขาเห็นสายตานั้นมันก็อดทำให้นึกอย่างนั้นไม่ได้ แต่เขาก็ยิ้มกลับไป หวังแค่ว่าฝ่ายนั้นคงไม่ได้ติดใจอะไรเขา

หรือเพราะฉันทำหน้าไม่เป็นมิตรตอนมองกัน…

เมื่อซานาดะสังเกตว่าเขากำลังยิ้มให้ เจ้าตัวก็หันหลบไปทางอื่นแทนและซ้อมหวดลมเพื่อเป็นการสงบจิตใจของตน

เกือบไปๆ…อะไรของฉันเนี่ย

ค…แค่จู่ๆก็คิดว่าถ้าเป็นฉันบ้างก็ดีแค่นั้นเอง

ใบหน้าร้อนขึ้นจนรับรู้ได้เมื่อนึกถึงความคิดตัวเองเมื่อครู่ พอเห็นรอยยิ้มที่ถูกส่งมาเมื่อกี้เขายิ่งทำตัวไม่ถูก ได้แต่หวดไม้ไปมาเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึก

เผลอมองไปอีกจนได้ นี่เขาจะหาว่าฉันเป็นพวกโรคจิตไปแล้วหรือเปล่านะ

.

.

.

เพราะฉันทำได้แค่มอง

.

.

.

เคร้ง! ฟิ้ว–

ลูกเบสบอลที่ถูกขว้างมาจากพิทเชอร์ที่อยู่บนเนินนั้นกระทบกับไม้ที่ถูกหวดออกไปเสียงดังกึกก้อง มันลอยออกไปด้วยความเร็วระดับกลาง ลอยออกไปไกลจนน่าหวาดเสียวสำหรับพิทเชอร์ผู้ที่เป็นคนขว้าง แต่หนสุดท้าย…มันก็ออกจากเสาที่อยู่มุมสนามไป

“ฟาวล์”

“วิ้ว…อีกนิดเดียวแท้ๆ น่าเสียดาย”

ซานาดะผิวปากอย่างสบายอารมณ์ การหวดเมื่อครู่ทำให้สิ่งที่อยู่ในอกของเขาถูกระบายออกไปบ้างไม่มากก็น้อย

“โฮ่ยๆ เปิดมาก็เล่นงี้เลยเหรอ ออมมือให้หน่อยก็ได้นะ”

เป็นแคทเชอร์ที่อยู่ข้างๆเขาที่พูดขึ้นมา

“แหม ก็ฉันแทบไม่ได้เล่นเลยนิ เลยอยากทำให้เต็มที่สักหน่อย แล้วก็…”

ซานาดะไม่ลืมที่จะแอบหันไปมองทางดั๊กเอ้าท์…ที่นั่งของทีมตรงข้ามที่มีเขาคนนั้นอยู่

อ่า…มองมาจริงๆด้วย ครั้งนี้รู้สึกดียังไงไม่รู้แฮะ เมื่อกี้ฉันน่าจะดูดีอยู่นะ

“ซานาดะ! ไซน์ๆ หันมาดูทางนี้เว้ย”

“อ่ะ…”

ความดีใจเมื่อครู่ถูกหยุดลงเมื่อโค้ชของเขาตะโกนเสียงดังออกมาเพื่อเรียกสติเขา

“ฮ่าๆๆๆวันนี้ซานาดะซังดูเบลอๆนะ”

“สงสัยจะหิวนะ เมื่อกี้ก็กินกล้วยฉันใหญ่เลย คั๊กฮ่าๆๆ”

จากนั้นเสียงฮือฮาก็เริ่มขึ้นตามด้วยเสียงหัวเราะที่ดังมาจากดั๊กเอ้าท์ฝั่งเขา มันทำให้เขาอายมาก ทำได้แค่เพียงแกล้งหันไปหัวเราะแห้งๆให้กับเพื่อนๆและโค้ช

“แหะๆ อย่างนั้นแหละๆ โทษทีๆ”

สมาธิๆ

“ต้องระวังให้มากกว่านี้สินะ..”

เขาพึมพำระหว่างก้มหน้าพลางจับเฮลเมทให้ต่ำลงมาจากนั้นก็ไม่ลืมที่จะแอบเหล่มองคนที่อยู่อีกฝั่งว่ามีปฏิกิริยาเช่นไร

แล้วเขาก็เห็นว่าคนๆนั้นกำลังขำอยู่ในขณะที่มองมาทางเขา แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะรู้ว่าถูกมอง เขาจึงหยุดขำและกระแอมเบาๆพลางส่งท่าทางมือมาบอกประมาณว่า ‘มองไปข้างหน้า’

นัยน์ตาสีนิลเบิกกว้างเมื่อเห็นสิ่งเหล่านั้น เขาเริ่มทำตัวไม่ถูกเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายสนใจเขา แต่ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่เขาควรมีสมาธิกับการหวดลูก จะมามัวดีใจออกนอกหน้าจนเสียสมาธิคงไม่ใช่เรื่อง พอมองออกไปที่สกอร์บอร์ดมันก็ยิ่งทำให้เขารู้ว่าสิ่งตรงหน้านั้นสำคัญยิ่งกว่า

เขาสูดหายใจเข้าลึกที่สุดเท่าที่จำทำได้และปล่อยมันออกมา พร้อมกับเอาไม้เบสบอลที่ถืออยู่โขกกับเฮลเมทเบาๆ

“เอาล่ะ”

ในอีกไม่นานเกมนี่จะจบลง เมื่อเขาหวดลูกนี้ออกไปอีกไม่เกินสองอินนิ่งทุกอย่าง…จะจบลง ถึงแม้จะอยากมองให้นานกว่านี้…แต่ว่า ไม่ว่ายังไงการแข่งนี้ก็ต้องจบลง และเมื่อมันจบลง…

เรา…อาจจะไม่ได้เจอกันอีก

ก็นี่มัน…ปีสุดท้ายของเขาแล้ว ครั้งหน้าถึงเขาจะมาดูการแข่ง แต่ฉันคงจะมองไม่เห็นคนๆนั้นอีกแล้ว เพราะเขาคงอยู่ที่ไกลแสนไกล โชคดีก็คงแค่บังเอิญเห็นเขาบนแสตนที่มีผู้คนมากมายในการแข่งฤดูหน้า

มันจะไม่เหมือนช่วงปีที่ผ่านมา…ไม่เหมือนตอนนี้

ปุๆ!

เสียงตบมิทท์จากแคชเชอร์ด้านหลังเป็นสัญญาบอกว่าสิ้นสุดการส่งไซน์ พิชเชอร์ด้านหน้าของเขาตอนนี้กำลังจะขว้างลูกมายังเขา

ซานาดะเริ่มตั้งท่าและทำสมาธิเท่าที่จะทำได้เพื่อตีลูกนั้น

ยังไงมันก็ต้องจบ…มาเลย

.

.

.

 

“เฮ้อ….”

เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่มาจากคนที่กำลังพยายามหยุดอาการเหนื่อยหอบของตัวเอง ผ้าขนหนูที่เพิ่งได้รับมาพร้อมกับน้ำขวดนี่ช่วยให้เขาได้รู้สึกสบายตัวขึ้นบ้าง

“ซานาดะช่วงหลังเล่นใช้ได้นิ ก่อนหน้านี้หิวจริงๆสินะฮ่าๆๆๆ”

“อ่า สงสัยจะอย่างนั้น ได้กล้วยของไรจิช่วยชีวิตจริงๆแหละครับ”

ซานาดะที่เพิ่งเล่นปิดเกมไปตอบรับพลางยิ้มส่งไปแบบสบายๆ

ในอินนิ่งสุดท้ายเขาได้ลงสนามในฐานะเอซพิทเชอร์ ถูกส่งมาเพื่อป้องกันแต้มและเพื่อ…ปิดเกม

ยาคุชิเป็นฝ่ายชนะด้วยฝีมือของเอซที่เป็นทั้งแบ็ตเตอร์ตีลูกทำแต้มนำสุดท้ายและพิทเชอร์ผู้ป้องกันแต้มนั้น

แต่ทำไมกันนะ เขากลับไม่ได้รู้สึกดีใจอะไรมากมายนัก เพราะมันเป็นแค่เกมซ้อมแข่งเหรอ?

ไม่ใช่…เขารู้ดี ว่าเพราะอะไร

“ผมขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ”

“โอ้ แล้วรีบกลับมาล่ะ เดี๋ยวเราต้องรีบเดินทางไปที่โรงเรียนอื่นต่อนะ”

“รับทราบครับ”

ซานาดะหันไปบอกโค้ชของเขาทีกำลังยิ้มหน้าบานด้วยความภูมิใจกับชัยชนะก่อนจะเดินออกไปทางที่เขาคิดว่าน่าจะมีห้องน้ำอยู่

พอเดินไปเรื่อยๆมันก็ทำให้เขานึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมา ช่วงก่อนปิดเกมนั้นเขาเล่นได้ดีจริงๆ แต่เขากลับจำสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ดีนัก รู้ตัวอีกทีก็ทำสไตรค์เอ้าปิดเกมไปแล้ว แต่ว่า…มีสิ่งหนึ่งที่เขาจำได้ดี

สายตาของเขาที่มองมาที่ฉันตอนลูกสุดท้ายนั่น…มันหมายความว่ายังไง

เขาคิดไปด้วยเดินไปด้วยจนไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างจนกระทั้งเงาๆหนึ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา พอเงยหน้าไปเขาก็พบกับดวงตาสีทองคู่นั้นที่เขากำลังนึกถึง

“อ่ะ! เหวอ!”

เขาตกใจมากจนตัวนั้นผงะไปด้านหลังทำให้ร่างกายเริ่มเสียการทรงตัว แต่แล้วความรู้สึกวูบนั่นก็หยุดลงด้วยมือหนึ่งที่ยื่นมาจับที่ต้นแขนเขาไว้

“เป็นอะไรหรือเปล่า”

“…เอ่อ ไม่เป็นไรครับ”

สองสายตาสบกัน ทุกสิ่งหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ถ้าเขาจำไม่ผิดนี่น่าจะเป็นครั้งแรก…ครั้งแรกที่เขาได้เห็นคนๆนี้ใกล้ขนาดนี้

ร่างกายมันรู้สึกอ่อนยวบควบคุมไม่ได้…มือไม้มันอ่อนแรงไปหมด…แม้ว่าปากจะขยับบอกไปอย่างนั้นก็ตาม แต่ว่า…

ท…ทำยังไงดี จู่ๆก็มาเจอกันในที่แบบนี้ในจังหวะแบบนี้!

นัยน์ตาสีทองตรงหน้ายังคงจ้องมาที่เขาไม่วางตา เขาไม่สามารถละสายตาไปจากมันได้ ในใจก็คิดไปต่างๆนานา

นี่ฉันทำหน้าแปลกไปหรือเปล่านะ

ด้วยความไม่อยากจะแสดงท่าทีแปลกๆไปมากกว่านี้ เขาจึงตัดสินใจตั้งหลักและยืนขึ้นด้วยท่าทางมั่นคงก่อนจะรีบก้มหน้าเพื่อเป็นการหลบสายตานั้น

“ข…ขอบคุณครับ”

“ไม่เป็นอะไรแน่นะ”

เสียงทุ้มที่เอ่ยมานี่ช่างชัดเจน นุ่มลึก มันดังก้องอยู่ในโสตประสาท คงเพราะเป็นครั้งแรกที่ได้อยู่ใกล้ขนาดนี้ ที่ได้พูดคุยกันตรงนี้ มันทำให้รู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก

หัวใจนั้นเต้นรัวและดัง มันเต้นเร็วจนเขาสัมผัสได้

สงบใจหน่อยสิ

เขาสูดหายใจเข้าเบาๆก่อนจะตัดสินใจเงยหน้าขึ้นมาเพื่อแสดงทีท่าที่เขาคิดว่าน่าจะดูปกติที่สุด แต่แล้วเมื่อมองไปก็พบว่าเจ้าของดวงตาสีทองนั้นยังคงจ้องมองมาที่เขา และสีหน้านั้นมันบ่งบอกถึงความเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด

อ่า…ไม่ไหว

เขามองบนขึ้นไปและถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะมองออกไปทางอื่นแทน จากนั้นความเงียบก็เข้าครอบงำไปชั่วขณะก่อนที่เขาจะพูดออกมา

“ที่นี่ดีจังเลยนะครับ สนามก็ดี อุปกรณ์ก็ดี ผู้เล่นก็เยอะแยะ น่าอิจฉาจริงๆ”

ซานาดะพูดออกไปพลางมองไปรอบๆที่มีตึกโรงฝึกอินดอร์และอุปกรณ์ต่างๆวางอยู่

“…”

“ที่ยาคุชิน่ะแทบไม่มีอะไรเลย”

“แต่พวกคุณก็เป็นทีมที่เก่งและชนะมาหลายต่อหลายครั้ง”

“….”

อีกฝ่ายที่นิ่งเงียบมานานพูดขึ้น และประโยคนั้นก็ทำให้นัยน์ตาสีนิลที่เหม่อมองบางอย่างอยู่ตวัดกลับมามองหน้าอีกผ่ายอย่างลืมตัว

ยังคงมองตรงมา…ที่เขา

คนๆนี้…

“วันนี้เป็นเกมที่ดีมาก ขอบคุณที่มานะ สนุกมากเลยล่ะ”

“…สนุก”

รอยยิ้มที่คลีออกมาบางๆกับดวงตาสีทองที่ยังคงมองมาที่เขาอย่างซื่อตรงนั้น…เขาเหมือนถูกสะกดอยู่ เมื่อมองลึกลงไปก็พบว่าในดวงตานั้นมีเพียงภาพของเขาอยู่ เขาพูดอะไรม่ออก

คุณ…พูดออกมาอย่างนั้นด้วยสายตานั้นได้อย่างไร

.”อึก…คุณน่ะ..”

“หืม?”

“คุณไม่ได้ลงเล่น ทำไมถึงบอกว่าสนุกล่ะครับ”

“…..”

เขาทำใจกล้าพูดออกไปในที่สุด… ใช่แล้ว ผู้เล่น…ที่เคยได้เล่นเบสบอลบนสนามแต่ตอนนี้กลับต้องเป็นผู้ดูน่ะ มันจะสนุกได้ยังไง

“ขอโทษนะครับที่พูดอะไรแปลกๆออกไป”

“หึๆ…ขอบคุณนะ”

“เอ๊ะ…”

ซานาดะแปลกใจที่ได้ยินคำนี้ออกมาจากอีกคน เขาที่รู้สึกอึกอัดในตอนแรกแทบจะกลืนสิ่งเหล่านั้นลงไปอย่างไม่รู้ตัว

“สนุกสิ แค่นี้ก็สนุกได้ ได้ดูการแข่งของพวกพ้อง ได้มีส่วนช่วย…”

“…..?”

“ได้เจอคู่แข่งอย่างทีมของนายและได้พบกับนาย…ซานาดะ”

“…..”

ทุกสิ่งรอบตัวเหมือนถูกหยุดไว้ เขาไม่สามารถรับรู้อะไรได้อีกต่อไปนอกจากภาพของคนตรงหน้าและเสียงที่ยังคงดังก้องอยู่ในหู กระทั้งหัวใจที่เพิ่งจะสงบลงนี่ก็แทบจะถูกสั่งให้หยุดตาม…ก่อนที่มัน…จะกลับมาเต้นใหม่ เต้นตามความรู้สึกแปลกใหม่ที่ก่อตัวขึ้น

“คุณ…”

“เรียกว่าคริสเถอะนะ”

พอยิ่งได้ยินสิ่งที่พูดมานั้น อุณหภูมิในร่างกายก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ จนรู้สึกได้ถึงความร้อนบนใบหน้านี่

ตอนนี้แม้อยากจะสั่งให้ปากของตัวเองขยับ พูดะไรบ้างอย่าง…ก็ทำไม่ได้

ทำอะไรไม่ถูก สับสน บางอย่างมัน…อึดอัด

อยากจะระบายมันออกมา

อีกฝ่ายดูจะเริ่มสัมผัสบางอย่างได้ แต่เขาเพียงแค่ยิ้มบางๆออกมาก่อนจะพูดต่อเพื่อทำลายความเงียบนี่

“….นายน่ะเป็นพิทเชอร์ที่ดี ในอนาคตจะต้องเก่งกว่านี้แน่นอน”

“….”

“พยายามเข้านะ”

เมื่อพูดจบเขาก็หลุบตาลงไปเหมือนพยายามเรียบเรียงคำพูดบางอย่างทีจะพูดต่อไป แต่สุดท้ายเขาก็เพียงแค่เงยหน้าขึ้น ใช้ดวงตาสีทองนั้นมองตรงมาทางเขาและ…ยิ้ม ยิ้มให้อีกครั้ง

เป็นรอยยิ้ม…ที่คุ้นเคย

ที่เคยเห็นมาหลายครั้ง

รอยยิ้มที่มักจะเผยออกมาเมื่อมองมาทางเขา

“….”

ซานาดะทำได้เพียงแค่จ้องมองใบหน้าของบุคคลตรงหน้า มันเหมือนกับว่าเขาจะต้องพยายามบันทึกภาพใบหน้าของคนๆนี้ ใบหน้านี้ที่อยู่ตรงหน้าของเขา เก็บมันไว้…เพราะมันอาจจะ…

เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่จะได้เห็นมัน

คริสยื่นมือมาตบบ่าเขาเบาๆและ…เริ่มเดินออกไป

แต่ปากนั้นมันขยับ… พูดบางอย่าง

‘จะคอยดูนะ’

มันเป็นคำทิ้งท้ายที่ทำให้เขาแทบจะหันไปในทันที

แต่แผ่นหลังกว้างนั้น เจ้าของคำพูดนั้นกำลังไกลออกไป ออกไป…

มือของเขายกขึ้นเอื้อมออกไป

เดี๋ยวสิ…อย่าเพิ่ง

แต่แล้วก็หยุดชะงักลงเมื่อพบว่ามีคนหลายคนกำลังเดินมาทางนี้

อ่า…หมดเวลาแล้วจริงๆสินะ

มือนั่นลดลงไป… ร่างสูงยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

ไม่ได้…ยังทำอะไรไม่ได้

สุดท้ายฉันก็ไม่ได้ทำอะไรเลย…ได้แค่มองอีกแล้วเหรอ

“ค…คริสซัง”

เขาพึมพำออกมาเบาๆอย่างลืมตัว แต่กระนั้น…เหมือนทุกครั้ง เมื่อเขาพยายามมองออกไปหาคนๆนั้ัน เรียกหาคนๆนั้น

เขา…มักจะหันมามองเสมอ

“….”

แผ่นหลังนั้นหยุดลงก่อนที่ใบหน้าคมนั้นจะหันมามองเขา

ซานาดะไม่คาดคิดว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น แต่ว่า…

เขายังมองอยู่…ยังอยู่

เพราะงั้น…

พูดออกไปสิ สักอย่าง!

“ค…คริส…ซัง”

“….!”

อีกฝ่ายมีทีท่าตื่นไม่น้อยเมื่อได้ยินอีกคนเรียกชื่อ

ก็…มันเป็นครั้งแรกเลยนิ ที่เขาได้ยินคำนั้น ชื่อของเขาจากปากคนนั้น

ทั้งสองจ้องมองกัน ไม่มีคำพูดใดๆเล็ดลอดออกมา

ฉันต้องพูดยังไง ต้องบอกออกไปยังไง

อยากให้รู้ แต่ก็…ไม่อยากรู้เช่นกัน

…..อยากจะมีเวลามากกว่านี้ เวลาที่จะทำให้ใกล้กันกว่านี้

เมื่อคิดถึงตรงนี้เขาก็ตัดสินใจได้ว่าควรจะพูดอะไรออกไป

หวังว่ามันจะไปถึงเขา…สิ่งที่ฉันอยากจะบอก

“คริสซัง…ไว้เจอกันใหม่นะครับ”

นัยน์ตาสีนิลนั้นจ้องมองไปที่บุคคลตรงหน้าโดยไม่มีทีท่าประหม่าหรือสับสนเหมือนทุกครั้ง มันดูมุ่งมั่นและแฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง ทำให้คำพูดนี่ที่เป็นเพียงประโยคบอกลาสั้นๆดูมีความหมาย…มากกว่านั้น

“….อ่า ไว้เจอกันใหม่นะ”

คงพูดได้แค่นี้สินะ แต่ว่า…

เราคงเข้าใจกันดี…ว่ามันหมายความว่าอย่างไร

ทั้งสองยิ้มให้กันจากนั้นก็เดินออกไปคนละทางโดยไม่ได้หันหลังกลับมาองอีกฝ่ายอีก

.

.

.

 

ความอึดอันนั้น…ฉันรู้อยู่แล้วล่ะว่ามันคืออะไร…

แต่ฉัน…มันยังไม่ถึงเวลา

นี่มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้น…ไม่ใช่จุดจบ

สักวันหนึ่ง…ผมจะพยายามให้มากกว่านี้

ไม่ใช่แค่มอง

แต่…ต่อๆไป…ผมจะต้องได้เข้าไปใกล้มากกว่านี้

…ข้างๆคุณ

รอก่อนนะ…คริสซัง

**The End**

*โอบี O.B. = ศิษย์เก่าหรือนักกีฬารุ่นพี่ที่ออกไปแล้ว
*ดั๊กเอ้าท์ Dug out = ที่พักผู้เล่นแต่ละฝั่ง
*พินซ์ฮิตเตอร์ Pinch Hitter = แบ๊ตเตอร์สำรองผู้ออกมาทำหน้าที่ฉุกเฉินตามแผนที่พลิกแพลงไปตามเกม

————————-

วันนี้มาอย่างเมาๆ ตอนนี้หัวข้อมูลโอเวอร์โหลดมาก ช่วงนี้ก็นอนไม่พอแต่โทษงานไม่ได้เพราะดันเอาเวลาที่ควรทำงานมาแต่งฟิค…//โดนโบก วันนี้เพิ่งมีสอบไป อ่านจนแทบไม่ได้นอน กลับบ้านมาก็มาแต่งเรื่องนี้ต่อซึ่งเป็นเรื่องที่แต่งค้างไว้ แลดูฟิตมาก555 คู่แรร์หน่อยนะคับ อยากลองแต่งมานานแล้ว ที่จริงมันควรสั้นและให้อารมณ์คราสสิก(?)กว่านี้หน่อย ประมาณคู่ฟุรุจุนที่แต่งไป แต่ไปๆมาๆไหงออกมาเป็นเรื่องสั้นโชโจวขนาดนี้ได้ไงก็ไม่รู้
คู่นี้เป็นคู่ที่ต้องมโนหนักหน่อยนะคับ555 แต่เชื่อเราเถอะอร่อยคุ้มค่าแน่นอน อุอิๆ มาเปิดโลกใหม่กันเถอะ วิ้ววว
อันนี้เราเลือกความรู้สึกสนใจในตัวพี่คริสของซานาดะมา ซึ่งจริงๆมีป่าวไม่รู้นะ555 อันนี้แต่งจบบอกตามตรงยังไม่มั่นจเลยว่าเป็นคริสซานะหรือซานะคริส…เอาเถอะ
ช่วงขอติ่งนิด…ทั้งสองเป็นหนุ่มหล่อที่ไม่น่ามานั่งอยู่ในดั๊กเอ้าท์เลยยย (เกี่ยวไหม) มีความคล้ายกันตรงที่เป็นเหนือเมน หนุ่มหล่อบทจืดแต่อิมแพ็คแรงมาก! เป็นเมนเหมือนเมนไร้ผู้เข้าชิงจริงจัง เชื่อว่าหลายคนต้องเข้าใจตรงกัน555
ช่วงนี้ต่อไปจะเริ่มลองงานออริล่ะ ฟิคก็เรื่อยๆ ช่วงนี้คงบ่อยหน่อยเพราะยังฟิตอยู่ ยังไงก็ขอฝากตัวกับคนที่อ่านด้วย…ถ้ามี; v ; บางทีก็อยากได้กำลังใจบ้าง…
เช่นเคย พบคำผิดแจ้งได้ ติชมได้ ขอบคุณมากค้าบ

 

3

[Short Fic Daiya no A] Nowhere : Misawa

*รีไรท์ 01/01/18

Nowhere : Misawa

 

ผ่านไปนานเท่าไหนแล้วนะ กี่วัน กี่สัปดาห์ กี่เดือน…

แต่…จะไปสนมันทำไมกัน

ยังไงซะ ทุกวันมันก็เหมือนกันนินะ

ว่าไหม ?

ตอนนี้ฉันต้องทำอะไรกัน…   

.

.

.

         ดวงตาสีน้ำตาลไล่ดูแผ่นกระดาษที่แปะไว้บนกำแพงในห้องสี่เหลี่ยมด้วยใจที่จดจ่อ
         “ไหนดูสิ วันนี้จะไปไหนบ้าง”
         เขาค่อย ๆ ไล่อ่านรายการชื่อสถานที่ต่าง ๆ ที่ถูกเขียนไว้ด้วยลายมือหวัด ๆ บางตัวอักษรก็ดูจะเขียนผิดจนน่าขำ แต่มันก็เป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่ทำให้ยิ้มออก
         “ร้านเครปที่สวนสาธารณะ ร้านหนังสือ? …ฮ่า ๆๆ เป็นสาวน้อยหรือไงนะ”
         เขาหัวเราะออกมาอีกครั้งเมื่อนึกถึงภาพใบหน้าเจ้าของลายมือนี่ จากนั้นจึงค่อย ๆ สงบใจและอ่านต่อไป
        “อือ…แล้วก็ แบตติ้งเซ็นเตอร์ และ…เซย์โด เหรอ”
        เมื่ออ่านถึงตรงนี้เสียงทุ้มกลับเริ่มแผ่วเบาลง นัยน์ตาวูบไหวตามอารมณ์ที่เริ่มแปรเปลี่ยนไป จากที่สายตานั่นดูตื่นเต้นและสนุกไปกับการอ่านแผ่นกระดาษตรงหน้าบัดนี้มันกลับดูเศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัด แต่แล้วเพียงชั่วครู่รอยยิ้มบางก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง
        “หึ…น่าคิดถึงนะ นายว่าไหม”

  เอ้าไปกันเถอะ…

 ไปทุก ๆ ที่ ไม่ว่าจะที่ไหน เมื่อไหร่ก็ตาม…

ที่ของเราสองคน

.

.

.

         วันนี้เป็นวันที่อากาศดีวันหนึ่ง แสงแดดอ่อน ๆ อันอบอุ่นในยามเช้า ม่านเมฆที่ลอยสูงโดยมีนกสยายปีกบินไปมาเป็นลวดลายที่ดูสบายตา และต้นไม้ใบหญ้ารอบด้านที่ไหวไปตามลมเอื่อย ๆ มันช่างเป็นวันที่เหมาะแก่การออกมาทำกิจกรรมข้างนอก
         รอบตัวตอนนี้มีผู้คนมากมายผิดกับบรรยากาศความสงบนี่ มีทั้งที่มาเป็นกลุ่มเพื่อน ครอบครัว และคนรัก แต่เนื่องจากพื้นที่ที่ใหญ่พอสมควรจึงไม่ได้ทำให้รู้สึกแออัดอะไร แต่ม้านั่งเกือบทุกตัวในสวนสาธารณะแห่งนี้กลับถูกจับจองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โชคดีที่เมื่อครู่มีคู่หนุ่มสาวเพิ่งลุกไปเขาจึงได้ที่นั่งนี้มาครอง
        “หวานแต่ก็พอใช้ได้”
        ชายหนุ่มกล่าวออกมาหลังจากได้ลองลิ้มรสเครปที่เขาเพิ่งได้มาจากร้านเครปขึ้นชื่อที่อยู่ในสวนสาธารณะแห่งนี้
        “ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ นะว่าทำไมชอบกินของอย่างนี้กัน”
        เขาบ่นไปพลางกินไปพลาง ไม่ได้ใส่ใจของหวานที่อยู่ในมือนัก ตาคมใต้กรอบแว่นเพียงทอดมองออกไปยังผืนน้ำอันกว้างใหญ่ด้านหน้า
        “ฉันเพิ่งรู้ว่านายมาร้านนี้บ่อยจนเจ้าของร้านจำได้ เขาพูดถึงนายด้วยนะ ไม่รู้ว่าเขารู้ได้ไงว่าเรารู้จักกัน นายคงไปเล่าอะไรให้เขาฟังล่ะสิ”
        เขายิ้มบางออกมาก่อนจะหันไปมองด้านข้าง
        “พูดตามตรงฉันแทบไม่ค่อยกินของอย่างนี้สักเท่าไหร่ ขอบคุณที่สั่งทิ้งไว้ให้นะฮ่า ๆๆ ไม่อย่างนั้นฉันคงสั่งไม่เป็นเหมือนกัน”
        เจ้าตัวหัวเราะออกมาท่าทางมีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่ แต่ว่า…ใบหน้าของเขากลับไม่ได้ดูมีความสุขเหมือนเสียงหัวเราะนั้นเลย

เพราะข้าง ๆ นั้น…

         “ยังไงมันก็หวานไปสำหรับฉันล่ะนะ… ถ้ามีนายช่วยกินก็คงดี”
         ดวงตาสีน้ำตาลที่ทอประกายแข่งกับพื้นน้ำที่กระทบแสงแดดดูหม่นหมองลงในฉับพลัน เขาจ้องมองไปยังพื้นที่ด้านข้าง… แม้จะมีเสียงพูดคุยจากผู้คนรอบด้านที่อยู่ไม่ไกลนัก แต่เขากลับไม่ได้ยินอะไรเลย…ไม่มีเสียใด ๆ เล็ดลอดเข้ามาในโสตประสาทของเขา ประสาทสัมผัสทุกอย่างเหมือนถูกทำให้หยุดลงที่ละอย่าง แม้กระทั่งความหวานที่เคยอยู่บนปลายลิ้นนี่ก็ยังอันตธานหายไป สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือ…ภาพที่ฉายสะท้อนอยู่ในดวงตานี่
         ม้านั่งที่สามารถนั่งได้สองคน…สำหรับคนสองคน แต่พื้นที่ด้านข้างของเขา…
         มันว่างเปล่า…
         “ซาวามูระฉันควรทำอย่างไรกับเครปที่เหลือนี่ดี…”

ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้มีเราสองคน…ที่ม้านั่งนี้


‘มิยูกิ เครปที่สวนสาธาณะนั้นน่ะ อร่อยมากเลยนะ ไปกินด้วยกันเถอะ!’
‘ห๊า ไร้สาระน่ะ กะอีแค่เครป อีกอย่างฉันก็ไม่ค่อยชอบของหวานด้วย’
‘โธ่! แค่ใกล้ ๆ เอง เดี๋ยวฉันสั่งแบบพิเศษของนายให้ รับลองว่าต้องชอบแน่!’
‘ก็บอกว่าไม่เอาไง!’
‘ชิ แล้วนายจะเสียใจ!’ 

       

***********

 

         นาฬิกาบอกเวลาเที่ยงวัน ในเมืองตอนนี้เริ่มหนาแน่นเต็มไปด้วยผู้คน มองไปรอบ ๆ แล้วช่างรู้สึกอึดอัดนักเมื่อเทียบกับสวนสาธารณะเมื่อครู่ ผู้คนเดินกันขวักไข่วไม่สนใจรอบด้าน ทุกคนดูมีจุดหมายที่ตนเองตั้งใจจะไป และตัวเขาก็เช่นกัน
         “เอ…เลี้ยวซ้ายด้านหน้าแล้วเข้าซอยไป”
         และในที่สุดเขาก็มาถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้…ร้านหนังสือนั่นเอง
         ตัวเขานาน ๆ ครั้งจึงจะเข้าร้านหนังสือ ปกติถ้าจะอ่านอะไรก็จะไปยืมที่ห้องสมุดเสียมากกว่า นอกนั้นถ้าจะอ่านบ่อย ๆ คงเป็นนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับกีฬาที่สามารถหาได้ตามร้านทั่วไป แต่ครั้งนี้เขามาที่นี่เพราะต้องมาและต้องการบางสิ่ง…
        ฉันรู้หรอกน่ะว่าต้องไปตรงไหน
        เขาเดินเข้าไปในร้านหนังสือที่มีคนอยู่ไม่มากนัก เมื่อเดินเข้าไปก็พบว่าชั้นวางหนังสือนั้นถูกจัดเรียงอย่างมีระเบียบเรียบร้อยดี ป้ายที่ห้อยอยู่ด้านบนของแต่ละล็อคนั้นยิ่งช่วยให้จำแนกประเภทหนังสือได้ง่ายยิ่งขึ้น และเมื่อไล่สายตาไปเรื่อย ๆ ก็พบป้ายประเภทหนังสือที่ตามหา
        ‘หนังสือการ์ตูน’
        เมื่อเดินไปยังบริเวณที่ป้ายนั้นห้อยอยู่ก็จะสังเกตได้ว่ามีคนกำลังยืนกระจัดกระจายกันประปราย เขาเดินเข้าไปพลางหยิบหนังสือการ์ตูนเล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋า
        ‘ชิกะทสึวะคิมิโนะอุโสะ’
        หน้าปกนั้นเป็นรูปเด็กนักเรียนชายหญิงยืนคู่กัน เขาเพิ่งได้อ่านมันเมื่อไม่นานมานี้และเล่มนี้คือเล่มล่าสุดที่เขาเพิ่งอ่านจบไป มันคือเล่ม10 และเล่ม11คือเล่มจบ ก่อนหน้านี้เขาได้ยินมาจากหมอนั่นว่าเล่ม11นั้นมีแบบลิมิเต็ดอิดิชั่นด้วย…แต่ตอนนี้คงไม่มีเหลือแล้ว
         เขาต้องการเล่มนั้น…ใช่ มันหาไม่ได้แล้ว เพราะมาช้าเกินไป…
         เมื่อคิดถึงเรื่องนั้นขึ้นมาขาของเขาก็หยุดเดินโดยไม่รู้ตัว


‘นี่เรื่องนี้สนุกมากเลยนะ! มันซึ้งมากเลยล่ะ เล่นเอาฉันร้องไห้เลย’
         ‘ฉันก็เห็นนายร้องไห้กับทุกเรื่องที่อ่านไม่ใช่เหรอไง’
         ‘ก็เรื่องที่ฉันอ่านมันดีทุกเรื่องเลยนิ!’
         ‘…เหรอ แล้วเรื่องมันเป็นยังไงล่ะ ตอนจบได้คู่กันไหม’
         ‘โห…นายนิช่างถามคำถามที่ไม่มีศิลปะเอาซะเลย’
         ‘ห๊ะ…’
         ‘เล่มต่อไปเป็นเล่มจบล่ะ อยากรู้จังน้าว่าจะเป็นยังไงต่อ รู้สึกว่าจะมีแบบลิมิเต็ดอิดิชั่นด้วย…นี่! ไปซื้อด้วยกันหน่อยสิ!’
        ‘ไม่ล่ะ ฉันไม่มีเวลาว่างขนาดนั้นหรอกนะ’
        ‘…เชอะ’

 

         “คุณดูเศร้าจังนะคะ ชอบเรื่องนี้มากเลยเหรอคะ”
         “เอ๊ะ?”
         จู่ ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเรียกสติเขาที่ตกอยู่ในภวังค์ เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบว่าน่าจะเป็นหนึ่งในพนักงานของร้านหนังสือแห่งนี้
         “อ่า…เปล่าครับ แต่…เอ่อ คนรู้จั…”
         “….?”
         “คนรัก…เขาชอบนะครับ”
         “อ่อ…”
         เธอดูมีท่าทีผิดหวังนิดหน่อย คาดว่าคงเป็นหนึ่งในแฟนของเรื่องนี้ เขาตอบรับไม่ถูกจึงตัดสินใจเอ่ยถามออกไปเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
         “เอ่อถ้าไม่รังเกียจพอจะช่วยหาเล่ม11ของเรื่องนี้จะได้ไหมครับ ผมไม่ค่อยคุ้นชินสักเท่าไหร่”
         “อ่อได้สิค่ะ”
         เมื่อได้ยินเช่นนั้นเธอก็กลับมายิ้มสดใสและออกเดินไปทำตามหน้าที่ เพียงไม่กี่ก้าวเธอก็หยุดและหยิบหนังสือที่อยู่ใกล้ตัวเธอขึ้นมา จากนั้นจึงหันมาพร้อมกับส่งหนังสือการ์ตูนเล่มที่เขาตามหามาให้
         “นี่ค่ะ เล่มจบ”
         เล่มจบ…
         เขายื่นมือไปรับมา เมื่อได้ลองสังเกตดูอย่างละเอียดก็พบว่าหน้าปกนั้นเป็นรูปเด็กผู้หญิงผมยาวสีทองหน้าตาน่ารักคนหนึ่ง ตากลม…ยิ้มสดใส…
         เหมือนกัน…
         เขานั้นไม่รู้เช่นกันว่าทำไมถึงมาอ่านเรื่องนี้ ทำไมถึงหยิบมันออกมาจากกองหนังสือที่อยู่บนหัวเตียงของเจ้าของ ไม่ได้รู้สึกติดใจอะไรนัก แค่…อยากลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำ สิ่งที่คิดว่าถ้าลองทำ…ถ้าลองเข้าใจและใส่ใจก็อาจจะดีกว่า แม้มันจะเคยเป็นเรื่องสาระสำหรับเขาก็ตาม
         ชายหนุ่มคิดย้อนถึงฉากต่าง ๆ ในเรื่องนี้และความคิดความรู้สึกบางอย่างก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อได้เห็นภาพของนางเอก
         สดใส ร่าเริง คนที่เข้ามาเติมเต็มสีสันในชีวิตให้กับพระเอก
         เหมือนกันจริงๆ
         รอยยิ้มจาง ๆ เผยออกมา เขาจ้องมองหนังสือในมือไม่วางตาด้วยความรู้สึกที่หลายหลาย
         “ถ้าตอนนั้นเราได้อ่านด้วยกันก็คงดี…”
         “อะไรเหรอคะ”
         “เปล่าครับ”
         เขาตอบไปเช่นนั้นก่อนจะกล่าวขอบคุณและเดินไปจ่ายเงินที่เคาท์เตอร์
         “ได้มาแล้วนะ ถึงจะไม่ใช่เล่มลิมิเต็ดก็เถอะ”
         สายตายังคงจ้องมองหนังสือในมือที่ถูกห่อปกอย่างดีพลางคิดเรื่องต่าง ๆ นานาก่อนจะพึมพำออกมา
         “ตอนจบ…สินะ”
         เวลาผ่านไปสักพักเขาก็ละสายตาและมองไปที่นาฬิกาข้อมือเพื่อดูเวลา
         “วันนี้ยังอีกยาวไกลสินะ เวลามันผ่านไปช้านะว่าไหม”

 

ถ้าตอนนั้นฉันได้อ่านมัน…นายคงได้เล่มลิมิเต็ดนั้นสินะ…

เราคงได้มาด้วยกัน…และเวลา…คงผ่านไปเร็วกว่านี้

ว่าไหม…

 

         ***********

 

         เคร้ง!

         เสียงกระทบกันของไม้และลูกเบสบอลดังกึกก้อง ลูกสีขาวนั้นลอยออกไป ลอยสูงขึ้น พุ่งออกไปด้วยความแรงและเร็วก่อนมันจะหยุดลงเมื่อกระทบกับเป้าที่ถูกขึงกับตาข่ายไว้
         “Homerun!”
         นั้นคือสิ่งที่เขียนไว้ที่เป้าและเป็นคำที่ประกาศออกมาเมื่อลูกเบสบอลกระทบมัน
         “ไม่ต้องมีรันเนอร์ที่เบสสองฉันก็หวดได้ดีนะเห็นไหม”
         เจ้าของลูกหวดเมื่อครู่กล่าวขึ้นระหว่างมองตามลูกเบสบอลที่ลอยออกไป เขายิ้มอย่างมั่นใจออกมาเพื่อชื่นชมผลงานของตนเอง แต่ชื่นชมกับมันได้ไม่นานบอลลูกต่อไปก็พุ่งเข้ามาโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว
         “เหวอ!”
         ฟึบ! ตุบ!
         พลาด…
         เขาคงจะลืมไปว่าเครื่องส่งลูกนั้นไม่มานั่งรอแบ็ตเตอร์เตรียมตัว สุดท้ายลูกที่ถูกส่งมานี่เลยกลายเป็นลูกลมไป
         “คิกๆ ห่วยชะมัด”
         “….”
         เด็กชายที่เดินผ่านมาเห็นจังหวะนั้นพอดีพูดขึ้นและมองมาที่เขาด้วยท่าทางดูแคลนอย่างเห็นได้ชัด เขารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาจนต้องหันไปดู แต่แล้วก็พบว่าเป็นเจ้าเด็กขาประจำที่เขามาทีไรจะต้องเจอทุกที
         “นายนินะ…ทำไมชอบโผล่มาตอนที่ฉันไม่เท่ทุกที”
         “เห…พี่ชายเคยมีตอนที่เท่ด้วยเหรอ เห็นหวดพลาดทุกที ทั้ง ๆ ที่เวลาอยู่ในสนามก็พอจะตีได้แท้ ๆ”
         “ไอ้เด็กนี่…”
         “ฮี่ ๆ ว่าแต่วันนี้พี่ชายที่ชอบส่งเสียงโวยวายไม่มาเหรอ ช่วงนี้ไม่ได้เห็นหน้าเลย”
         เมื่อพูดถึงตรงนี้อารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่เมื่อครู่ก็ดับมอดลง เขาที่จ้องมองเด็กชายตรงหน้าอยู่ค่อย ๆ หลุบตาลงก่อนจะหันไปหยอดเหรียญใส่ตู้แทน เมื่อครู่นั้นเป็นลูกสุดท้ายของรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ เขาจำได้แค่ว่าพอมาถึงนี่ ไม่ใช่แค่เด็กนี่ เจ้าของแบ็ตติ้งเซ็นเตอร์และคนที่มาเล่นที่นี่ โดยเฉพาะพวกขาประจำนั้น ทุกคนล้วนแล้วแต่ถามถึงคนคนเดียวกัน…
         เป็นที่รักจังเลยนะ…
         แต่เขาไม่สามารถตอบคำถามนั้นได้…ได้แต่บ่ายเบี่ยง พยายามไม่แสดงความรู้สึกที่อัดอั่นอยู่และระบายความอึดอัดทั้งหมดใส่ลูกเบสบอลที่ถูกส่งออกมานับไม่ถ้วนนี่แทน
         “หมอนั้น…ไม่น่าจะมาทีนี่แล้วล่ะ”
         “เอ๊ะ…ทำไมล่ะ”
         “….”
         เคร้ง!
         “Homerun!”
         สิ้นเสียงประกาศนั่นและจากนั้นอีกหลายต่อหลายครั้งเพราะลูกที่ถูกหวดออกไปได้ถูกส่งไปยังจุด ๆ เดิมไม่มีพลาดแม้แต่ลูกเดียว มันจึงทำให้เด็กน้อยที่ยืนดูอยู่ถึงกับอึ่งหลุดปากชื่นชมเขาอย่างลืมตัว
         “โห สุดยอด”
         ตากลมนั้นจ้องมองมาที่เขาไม่วางตา เมื่อลูกสุดท้ายของรอบถูกหวดออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเขาก็วางไม้เบสบอลลงก่อนจะหันไปมองรอบ ๆ
         ตาข่าย พื้นปูน ลูกเบสบอล คนอื่น ๆ ที่กำลังหวดลูกเบสบอลที่กำลังพุ่งไปยังพวกเขา… บ้างก็แค่มาเล่นกับกลุ่มเพื่อน บ้างก็มาเพื่อออกกำลังกาย และอีกส่วนที่มาเพื่อฝึกซ้อมฝีมือของตนเอง ช่างเป็นบรรยากาศที่ทำให้อารมณ์ผ่อนคลายและรู้สึกคิดถึงอย่างบอกไม่ถูก แต่แล้วเมื่อทอดมองออกไปอีกด้านก็พบว่ามีเด็กหนุ่มคนหนึ่งในชุดนักเรียนที่คุ้นเคย…กำลังตั้งท่ารับลูกอย่างที่แปลกจากคนอื่น…
         ชุดนักเรียนนั้น…
         บั๊นท์…
         ซาวามูระ…


‘มิยูกิ! ตอนนี้ทุกคนเรียกฉันว่าบั๊นท์มาสเตอร์เชียวนะ!’
        ‘…มันน่าภาคภูมิใจขนาดนั้นเลย?’
        ‘ว่ะฮ่า ๆๆ …นั้นสิ งั้นฉันไปฝึกหวดลูกอย่างจริงจังบ้างดีกว่าแฮะ มิยูกิ! มาช่วยดูหน่อยสิ!’
        ‘เอ๋ ไม่เอาอ่ะ พรุ่งนี้ฉันต้องไปถ่ายรายการนะ’
        ‘โธ่ แค่แปบเดียวเอง นะ ๆๆ’
        ‘ไม่….’
        ‘…ชิ นั่นสินะ ให้คนที่ไม่มีรันเนอร์อยู่เบสสองก็หวดไม่ได้เรื่องสอนไปก็คงไม่ได้อะไร ไปเองก็ได้…’
        ‘ว่าไงนะ!’


               ดวงตาสีน้ำตาลที่จดจ้องไปทางเด็กหนุ่ม แม้จะมองออกไปทางนั้น แม้ภาพที่ฉายอยู่บนนัยน์ตาสีน้ำตาลจะเป็นภาพของเด็กหนุ่มคนนั้น แต่ภาพ…ที่อยู่ในใจของเขามีเพียงภาพของ…อีกคน
               คนที่เขารู้สึก…คิดถึง…
               คนึงหา…

มันเหมือนภาพที่ทับซ้อนกัน

         “นี่ๆ ไม่หวดต่อแล้วเหรอ จะกลับแล้วเหรอ แล้วพี่เขาจะมารับไหมอ่ะ”
         “หือ…”
         เสียงใสที่ดังมาจากด้านหลังเรียกสติเขาให้กลับมา
         “พี่?”
         “อือ พี่ชายขี้โวยวาย ปกติถ้าพี่ชายแว่นตามาคนเดียวพี่เขาจะมารับนิ แล้วก็จะซื้อไอติมมาฝากผมตลอดด้วย!”
         “……”
         นั้นสินะ…เกือบลืมไปแล้ว ครั้งสุดท้ายนั้นเมื่อไหร่กัน
         เขาหันมาจ้องมองเจ้าเด็กน้อยตรงหน้านิ่งก่อนจะมองผ่านตาข่ายที่กั้นออกไป มองออกไปทางประตูทางเข้าออกที่อยู่ด้านหน้านั้น หวังว่าใครคนนั้นที่พูดถึงจะมารับเขาเหมือนอย่างทุกทีตามที่เจ้าหนูนี่บอก แต่…
         “ไม่มาแล้วล่ะ…ไม่มีวันที่จะมารับแล้ว”  เสียงทุ้มนั้นเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา
         “เอ๋…”
         เด็กน้อยทำหน้าตาสงสัย ชายหนุ่มได้แต่ส่งยิ้มบางให้และมองดูด้วยความเอ็นดูก่อนจะเดินออกมาจากพื้นที่นั้นและมานั่งยอง ๆ เพื่อให้อยู่ระดับเดียวกันกับเจ้าเด็กน้อยที่รอเขาอยู่ด้านนอกตาข่ายกั้น
         “ฮ่า ๆๆ วันนี้ฉันต้องกลับเองน่ะ เพราะงั้นคงไม่มีคนซื้อไอติมมาให้นาย เอานี่ไปซื้อกินเองแล้วกันนะ”
         เขายื่นเหรียญห้าร้อยเยนใส่มือเด็กน้อยและลูบหัวเบา ๆ จากนั้นก็ลุกขึ้นและเดินออกไปทางประตูโดยไม่หันหลังกลับมาอีกเลย
         เด็กชายนั้นยังคงงุนงงกับท่าทีของคนที่โตกว่า เขาได้แต่มองแผ่นหลังนั้นที่ไกลออกไป เมื่อมองดูแล้ว…ทำไมกันนะ มันให้ความรู้สึกเหมือนกับว่า เขาคนนั้นกำลังจะเดินทางไปยังที่ ๆ ไกลแสนไกล…และอาจจะไม่กลับมาอีก
         “แล้วต่อจากนี้ผมจะเล่นกับใครล่ะ…”

 

         **********

 

         ท้องฟ้าสีครามเริ่มถูกบดบังด้วยกลุ่มก้อนเมฆสีเทาหม่น อากาศที่อบอุ่นในตอนแรกตั้งแต่ช่วงกลางวันอบอ้าวมากขึ้นเรื่อย ๆ ผิวกายเริ่มสัมผัสได้ถึงความชื้นในอากาศที่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป ทุกสิ่งรอบด้านทำให้รับรู้ได้ถึงการมาเยื่อนของสภาพอากาศที่ไม่น่ายินดีนัก
         ฝนกำลังจะตกสินะ
         ช่วงเดือนมิถุนายนนี้เป็นช่วงเริ่มต้นฤดูฝน แม้ช่วงเช้าอากาศจะดีมากก็ตามแต่สภาพอากาศนั้นย่อมเป็นไปตามฤดูกาลที่ผันแปร ร่างสูงยังคงก้าวเดินต่อไปไม่หวาดหวั่นต่อสภาพอากาศที่เริ่มเปลี่ยนแปลง และสถานที่ที่เขากำลังมุ่งไปคือ…สนามเบสบอลหลักของโรงเรียนเซย์โด
         โรงเรียนที่เขาทั้งสองคน…เคยเรียน เคยเล่นเบสบอล และเคยมีความทรงจำมากมายร่วมกัน…
         สถานที่ที่พบกัน…ครั้งแรก
         เมื่อมาถึงก็เป็นไปตามคาด สนามเบสบอลอันคุ้นเคยนั้นไร้ซึ่งผู้คน ตอนนี้เป็นเวลาเย็นพอควร เด็กนักเรียนคงกลับบ้านกันหมดแล้ว พวกชมรมเบสบอลคงถูกไล่ให้เข้าไปซ้อมในสนามในร่มเพราะฝนใกล้ตกเช่นกัน เป็นจังหวะที่ดีจริง ๆ รู้ดังนั้นเขาจึงเดินเข้าไปในสนามอย่าง่เกรงใจ มุ่งหน้าไป…ไปมี่จุดที่เขาเคยอยู่ พื้นที่ของเขา พื้นที่ที่อยู่ข้างหลังแบ็ตเตอร์บ๊อกซ์…
         ที่ของแคทเชอร์…


‘ฮ่า ๆ ฉันชอบนายแฮะ มาล้มจอมปีศาจนั้นด้วกันเถอะ’
‘ด้วยกัน!? นายน่ะอยู่ข้างเขาใช่ไหมล่ะ!’
‘หัดเรียนรู้ที่จะเชื่อใจคนอื่นหน่อยสิ’
‘หนวกหูน่ะ! เชื่อใจบ้าอะไร อย่ามาจับ!’
‘ฮ่า ๆๆ เอาเถอะ ว่าแต่…นายน่ะขว้างลูกแบบไหนกัน’
‘ห๊ะ…ฉันน่ะขว้างแต่ลูกฟาสท์บอลมาทั้งชีวิตนั่นแหละ’
‘…ถามจริง’
‘…..’
‘ฮ่า ๆๆ น่าสนใจเป็นบ้า รู้สึกคึกขึ้นมาแล้วสิ’
‘เฮ้ย! อย่ามาหัวเราะเยาะกันนะ!’


         สายตาอันมุ่งมั่น ความตื่นเต้นดีใจที่แสดงออกมา และรอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจนั้น ภาพของนายที่ยืนอยู่บนเนินตรงหน้า มือที่กำลังตั้งท่าจะขว้างบอลมาทางฉัน…ความเชื่อใจที่ถูกส่งมา ลูกที่ถูกส่งมาด้วยกำลังและความตั้งใจทั้งหมดที่นายมี…ลูกที่ส่งมายังมิตต์ของฉัน

ฉันยังจำได้ดี…
‘ไนซ์บอล…’

         เด็กหนุ่มคนนั้น…ที่เข้ามาแต่งแต้มสีสันให้กับชีวิตของฉัน
         ตั้งแต่วันแรกที่ได้พบกัน…ความรู้สึกนั้นฉันไม่เคยลืม
         เขาหยิบมิตต์แคทเชอร์ที่พกมา ใส่มัน และนั่งลงตรงนั้น ทอดมองออกไปยังเนินด้านหน้าที่ว่างเปล่าก่อนจะผุดยิ้มบางออกมา…ราวกับว่ากำลังเฝ้ามองใครบางคนอยู่
         ซาวามูระ…
         ขว้างมาสิ…ที่ตรงนี้…มิตต์ของฉัน
         ชายหนุ่มตบมิตต์ของตัวเองก่อนจะยื่นมันออกไปเหมือนส่งสัญญาณให้พิทเชอร์ขว้างบอกมาให้เขา นัยน์ตาสีน้ำตาลใต้กรอบแว่นยังคงจ้องมองไปที่เนินนั้น เนินที่ไม่มีใครผู้ใดยืนอยู่ เพื่อเฝ้ารอ…
         ขว้างมาสิ…
         ฉันอยู่ตรงนี้…นายน่ะต้องอยู่ตรงนั้น ตรงหน้าของฉัน
         …เหมือนทุกทีไง
         หากแต่แม้ใจจะเพรียกหาเพียงใด มันกลับไม่มีเสียงใดหรือสิ่งใดตอบกลับมา…ทุกสิ่งรอบตัวช่างเงียบสงบเกินไปจนน่าหงอยเหงา ตอนนี้สิ่งเดียวที่พอจะได้ยินหรือรับรู้มีเพียงเสียงของสายลมที่พัดผ่านมา เสียง…ของลม ที่เหมือนพยายามกระซิบบอกบางอย่างกับเขา

‘ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นแล้วล่ะ’

         ครู่หนึ่งผ่านไป เขาก็ตัดสินใจลุกขึ้นมา สายตาค่อย ๆ สาดส่องไปรอบสนามที่ว่างเปล่าก่อนจะมาหยุดอยู่ที่เนินที่เดิม ปากได้รูปเผยรอยยิ้มออกมาอีกครั้ง แต่มันไม่เหมือนรอยยิ้มแห่งความสุขที่แสดงออกมายามเมื่อได้นึกถึงเรื่องของอีกฝ่าย…
        ใช่แล้ว…ไม่มีใครอยู่ นาย…ไม่ได้อยู่ตรงนี้อีกแล้ว
         นัยน์ตานั้นสั่นระริกบ่งบอกถึงจิตใจที่เริ่มสั่นคลอน ดวงตาคู่นั้นมันดูสับสนและเศร้าสร้อยในเวลาเดียวกัน ชายหนุ่มเม้มปากแน่นก่อนจะก้มหน้าพร้อมหลับตาลง ราวกับพยายามข่มใจให้กลับมามั่นคงอีกครั้ง           เมื่อหลายนาทีผ่านไปเขาก็ตัดสินใจสูดหายใจเข้าลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นจึงค่อยผ่อนลมออกพร้อมเปล่งคำพูดที่อัดแน่นอยู่ในอกออกมาด้วยเสียงที่สั่นเครือไม่น้อย
         “ซาวามูระ…ไนซ์บอล”
         ยิ้มจางปรากฏขึ้นพร้อมสายตาที่ช้อนขึ้นมาและทอดมองออกไปยังเนินที่ยังคง…ว่างเปล่าเช่นเดิม

 

         **********

 

           หยดน้ำใสร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าสีเทาหยดแล้วหยดเล่า หากแต่มันคงไม่ได้เป็นอุปสรรค์ต่อเขาผู้ซึ่งอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าบนผิวกายเริ่มมีหยดน้ำน้อยใหญ่เกาะอยู่ เขายังคงก้าวเดินต่อไป ไปยังที่ต่าง ๆ จนมาหยุดอยู่ที่ทางเข้าหอพักนักกีฬาที่มีป้ายทางเข้าเด่นหลาเขียนว่า ‘เซชินเรียว’ เมื่อเห็นดังนั้นความรู้สึกคิดถึงก็ก่อตัวขึ้นมา ยิ่งลองเดินเข้าไปยิ่งทำให้หวนนึกถึงความทรงจำเก่า ๆ ในช่วงมัธยมปลายที่เคยอยู่ที่นี่ โรงอาหารที่ปกติจะเต็มไปด้วยนักกีฬาผู้หิวโหย ห้องประชุมที่มักจะเต็มไปด้วยบรรยากาศเคร่งเครียด และหอพัก…ที่ทางเดินยังคงมีทั้งเสื้อผ้าที่ตากอยู่ อุปกรณ์และเครื่องกีฬาต่าง ๆ ที่วางอย่างเป็นระเบียบบ้างไม่เป็นระเบียบบ้าง
        น่าคิดถึงจริง ๆ นั้นแหละ…
        เมื่อเดินต่อไปไม่นานนัก ขาที่ก้าวอยู่ก็หยุดโดยอัตโนมัติ มันหยุดลงอยู่ที่หน้าห้องห้องหนึ่ง ห้องหมายเลข 5…ห้องที่เคยเป็นของคนคนนั้น แม้ป้ายชื่อจะถูกเปลี่ยนไป แต่อย่างไรเลขห้องนี้…ห้องห้องนี้…ที่นี่…ก็เป็นที่ที่เขาุคุ้นชินและมาบ่อยจนร่างกายแทบจะจำทางเองได้ เพราะต้องเดินผ่านแทบทุกวัน บางครั้งก็ถือวิสาสะเข้าไปจนมักจะโดนเพื่อนสนิทที่เป็นหนึ่งในเจ้าของห้องบ่นบ่อย ๆ เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ก็แทบจะหลุดขำออกมา

 

‘มิยูกิเซมไป ถ้าคุราโมจิเซมไปกลับมาได้โดนฆ่าทั้งคู่แน่’
‘ไม่เป็นไรหรอกน่ะ ฉันไม่ได้ทำอะไรไม่ดีสักหน่อยแค่มานั่งเล่นเฉย ๆ เอง หมอนั้นก็แค่ทำตัวเป็นคุณแม่ขี้ปกป้องเกินเหตุ’
‘ก็เพราะอย่างนี้แหละ ถึงได้โดนไง…’
แอ๊ด ปัง!
‘เฮ้ย แอบย่องเข้ามาอีกแล้วเหรอวะ!’
‘แค่พูดถึงก็โผล่มาเลย…ตายยากชะมัด’
‘ว่าไงนะ!’
‘เหวอ!’

 

         สุดท้ายก็หลุดขำออกมาและยิ้มให้กับภาพเหตุการณ์ในอดีตเหล่านั้น
         ตอนนั้นพวกเรายังเด็กนัก พอคิดแล้วก็น่าอายเหมือนกันแฮะ
         แต่มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากที่สุดเท่าทีเขาจำได้… ซึ่งแตกต่างจากตอนนี้
         ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะที่ตัวเขากลายเป็นผู้ใหญ่ ความรู้สึกเขินอาย ความชอบ…ความรัก ที่เคยแสดงออกด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ นั้นมันกลายเป็นเรื่องไร้สาระ ความรู้สึกมันเปลี่ยนเป็นความ…เฉย เฉื่อยชา สิ่งที่เคยให้ความสำคัญ ก็มักจะเริ่มลืมเลือนไป ทุกสิ่งนี่…ตัวเขาที่เปลี่ยนไป…เขารู้ตัว ทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายพยายาม ทั้ง ๆ ที่เจ้าตัวยังคงเสมอต้นเสมอปลายไม่เคยเปลี่ยน  ทำไมกัน…ทำไมเขาถึงกลายเป็นเช่นนั้น
         งี่เง่าจริง ๆ
         หยดน้ำเย็นเฉียบหยดลงบนข้างแก้มของเขาเรียกสติให้กลับคืนมา เมื่อรู้ตัวอีกทีเขาก็มาหยุดอยู่ที่ตู้กดน้ำที่อยู่ไม่ไกลจากด้านหน้าหอนัก จากที่ชายหนุ่มลองสังเกต เขาไม่มั่นใจว่ามันถูกเปลี่ยนไปหรือไม่แต่อย่างไรเครื่องดื่มที่อยู่ในตู้นี้ก็ยังคงเป็นของเดิม ๆ ดวงตาสีน้ำตาลพินิจดูสักพักก่อนจะตัดสินใจเอาเหรียญออกมาหยอดใส่ช่องรับเหรียญ นิ้วเรียวกำลังจะกดปุ่มสำหรับเลือกกาแฟดำกระป๋องตรงหน้าเหมือนทุกครั้ง แต่แล้ว…เมื่อเลื่อนสายตาไปก็พบว่าข้าง ๆ นั้นมีน้ำพีชกระป๋องอยู่ มันเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคิดจะดื่ม แต่คงไม่ใช่กับครั้งนี้…
        ติ๊ด
        น้ำพีชกระป๋องตกลงมายังช่องรับของตามระบบของมัน
        “อยากรู้จริง ๆ ว่ามันอร่อยตรงไหน”
        เขาพูดพลางเดินไปนั่งลงบนม้านั่งข้าง ๆ ตู้ ตอนนี้อากาศเริ่มเย็นขึ้นเพราะฝนที่โปรยปรายลงมา แม้มันจะแค่ตกเป็นฝอยบาง ๆ แต่ก็ทำให้รู้สึกแฉะและหนาวเช่นกัน
        “อึก…อึก… เฮ้อ…กาแฟดำนี่แหละดีที่สุดจริง ๆ”
        หลังจากที่ลองดื่มดูเขาก็ลดมือลงจ้องมองกระป๋องน้ำพีชสีส้มที่อยู่ในมือก่อนภาพเหตุการณ์ที่ฝั่งลึกอยู่ในความทรงจำจะปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง


‘น้ำพีชอร่อยจะตาย! กาแฟดำน่ะขม ขมไป! แค่คิดจะดื่มก็แหยงแล้ว’
‘ฮ่า ๆๆ ยังไม่ลองดื่มดูจะรู้ได้ไง รสชาติผู้ใหญ่เลยน้า ไม่ลองหน่อยเหรอเจ้าเด็กน้อย’
‘ใครเด็กน้อย! ไหนเอามา! ฉันจะดื่มให้ดู’
‘เห…เอาจริงเหรอ แต่ว่านะ…มันหมดแล้วน่ะ ถ้าจะลอง..’
‘…?’
‘ก็มาลองจากรสที่ติดอยู่ที่ปากฉันนี่สิ’
‘….ว…ว่าอะไรนะ’
‘ฮ่า ๆๆ ล้อเล่–’
‘…..’

 

         ใบหน้าที่ขึ้นสีแดงระเรื่อนั้น ความเงียบที่หาได้ยากจากเจ้าหนูขี้โวยวายนี่ สายตาที่มักจะซื่อตรงและมองมาอย่างไม่เกรงกลัวมันกลับดูไม่มั่นคง…สั่นคลอน มันมีความรู้สึก…บางอย่าง
         และวันนั้น…ก็เป็นวันแรกที่ฉันได้รับรู้ถึงสิ่งผิดปกติจากการกระทำของนาย และทำให้ฉันรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของความรู้สึกของฉัน…ที่มีต่อนาย ณ ที่ตรงนี้ ที่นี่ ที่เรามาเจอกันโดยบังเอิญและด้วยความตั้งใจ…นับครั้งไม่ถ้วน

 

‘มิยกิเซมไป…คือว่า’
‘ซาวามูระ?’
‘ช…ชอบนะ’
‘ว่าอะไรนะ?’
‘ช…ชอ…ช่างมันเถอะ!’
‘….’
‘ขอตัวก่อ—’
‘เดี๋ยวซาวามูระ’
‘…!’

 

         เรื่องตอนนั้นเป็นสิ่งเดียวเท่าที่ฉันจำได้…ที่ฉันรู้สึกว่าดีจริง ๆ ที่ได้ทำมัน ดีจริง ๆ…ที่คว้านายเอาไว้และได้พูดออกไป

‘…ฉัน…ก็ชอบนาย’
          ‘มิยูกิเซมไป…’

          ไม่รีรอ…ไม่เฉื่อยชา…ไม่ปล่อยให้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าผ่านหายไป…
          อยากจะขอบคุณฉันในตอนนั้นจริง ๆ

แต่ตอนนี้…

          ช่วงเวลาที่ได้พบกับนายที่นี่นั้นมันเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่ผ่านไปไวนัก แม้ว่าจากนั้นเราจะยังคงอยู่เคียงข้างกัน ยังมีความสุขที่ได้อยู่ด้วยกัน แต่สุดท้าย…
ฉันก็เป็นคนทำลายมันลงด้วยน้ำมือของฉันเอง…

เพราะฉัน…      

         ฉันมัวแต่ให้ความสำคัญกับเรื่องของตัวเองจนลืมคนที่อยู่ข้างฉัน…ลืมความสุขที่เคยมีอยู่นี่ เพราะมัวแต่คิดว่าไม่ว่ายังไงที่ตรงนั้นก็จะมีนายอยู่ ไม่ว่าจะไปที่ไหน ไม่ว่าจะทำอะไร เมื่อกลับมาก็จะพบนายที่รอฉันอยู่…
         ฉันมัวแต่หลงระเริง…หลงผิดกับคำว่ารักของนาย ใช้คำ ๆ นั้นเป็นหลักประกัน
         จนสุดท้าย…

มิยูกิ ตอนนี้นายอยู่ที่ไหน’
‘ห๊ะ กำลังเข้าแถลงข่าวเกมนัดถัดไปที่จะแข่งกับทีมจากเกาหลีน่ะ’
‘…..…’
‘อะไร…ฉันยุ่งอยู่นะ มีอะไรก็ว่ามา’
‘…นายใจเย็น ๆ นะ’
‘ฮ่า ๆๆ นี่จะหลอกอะไรฉันเล่นอีกล่ะสิ เอ้ามีอะไรก็ว่ามา’
‘ซาวามูระ หมอนั้น…’
‘………’

 

         ตอนนั้นราวกับเวลาถูกหยุดเอาไว้ ขาที่ยืนอยู่อ่อนยวบลง ตัวเขาเหมือนถูกดึงให้ดำดิ่งลงไปสู้ใต้ทะเลลึกที่ไร้ซึ่งแสงและเสียง ภาพตรงหน้าดูเบลอมัวก่อนจะมืดดำหายไป เสียงรบกวนรอบด้านมากมายที่มีอยู่ตอนตนนั้นมสลายหายไปเหมือนไม่เคยมีอยู่ แต่สิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่นั้นยังคงก้องอยู่ในหัว…
         ล้อเล่นใช่ไหม

         หมอนั่น…ระหว่างไปค่ายเก็บตัว ตอนนั้นฝนตกหนักมาก แม่น้ำไหลเชี่ยวและมีเด็กในค่ายกำลังจมน้ำ ทุกคนห้ามหมอนั่นแล้วแต่มันก็ไม่ฟังจนกระโดดลงไปช่วย แม้ว่าเด็กนั่นจะรอดอย่างปาฏิหาริย์แต่ซาวามูระ…’
         ‘…….’
         ‘มิยูกิตอนนี้พวกฉันอยู่ที่โรงพยาบาล…นาย..จะมาใช่ไหม’
         ‘….คุราโมจิ ฮ่า ๆๆ ล้อเล่นใช่ไหม เหมือนจริงไปนะเนี่ย’
         ‘นี่เป็นครั้งสุดท้าย…ที่นายจะได้เห็นหน้าหมอนั้นนะ’
         ‘คุราโมจิ…’
         ‘มาเถอะนะ…หมอนั้นรอนายอยู่’
         ตูด ตูด ตูด….

         จากนั้นก็รับรู้แค่ว่าร่างกายมันขยับไปเอง ถูกสั่งให้วิ่งออกไป…แล้วทุกอย่างก็วูบดับ มืดหม่น…ไม่สามารถรับรู้หรือสัมผัสอะไรได้อีกต่อไป รู้ตัวอีกทีเขาก็มาถึงโรงพยาบาลที่อยู่อีกเมือง ภาพที่เห็นนั้น…มันเหมือนฝันร้ายที่เขาไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น
         สิ่งที่ทำได้มีเพียง…เดินเข้าไปหา

‘…โฮ่ย ซาวามูระ จะนอนไปถึงเมื่อไหร่ ตื่นขึ้นมาสิ ล้อเล่นอย่างนี้มันออกจะแรงไปนะ’
‘…….’
‘โฮ่ย…’

         รอยยิ้มขี้เล่นบนใบหน้าที่มีอยู่ตลอดนั้นเริ่มหายไป มือหนาอันสั่นเทายื่นไปจับกุมมือของอีกฝ่ายที่นอนแน่นิ่งอยู่ มันเย็น…เย็นเกินไป…

          ‘ซาวามูระ…’

         นัยน์ตาร้อนผ่าว ร่างกายรู้สึกหนักอึ้ง คำพูดที่เหลือที่อยากกล่าวออกมาจุกอยู่ที่คอ ความรู้สึกนึกคิดทุกอย่างพลันหยุดลง

          ‘ตื่นขึ้นมา…สิ’

         เสียงอันสั่นเครือที่เอ่ยออกมาช่างดูเว้าวอน… และนั้นคือสิ่งสุดท้ายที่เขาจำได้จากนั้นภาพทุกอย่างก็แตกร้าวราวกับกระจกที่ถูกทำลายกลายเป็นเสี่ยง ๆ

   ฉันควรจะทำอย่างไรต่อดี…

         ไม่มีแม้แต่น้ำตาที่ควรไหลออกมา…
         ไม่มีคำพูดใด ๆ ที่สามารถหลุดลอดออกมาจากปากนี้ได้…
         ได้แค่เข้าไปสัมผัส มองดูเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ร่างนั้นจะหายไป…

ผ่านมากี่วัน กี่สัปดาห์ กี่เดือนกัน…

 

         “ฉันมัน…”
         หยดน้ำใสไหลรินออกมาอย่างไม่สามารถควบคุมได้ ปากได้รูปเม้มแน่นเพื่อไม่ให้มีเสียงสะอื้นเล็ดลอดออกมา พยายาม…อดกลั้นอย่างที่สุด…แต่ก็ทำไม่ได้
         “ฮึก…ฉัน…มัวทำอะไรอยู่”
         ราวกับความอัดอั้น ความรู้สึกต่าง ๆ ที่อัดแน่นอยู่ข้างในค่อย ๆ เอ่อล้นทะลักออกมา ปากนั้นสั่นเทา แม้จะมีหลายคำพูด หลายประโยคที่อยากเอ่ยออกไป แต่…

เพราะรู้ว่าพูดออกไปก็คงไม่ได้อะไร…

คนที่อยากให้ฟัง…ไม่ได้อยู่ตรงนี้อีกแล้ว

        ‘มิยูกิ’
        “…..”
        เอ๋?
        ‘มิยูกิ’
         จู่ ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในระหว่างที่เขาตกอยู่ในภวังค์ ใครบางคนกำลังร้องเรียกชื่อของเขา…เขาไม่มั่นใจนักว่าตนหูฝาดไปหรือไม่  เพราะเสียงนั้น…เป็นเสียงคุ้นหูที่เขาไม่น่าจะได้ยินมันอีกในชีวิต….
         “…ซาวามูระ”
         กระป๋องน้ำในมือร่วงหล่นลงกระทบพื้นปูนจนน้ำสีส้มหม่นกระจายไปทั่ว เจ้าของมือหนาที่กำลังอ่อนแรงยังคงนั่งนิ่งไม่สนใจของเหลวที่เจิ่งนองพื้น คิ้วได้รูปขมวดเข้าหากันก่อนตาคมจะกวาดมองไปโดยรอบ
         จากไหนกัน
         หูฝาดเหรอ…
         ‘มิยูกิเซมไป’
         “ห๊ะ….ซาวามูระ! นายอยู่ที่นี่อย่างนั้นเหรอ”
         เขาลุกพรวดขึ้นมา ออกวิ่งไปด้านหน้า ไปยังที่ที่คาดว่าจะเป็นต้นตอของเสียงนั่น แต่เมื่อตะโกนถามออกไปมันกลับไม่มีเสียงตอบกลับใด ๆ
         บรรยากาศเริ่มหนาวเย็นขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับฝนที่ยังคงโปรยปรายลงมา หยดน้ำที่สาดลงผิวกร้านนี่ควรจะทำให้เขารู้สึกหนาวจับใจ แต่ว่า…ตอนนี้เขากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น ไม่รับรู้อะไรเลย
         “ซาวามูระ”
         เสียงทุ้มเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา ตาเรียวใต้กรอบแว่นมองออกไปรอบด้านอีกครั้งเพื่อค้นหาเจ้าของเสียง แต่สิ่งที่พบเห็นมีเพียงพื้นที่โล่งและท้องฟ้าสีเทาที่มีหยดน้ำใสร่วงหล่นลงมา
         ตรงนี้มัน…ทีนี่…ที่ไหน
         ‘มิยูกิ’
         “….!”
         ก่อนที่จะได้สงสัยอะไรต่อ เสียงนั้นก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้เขาลืมทุกอย่างไป
         “ซาวามูระ! นายอยู่ที่นี่งั้นเหรอ เฮ้! ออกมาสิ”
        จะเป็นอะไรก็ช่าง อะไรจะเกิดขึ้นก็ช่างมัน ถ้านั่นเป็นนายล่ะก็…
        ‘มิ…’
        “โฮ่ย!”
        เสียงนั้นขาดช่วงไป เขาพยายามเงี่ยหูฟัง พยายามมองหา วิ่ง…และวิ่ง ตะโกนออกไปเพื่อตามหาคนที่เขากำลังโหยหา
        แต่ว่า…ไม่เจอ
        “ซา…วามูระ”
         สักพักแล้วที่ไม่มีเสียงตอบกลับใด ๆ เสียงที่เอ่ยออกมาเพื่อเรียกหาอีกฝ่ายเริ่มแผ่วเบาลงตามกำลังที่เหลืออยู่ จนสุดท้ายเป็นเขาเองที่ทรุดลงไปกับพื้นเพราะขาที่อ่อนกำลังลง
         ทำไมล่ะ…มันยังไงกันแน่ ถ้าเป็นนายล่ะก็…ช่วยออกมาหาฉันที
         ขอแค่ครั้งเดียว ครั้งสุดท้ายก็ยังดี
         ขอให้ฉันได้พบนาย…ได้พูดในสิ่งที่ยังไม่ได้พูด
         ร่างสูงที่ไร้ซึ่งกำลังคุกเข่าลงกับพื้นดินที่แฉะ รอบด้านมีเพียงแอ่งน้ำเล็ก ๆ และฝนที่ยังคงโปรยปรายไม่มีเค้าว่าจะหยุด… แต่ว่าตอนนี้ แม้แต่เสียงของฝนที่ยังคงตกลงมาไม่หยุดนี่เขาก็ยังไม่ได้ยิน เช่นเดียวกับเสียงทีเรียกชื่อเขา เขามองภาพของตนที่ไม่ชัดนักที่สะท้อนอยู่บนพื้นน้ำด้านหน้า ได้แต่มองตัวเองในนั้นก่อนจะกำหมัดต่อยภาพสะท้อนนั้นจนทำให้พื้นน้ำกระจายออก…
         “ฮ่า ๆๆ ฉันทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย มันจะเป็นไป…ได้ยังไง”
         หยดน้ำจากเบื้องบนไหลรินลงมา ผมของเขาที่เริ่มเปียกจนมีหยดน้ำไหลลงมาตามเส้นผม ซึ่งมันทำให้พื้นน้ำเบื้องหน้าแตกเป็นวงเล็ก ๆ
         หยดน้ำ…ที่ไหลออกมาจากดวงตาสีน้ำตาลนี่ก็เช่นกัน
         “ฮึก…ปัดโธ่เว้ย! บ้าเอ้ย! ไหนบอกว่า…จะไม่ปล่อยให้ฉันต้องอยู่คนเดียวยังไงล่ะ ไหนบอกว่าจะอยู่เคียงข้างกันตลอด…”
         ‘มิยูกิ’
         “…ซา ซาวามูร้าาา!!!”
         เขาตะโกนออกมาสุดเสียงด้วยความบ้าคลั่งจนลืมไปว่าตนเองนั้นเพิ่งจะหมดแรงไป จากนั้นก็พร่ำเพ้ออกมาราวกับคนไร้สติ…
         “ฉันขอโทษ ขอโทษ ขอโทษ! ได้ยินฉันไหม ฮึก ฮือ.. ฉัน… ขอโทษที่ไม่ใส่ใจ ขอโทษที่เห็นแก่ตัว ขอโทษ…ที่ชอบปล่อยนายไว้คนเดียวตลอด ไม่เคยคิดถึงจิตใจของนาย ไม่เคยคิดจะเข้าใจ”

เสียงตะโกนท่ามกลางสายฝน…

         “ฉันมันเป็นไอ้โง่ ไม่เคยคิดอะไรได้ จนกระทั่ง…”

วันที่..เสียนายไป

         ความรู้สึกที่ถูกปลดปล่อยออกมา…

         “ฮึก…ฉัน…รักนายนะ…กลับมาเถอะ กลับมาหาฉันเถอะ ฉันสัญญาว่าจะอยู่กับนาย ไปทุกที่ที่นายอยากไป ทำทุกอย่าง…เพราะฉะนั้น…ฮึก”

  รัก…คิดถึง…เศร้า…สำนึกผิด…

ในวันที่สายไป…

         “อยากจะอยู่ด้วยกันอีกครั้ง…อยากจะมีนายอยู่ข้าง ๆ…อยากได้ยินเสียง…อยากเห็นหน้า…เพราะฉะนั้น…ให้โอกาสฉันอีกสักครั้งเถอะนะซาวามูระ!”

ทุก ๆ สิ่ง คำพูดทุกอย่าง ความรู้สึกทั้งหมด

ทั้งหมด…

‘ไม่ได้ยิน’

.

.

.

              วี้หว่อ วี้หว่อ วี้หว่อ

..

ตึกตัก…ตึกตัก…ตึก…ตัก

เสียงหัวใจ…ที่เริ่มเต้นช้าลงเรื่อย ๆ…
ความเงียบ ความมืด ความหนาวเย็นนี่มันคืออะไรกัน

น่ากลัว…ซาวามูระนายอยู่ที่ไหนกัน

“มิยูกิ!…ไม่นะ…ไม่!”
เอ๋…ทำไม เสียงถึงใกล้นัก
“มิยูกิ! ตื่นขึ้นมาสิ ฮึก…นาย ตื่นขึ้นมา! ได้ยินฉันไหมเจ้าบ้า!”
นั้นนายเหรอ…ซาวามูระ
ภาพตรงหน้านั้น…ช่างเบลอเลือน แต่สิ่งที่เขามั่นใจได้คือ…เขาเห็นใบหน้าของคนที่เขาโหยหา…ใบหน้านั้น…ที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา
ทำไม…นาย…ยอมออกมาหาฉันแล้วเหรอ
ฮ่า ๆๆ ในที่สุด…นายก็ยอมมาเจอฉันสินะ
…ว่าแต่ ร้องไห้ทำไมล่ะ
“ฮึก..มิยูกิ ไม่ ๆๆๆ ไม่เอานะ ฉันขอโทษ ฮือ…”
“…..”
ซาวามูระ…ฉันไม่มีแรงเลย ทำไมกันนะ
นายโกรธฉันสินะ…ฉันคงทำให้นายเสียใจ
ขอโทษนะ..
“ขอ…โทษ”
“…มิยูกิ!”
นายขอโทษอะไร ฉันต่างหากที่ผิด
ขอโทษ..ขอโทษจริง ๆ นะ

ตึก…ตึก…ตึก……ตัก……..

ติ๊ด——

เสียงหัวใจ…หยุดไปพร้อมกับน้ำตาหยดสุดท้ายที่ไหลลงมาอาบแก้ม

ซาวามูระ…ฉันขอโทษ

“มิยูกิ!!!”

              …ฉันมองไม่เห็นอะไรแล้ว นี่ฉันเผลอหลับไปสินะ ฮ่า ๆๆ มัวแต่วิ่งหานายจนหมดแรงฟุบไป ไม่เท่เลยแฮะ เสียงของนายเมื่อกี้คง…เป็นไปไม่ได้ ฉันคงคิดถึงนายมากจนหูฟาดหรือเห็นภาพหลอนไปแล้ว
             นี่…แต่ว่านะ…อย่างน้อย ถ้านั่นคือนายจริง ๆ ล่ะก็ ฉันอยากจะให้นายได้ยินสิ่งที่ฉันพูดจริง ๆ

‘ชีวิตที่ไม่มีนายนี่…ฉันต้องทำอย่างไรกับมันต่อไป’

.

.

.

ผ่านไปนานเท่าไหนแล้วนะ กี่วัน กี่สัปดาห์ กี่เดือน…

…จะไปสนมันทำไมถูกไหม

…ยังไงซะ ทุกวันมันก็เหมือนกันนี่นะ

                   ตอนนี้ฉันต้องทำอะไรกันนะ…   

                             เรา…จะไปไหนกันดี

                                  จะไปไหน…ที่ไหน…

                                       ที่ไหนกันนะที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน…

                                            ที่ ๆ ฉันจะได้เจอนาย…

 

        ***********

 

        ในวันนั้น…ข่าวหน้าหนึ่งไม่ใช่ข่าวการเสียชีวิตของนักกีฬาเบสบอลผู้กล้าหาญที่ช่วยเด็กน้อยที่กำลังจะจมน้ำ

         แต่มันเป็น…ข่าวของนักกีฬาเบสบอล…อีกคน

         ‘มิยูกิ คาซึยะ แคทเชอร์ดาวรุ่งเสียชีวิตระหว่างทางไปโรงพยาบาลหลังจากเกิดอุบัติเหตุอย่างไม่คาดฝันในวันที่เขาหายไปกะทันหันก่อนเวลาแถลงข่าวการแข่ง…’

……..….

“ฮึก…ฉันขอโทษ ขอโทษ…ฉัน…”

ดวงตาสีอำพันคู่สวยที่ถูกฉาบไปด้วยม่านน้ำตา…

ชีวิตที่ไม่มีนายนี่…ฉันต้องทำอย่างไรกับมันต่อไป

ความสับสน ความมัวหมองในใจ…

ชีวิตที่…ต้องแบกรับความผิดนี่…ฉันควรทำอย่างไร

ความผิดที่ยากจะให้อภัย…เพราะเหตุผลไร้สาระ

ผ่านไปนานเท่าไหนแล้วนะ กี่วัน กี่สัปดาห์ กี่เดือน…
…จะไปสนมันทำไมถูกไหม
…ยังไงซะ ทุกวันมันก็เหมือนกันนี่นะ

ทุกวัน…ที่ไม่มีนาย

ตอนนี้ฉันต้องทำอะไรกันนะ…


ความคิดที่คล้ายคลึงกัน…

บทสรุปที่คล้ายกัน…แต่…

“ฉัน…ไม่มีวันปล่อยให้นายต้องอยู่คนเดียว ฉันเคยพูดอย่างนั้นสินะ”

รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้านี่…

“ฉัน…จะไปหานายนะ”
เรา…จะอยู่ด้วยกัน

ดวงตาอันเศร้าหมอง…

ไม่ว่าที่ไหน…ไม่ว่าเมื่อไหร่…
ต่อจากนี้…ไม่มีอะไรมาทำให้เราแยกกันได้แล้ว
ถูกไหม…

 

และคำพูดสุดท้าย…

 

ปัง!

………..

และข่าวหน้าหนึ่งหลังจากน้ันไม่นาน…

 

เป็นเรื่องของใครกันนะ

.

.

.

  

 

The End…

—————————–

สวัสดี– เรื่องใหม่อีกแล้ว เรื่องเก่ายังคงดอง //กราบ… ตอนแรกว่าจะแค่วอล์มมือเพราะอารมณ์กำลังมา ไปๆมาๆยาวเฉย เป็นฟิคสั้นที่ไม่สั้นเลยTvT เป็นพล็อตลอยๆที่คิดขึ้นมาและด้นสดเช่นเคย พูดตามตรงตอนแรกไม่ควรจบอย่างนี้ มันควรจบตามที่ทุกคนอาจจะคิด…ดูดราม่าอบอุ่นชุ่มหัวใจ อยากจะโบกพระเอกน่าตบอย่างมิยูกิ แต่เราว่ามันน่าเบื่อไปหน่อย เลยหักพวงมาลัยอย่างแรง555 ตอนนี้เดาไว้ว่าหลายๆคนคงอยากจะโบกเรามากไม่สิ…เรื่องนี้ต้องโทษพี่มจจินะ (มจจิ: เอ็งแต่งให้ตูข้าทำไม่ใช่เหรอ!) ถ้าใครรู้สึกโดนหลอกหรือบบ ‘เฮ้ย!’ ‘เดี๋ยว!’ เราจะดีใจมาก เพราะนั้นคือเป้าหมาย

เช่นเคยติชมได้ พบคำผิดช่วยแจ้งจะขอบคุณมาก แต่คาดว่าครั้งนี้น่าจะผิดน้อยเพราะได้คนช่วยตรงสอบ

Special thanks: Tanuki-san ❤

ต่อไปน่าจะพยายามเครียเรื่องเก่าๆหรือเอาเรื่องที่แต่งเกือบเสร็จแล้วมาลงล่ะนะ แต่คาดว่าขอพักตับแปบ ดราม่าตลอดไม่ดีต่อสภาพตับTvT สุดท้ายคาดว่าไม่น่างงกันมากนัก แต่สำหรับใครที่ยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่อง นี่คือคำอธิบายเพิ่มเนอะ…

ใครอยากลองเดาก่อนก็อย่าเพิ่งดูนะ นี่เป็นเฉลย

.

.

.
.

.

ซาวามูระไม่ได้ตายตั้งแต่แรกแล้ว คุราโมจิกับน้องแค่วางแผนแกล้งลองใจมิยูกิและคุราโมจิแค่อยากให้มิยูกิสำนึกที่ไม่ค่อยสนใจรุ่นน้องของตน ซึ่งเป็นไปตามคาด ยังไงมิยูกิก็รักน้องมาก ตอนนั้นเลยรีบออกมาจากที่แถลงข่าวและไม่ทันระวังตัวจนประสบอุบัติเหตุระหว่างทาง ทำให้นี่เป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมทั้งหมด ตัวเขานั้นหมดสติไปตั้งแต่ตอนนั้น เรื่องตั้งแต่ต้นนั้นเป็นเพียงความนึกคิดของเขา มารู้ตัวอีกทีก็คือตื่นขึ้นมาในรถพยาบาลที่มีน้องนั่งอยู่ข้างๆ ร้องไห้อยู่ ตัวเองก็ยังเบลอๆ ความจริงก็คือในความนึกคิดนั้น เสียงของซาวามูระที่ได้ยินเป็นเสียงที่เจ้าตัวเรียกเขามาตลอดตั้งแต่ที่เห็นเขานอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง แต่สุดท้ายคือมิยูกิก็ตายไปโดยที่ไม่รู้ว่าที่จริงน้องยังไม่ตาย หลังจากนั้นซาวามูระก็ตกอยู่ในความเศร้าโศกและรู้สึกผิดเพราะมีส่วนทำให้คนรักของตัวเองตาย และท้ายที่สุด…น้องก็ฆ่าตัวตายตามไปนั้นเอง

ขอบคุณก๊าบบบ