0

[FPP MHA] When the sky falls

When that sky falls


Pairing : Bakugou x Midoriya
                 Todoroki x Midoriya

 

       สิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนความฝัน…พวกเราคิดว่าคงหลับฝันไปนับตั้งแต่วันที่คนคนนั้นจมดิ่งสู่ความมืดมิด

       แสงสว่าง…ความหวัง…รอยยิ้ม…และดวงตาที่แสนซื่อตรง ได้หายไปพร้อมกับเขาผู้นั้นที่ค่อย ๆ ถูกกลืนกินไปโดยที่พวกเราไม่รู้ตัว…พวกเรา…ไม่ได้รู้ตัว เพราะมักจะเชื่อเสมอว่าเขาคนนั้นจะกลับมายืนได้อีกครั้งและเป็นความหวังของทุกคน

แต่แล้ววันนั้นก็มาถึง วันที่…

        ทุกอย่างแตกสลาย…

        ความร้อนที่อัดอั้นกำลังปะทุไปตามส่วนต่าง ๆ… ราวกับระเบิดที่พร้อมจะปะทุทุกเมื่อ

        ตู้ม!

        ‘เดกุ!!!’

        แตกสลาย บางสิ่งกำลังแตกร้าว… เป็นเสี่ยง ๆ …

        ผิวหนัง…เส้นเลือด…กล้ามเนื้อ…

        เปรี๊ยะ!

        ‘มิโดริยะ!!!’

        ร่างกาย…และใจ…

        หากแต่ตัวเขากลับไม่ได้ยินเสียงเหล่านั้น เสียงของ…บุคคลที่อยู่ในภาพที่ฉายอยู่บนแววตาอันเลื่อนลอยนี่

        ภาพนั้นดูช้าลงเรื่อย ๆ เหมือนกับเวลาที่ค่อย ๆ ถูกแช่แข็ง…

        “คัตจัง…โทโด…โรกิคุง…ขอโทษ…”

        ภาพเบื้องหน้าของผู้ชมที่อยู่ห่างออกไปเหมือนกับฉากในภาพยนตร์ไซไฟ เพียงแต่ไม่มีแสตนอิน ไม่มีเอฟเฟค …มันเป็นความจริง เป็นหายนะที่เกิดขึ้นกลางเมืองใหญ่ ที่บัดนี้ถูกห้อมล้อมไปด้วยเศษซากปรักหักพัง หมอกดำ เปลวไฟ และแท่นน้ำแข็งแหลมคมมากมาย
        เพียงแต่สิ่งที่เข้ามาในโสตประสาทของพวกเขานั้นไม่ใช่ฉากอันตระการตานี่ แต่เป็นภาพของคนคนหนึ่ง…ที่กำลังล้มลงช้า ๆ

          ตุ๊บ!

          “เดกุ!!!”

          “มิโดริยะ!!!”

          จากนั้นร่างกายที่เคยไร้เรี่ยวแรงของทั้งสองก็ถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และสติอันน้อยนิดเพื่อเข้าไปหาร่างที่นอนแน่นิ่ง

           แล้วทุกอย่าง…ก็มืดดำไปในที่สุด

 

        **********

 

Bakugou’s side

            ชายหนุ่มจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดาอารมณ์ เขายืนอยู่เช่นนี้มาร่วมชั่วโมง ไม่สิ…ต้องเรียกว่าเกือบทั้งวัน เพียงแต่ในช่วงแรกที่เหยียบย่างเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ เขาอยู่ห่างไกลจากจุดที่เขายืนอยู่ตอนนี้มาก
            จากหน้าตึก…จากชั้นล่างสุด…จากเคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์…จากประตูบานหลัก…จากหน้าห้องที่รายล้อมด้วยกระจกหนา…และมาจบที่…ด้านในห้องนี้ ด้านหน้าของเขาที่มีคนนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยที่รายล้อมด้วยสายระโยงระยางที่เชื่อมมาจากอุปกรณ์การแพทย์และเครื่องมือดูแลผู้ป่วยต่าง ๆ

             “…..”

             เรียวปากนั้นอ้าเปิดน้อย ๆ เหมือนจะพูดอะไรแต่สุดท้ายก็ไม่มีคำใดกล่าวออกมา ณ ตอนนี้มีเพียงเสียงของอุปกรณ์ในห้องที่ดังเป็นจังหวะมาสักพักและเสียงผ่อนลมหายใจของเขา แต่ไม่นานนักปากนั่นก็ถูกขบกัดด้วยฟันคมจนแทบห้อเลือด

             ไอ้บ้าเดกุ…อ่อนฉิบหาย อ่อนแอ…แกจะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานไหม!

             คำพูดกระโชกโฮกฮากอย่างทุกทีนั้นได้แต่ดังก้องในใจ มือที่อยู่ข้างตัวกำแน่นก่อนมันจะพุ่งเข้าไปตรงหน้าของคนที่ยังคงหลับตาอย่างสงบด้วยความเร็วและหยุดลงด้วยความห่างเพียงไม่ถึงสองเซนติเมตร… จากแววตาที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิดสับสนบัดนี้มันดูโอนอ่อนและเศร้าหมอง มือของเขาแบออกก่อนจะเกร็งนิ้วค้างไว้ราวกับว่าไม่กล้าจะเข้าไปสัมผัสแม้เพียงบางเบาเขาเฝ้ามองไปที่ใบหน้าของอีกคนผ่านหว่างมือของตนเองก่อนคิ้วจะขมวดเข้าหากัน หากแต่…มันไม่ใช่การขมวดเข้าหากันด้วยความหงุดหงิด มันเป็นเพราะตาคมนี่…กำลังพยายามข่มไม่ให้บางอย่างพรั่งพรูออกมา… ทั้งอารมณ์…คำพูด… และ…น้ำตา

             “อึก…บ้าเอ้ย ตื่นขึ้นมาสิวะ เดกุ…แก…ตื่นขึ้นมาฟังฉันก่อน”

             เสียงห้าวพูดอย่างตะกุกตะกักก่อนมือที่เริ่มสั่นเทานั่นจะเลื่อนไปลูบที่ข้างแก้มของคนตรงหน้าอย่างเบามือ

             “เดกุ…ฮึก…ไหนแกบอกว่าจะก้าวข้ามฉันไปไง ลุกขึ้นมาแล้วเดินตามฉันเหมือนทุกทีสิ! ให้ฉันได้อัดแก… ได้ด่าแก… ได้…ได้บอกว่า…”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้ทั้งร่างก็ค่อย ๆ อ่อนยวบลง โดยที่เขาทิ้งร่างตัวเองลงโน้มเข้าหาอีกฝ่าย กลุ่มผมสีอ่อนซุกลงไปกับอกที่กระเพื่อมตามลมหายจนอ่อน ๆ ของคนที่ยังคงหลับตา ไม่มีวันรับรู้สิ่งรอบกายที่เกิดขึ้น จากนั้นเสียงสั่นเครืออันแผ่วเบาก็เอ่ยออกมา

            “ได้บอกว่า…มัน…โคตรเหงาเลยที่ไม่มีแก…ไม่ชอบเลยสักนิด ฮึก”

            ใช่มันช่างเหงานัก…ว่างเปล่า ที่ตอนนี้ไม่มีแกอยู่… ไม่มีแกที่ฉันอยากจะบอกให้รู้ที่ฉัน…อยากจะให้อยู่ในสายตาตลอด


แกทำให้ฉันชอบนะ…ชอบมาตลอด…

 

**********

 

Todoroki’s side

            สองเท้าก้าวเข้ามาในห้องสีขาวอันเงียบสงบ เขาก้าวตรงไปที่เตียงผู้ป่วยที่รายล้อมด้วยสายระโยงระยางและเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับผู้ป่วยต่าง ๆ ที่มีไว้สำหรับบุคคลหนึ่งที่อยู่ในห้วงนิทราอยู่ ณ ตอนนี้…
            ในอ้อมกอดของร่างสูงนั้นมีช่อดอกทานตะวันที่ไม่ใหญ่นักถูกห่อด้วยกระดาษสีอ่อน มันถูกนำมาวางไว้ที่ข้างกายราวกับเป็นสิ่งที่จะหวังจะช่วยให้ห้องสีขาว…เครื่องมือสีขาว…เตียงสีขาว…และคนในชุดขาวสะอาดนี่ดูมีชีวิตชีวาขึ้น

            “ดอกทานตะวันที่เคยปลูกไว้…โตขนาดนี้แล้วนะ”

            เสียงทุ่มนุ่มกล่าวออกมาก่อนจะมองดอกทานตะวันสลับกับอีกคน ใบหน้าเรียบนิ่งจ้องมองคนผู้ที่กำลังหลับไหลอยู่ก่อนเรียวมือจะยื่นไปกอบกุมมือของอีกฝ่ายที่ไม่ค่อยอุ่นนัก แววตาของเขาค่อย ๆ หรี่เล็กลงและจ้องมองใบหน้าที่ไร้เลือดฝาดด้วยสายตาที่ดูเจ็บปวด

            “เย็น….หนาวไหมมิโดริยะ”

            สิ้นประโยคเขาก็ค่อย ๆ ลดหน้าลงไปจับมือนั่นให้มาทาบข้างแก้มของเขาก่อนจะลูบไปมาอย่างทะนุถนอม

            “ฉัน…ทำให้นายอุ่นขึ้นบางหรือเปล่า”

            เขากล่าวและคลี่ยิ้ม จากนั้นก็ใช้มืออีกข้างหนึ่งยื่นไปเกลี่ยผมที่ปรกหน้าของผู้ที่หลับไหลอยู่ วันนี้ก็เป็นอีกวันที่เขามาหาคนคนนี้… ทุกครั้งเขาจะเดินมายังห้องแห่งนี้ทันทีเมื่อมาถึงที่นี่ สองมือมักหอบหิ้วบางอย่างมาด้วย ราวกับเป็นของขวัญแห่งการพบเจอกันในแต่ละวัน

            มันคือ…ของที่คนคนนี้ควรจะได้เห็น อย่างเช่นดอกทานตะวันนี่

            “มิโดริยะ…”

            เขาเรียกชื่อของเจ้าของมือเย็นนี่ แววตาอันนิ่งเฉยสั่นวูบเล็กน้อยก่อนมือของเขาจะค่อย ๆ จับมืออีกคนแน่นขึ้น

            มิโดริยะ…มิโดริยะ…มิโดริยะ…ตื่นได้แล้ว…

            ในใจพร่ำเรียกชื่อนั้นซ้ำไปซ้ำมาพลางนึกภาพใบหน้าของอีกคนในวังวนของความทรงจำ หากแต่…มันเป็นใบหน้าที่แตกต่างจากตอนนี้ยิ่งนัก ใบหน้าตอนนี้…ที่เขาเห็นกี่ครั้งก็ยังไม่เคยชินและไม่อยากจะจดจำมันนัก…
             บัดนี้ในอกนั้นคับแน่น ด้วยเรียวปากที่มิได้ปริเปิด… สายตาที่ได้แต่ทอดมองเสมอมา… และใจนี่…ที่อัดอั้นไม่เคยได้แสดงความรู้สึกที่แท้จริง มันเป็นเช่นนี้ทุกครั้งที่ได้เห็นใบหน้าของอีกคน เพียงแต่ตอนนี้…แม้อยากจะพูดออกไปเจ้าตัวก็คงไม่รับรู้

            อยากจะพูดออกไป…ให้เร็วกว่านี้

            เรียวตาหลุบลงก่อนริมฝีปากจะค่อย ๆ พรมจูบมือที่ไร้เรียวแรงไร้การรับรู้นี่ และเมื่อหันกลับไปมองใบหน้าของอีกฝ่ายที่มีดอกทานตะวันอยู่เคียงข้างอีกครั้ง เขาก็ยิ้มบางและใช้มือข้างเดิมลูบที่ข้างแก้มอีกคนอย่างเบามือ

            “มิโดริยะ…ดอกทานตะวันน่ะต้องการแสงอาทิตย์นะ…”

            เหมือนกับฉัน… ตอนนี้ใจฉันมันเหมือนถูกแช่แข็งไป ฉัน…ต้องการนาย

            สิ้นคำพูดในใจหยดน้ำใสที่กำลังจะเอ่อล้นพ้นขอบตาก็ไหลลงตามรูปหน้าโดยที่เขาไม่รู้ตัว เขาไม่ได้ใส่ใจมันนัก ยังคงยิ้มบางทอดมองใบหน้าอันเบลอเลือนของอีกฝ่าย มือหนากอบกุมมือนี้แน่นขึ้นแม้ตอนนี้มันจะสั่นเทิ้มไปหมด

            “ฉันจะรอนะ รอวันที่นายจะตื่นขึ้นมาฟังคำพูดของฉัน”

            กลับมา…ยิ้มให้ฉันเถอะนะ คอยเป็นแสงที่ส่องสว่างให้ฉัน… ให้ฉันได้เฝ้ามองเหมือนอย่างเคย และรอที่จะได้พูดคำคำนี้ออกไป


ฉันชอบนายเหลือเกิน…

 

++++++End++++++

 

Talk

            สวัสดีค่ะKumatoraค่ะ! ก่อนอื่นของขอบคุณที่มาหยิบฟรีเปเปอร์อันนี้นะคะ ครั้งนี้เป็นเรื่องแรกที่แต่งในด้อมMHAเลยค่ะฮือออ ไม่รู้จะชอบหรือเปล่าหรืออาจจะดูเมา ๆ ตามคนแต่งที่ใกล้ตาย… ยังไงก็หวังว่าจะชอบไม่มากก็น้อยนะคะ! ถ้ามีโอกาสคงได้แต่งยาว ๆ สักเรื่องบ้าง

            ตัวเรื่องนี้กล่าวถึงมิโดริยะที่บาดเจ็บหนักจนโคม่านอนอยู่ที่โรงพยาบาลค่ะ ซึ่งเป็นการบาดเจ็บแบบที่หลังจากการต่อสู้ครั้งนี้คงไม่เหลืออะไรแล้วเพราะเจ้าตัวสู้และสละร่างกายมานาน ส่วนบาคุโกกับโทโดโรกิที่อยู่ด้วยกันมาตลอดก็เป็นฮีโร่ที่ทำหน้าที่ด้วยกันและเป็นเพื่อนที่มีความทรงจำร่วมกันมานานค่ะ ทั้งสองชอบมิโดริยะแต่เพราะหน้าที่และสถานะเพื่อนที่อยู่กันมานาน คิดว่ายังไงก็คงมีกันแบบนี้ ยังไงอีกคนก็จะเป็นมิโดริยะคนที่เป็นความหวังของทุกคน คงไม่มีวันที่คนคนนี้จะล้มหรือหายไป… แต่แล้วมันก็เกิดขึ้น แล้วพวกเขาก็ได้แต่มานั่งเสียใจภายหลัง ได้แต่รอปาฎิหาริย์ขอให้มิโดริยะตื่นขึ้นมารับรู้ความรู้สึกของพวกเขา ซึ่งก็คงเป็นไปได้ยาก…และถึงตื่นขึ้นมาคงได้เกิดศึกแย่งชิงน้ำตาแตกเลือดกระเด็นแน่ค่ะ…
           เอาเป็นว่ายังไงก็มาคุยหรือมาหวีด ๆ ด้วยกันได้ที่ Twitter: Kirikiri_Kei หรือติดตามผลงานตามหน้าบล็อคที่แปะไว้ในทวีตค่ะ!

0

[AU Daiya no A] Remain 1.0 :: MiSawa

Remain 1.0 :: MiSawa

 

 

จะ…ปกป้อง

ข้าจะ…ปกป้องเจ้าเอง

เพราะฉะนั้น…ครั้งสุดท้าย

ขอให้ข้า…ได้สัมผัสเจ้า

…แค่ครั้งนี้…

.

.

.

       ความอบอุ่นที่รู้สึกได้ผ่านผิวกายนี่…มาจากที่ใดกัน ความอบอุ่นที่คล้ายกับอ้อมกอดนั่นมันช่างน่าโหยหา มือที่ยื่นมา…ช่างอ่อนโยน สัมผัสนั่น…

ใครกัน

        เมื่อดวงตาปรือเปิดออก ภาพแรกที่ได้เห็นคือหมู่แมกไม้ที่อยู่สูงขึ้นไปกับแสงพราวระยับจากดวงอาทิตย์ที่สาดส่องรอดมา แม้ภาพเบื้องหน้าจะยังคงเบลอเลือนแต่เพียงแค่นั้นมันกลับทำให้จิตใจรู้สึกสงบได้ แสงแดดที่กระทบผิวกายยิ่งทำให้ร่างกายที่แนบชิดพื้นดินที่ชื่นชุ่มอบอุ่นขึ้นมา เมื่อนัยน์ตาสีอำพันเลื่อนมองเหม่อไปตามภาพด้านหน้าสักพักและเริ่มพบว่าตนเองนั้นได้มาอยู่ในที่ที่มีแต่ภาพไม่คุ้นตามันก็เริ่มกระพริบถี่ขึ้นจนภาพเบื้องหน้านั้นเด่นชัด

“อ่าว…นี่ฉันทำอะไรอยู่เนี่ย”

เสียงใสจากเด็กหนุ่มเจ้าของนัยน์ตาสีอำพันนั้นกล่าวขึ้นก่อนเจ้าตัวจะเริ่มขยับร่างกายที่นอนราบอยู่กับพื้นดิน

“ที่นี่…เหวอ!”

ยังไม่ทันที่เขาจะหาคำตอบให้กับตัวเองได้ก็ต้องตื่นตกใจเมื่อพบว่ามีบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่บนร่างกายของเขา พอก้มหน้าไปดูก็พบว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตก้อนขนบางอย่าง เมื่อเห็นดังนั้นเขาก็ถึงบางอ้อ

“เอ๊ะ…เจ้าจิ้งจอกน้อย!”

สิ่งมีชีวิตสี่ขาตัวเล็กกำลังจ้องมาที่เขาตาปริบ ๆ ก่อนจะกระโดดลงไปจากตัวเด็กหนุ่มเมื่อร่างกายที่มันเยียบอยู่นั้นเริ่มขยับลุกขึ้นนั่ง

“โอ๊ยเจ็บไปหมดเลย…ให้ตายเถอะ”

เขาเริ่มสำรวจตามเนื้อกายที่มีแต่เศษกิ่งไม้ใบหญ้าและคราบดินเต็มไปหมด บางจุดนั้นก็มีแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั้งถลอกทั้งเลือดออกก็มี ดูจากภาพการณ์และภาพสุดท้ายที่จำได้แล้วคาดว่าคงตกจากเนินเขาลงมาแต่เพราะโชคดีที่ตนเองเป็นคนแข็งแรงไม่อย่างนั้นคงได้มีร้าวหรือหักบ้าง
พอทำการสำรวจเรียบร้อยเขาก็หันกลับมามองเจ้าตัวน้อยที่ยังคงนั่งยอง ๆ มองเขาอยู่ไม่ไกล

“เอ้า! เอาคืนมา”

เขากล่าวดังลั่นก่อนจะยื่นแขนแบมือออกไปตรงหน้าของอีกฝ่าย สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้คือ เขานั้นเพิ่งเดินทางมาถึงที่ภูเขาแห่งนี้และได้พบกับเจ้าตัวน้อยนี่ แม้ตอนแรกจะคิดว่ามันเป็นสัตว์ที่น่ารักน่าชังดี แต่ตอนนี้ความน่ารักนั้นหายไปจากความคิดเขาเป็นที่เรียบร้อยเมื่อพบว่ามันฉกชิงของมีค่าของเขาไป

“อ่าว…เฮ้ย!”

เด็กหนุ่มอุทานขึ้นมาเมื่อพบว่าสิ่งที่ควรจะอยู่ที่ปากของเจ้าจิ้งจอกน้อยนี่มันกลับไม่มีอยู่แล้ว

“หายไปไหน! แกกินไปแล้วเหรอ คายออกมานะ!”

เขาพุ่งเข้าไปหาเจ้าตัวน้อยก่อนจะพยายามจับมันอ้าปาก แต่พอดูแล้วไม่มีวี่แววของสิ่งที่ตามหาเขาก็เริ่มพลิกดูตามร่างกายของมัน ซึ่งสิ่งที่หาอยู่นั้นก็ไม่มีอยู่ตามคาด

“ไม่มี ไม่มี ไม่มี! โฮฮฮ” เขาร้องเสียงหลงออกมา ทำหน้าตาเหมือนจะร้องไห้ให้ได้

“สร้อยข้อมือ…ของปู่ ฮึก…”

พูดจบเพียงเท่านั้นน้ำตาที่เก็บเอาไว้ก็เริ่มไหลออกมา เจ้าจิ้งจอกน้อยที่ดูเหมือนจะยังไม่ค่อยเข้าใจเหตุการณ์นักเริ่มรนราน คงรู้ตัวว่าน่าจะทำเรื่องไม่ดีไป ทำให้คนคนนี้ต้องเศร้าใจ มันจึงค่อย ๆ เดินเข้าไปหาและใช้อุ้งเท้าแตะ ๆ ที่มือของอีกฝ่าย แต่เด็กหนุ่มนั้นไม่ได้สนใจมันมากนัก เขายังคงสะอื้นไห้อยู่อย่างนั้นและเริ่มคิดถึงเหตุการณ์เลวร้ายเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

“เรื่องอะไรนักหนาเนี่ย…จะโชคร้ายไปถึงไหนกัน”

      ใช่แล้ว…จะโชคร้ายไปถึงไหนกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นราวกับความฝัน ภาพของผู้ที่ให้สร้อยข้อมือแก่เขา…ปู่ของเขาที่ปิดตาหลับไปอย่างสงบบนเตียงคนไข้ในห้องสีขาว… เมื่อคิดแล้วก็ยิ่งรู้สึกเศร้าใจ…บุคคลเพียงหนึ่งเดียวที่อยู่เคียงข้างเขามาตลอดตั้งแต่จำความได้ได้จากเขาไปแล้ว
ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ไม่มีใครต้องการเขา ไม่มีใครยอมรับเขา แต่ถึงอย่างนั้น ขอเพียงแค่รู้ว่ามีคุณปู่อยู่ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรเขาก็ไม่สนไม่เก็บมาคิด แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ เขาเหลือตัวคนเดียว เด็กมัธยมที่เพิ่งอายุครบ 15 ปีหมาด ๆ ต้องอยู่คนเดียว แต่…

“ทำไมฉันถึงต้องมาที่นี่กันนะ…” เขาพูดออกมาเบา ๆ เมื่อเริ่มสงบสติอารมณ์ได้

        ‘นี่คือสิ่งสุดท้าย…เป็นที่ของแก…มีคน…รอแกอยู่…ไปหาเขาเถอะนะ’

มันเป็นคำพูดสุดท้ายของปู่ก่อนที่เขาจะได้รับแผ่นกระดาษที่มีรูปแผนที่และคำอธิบายคร่าว ๆ อยู่ หลังจากที่คุณปู่ตายไปเขาก็ได้พบว่าท่านนั้นจัดการเรื่องทุกอย่างเอาไว้แล้ว…เหมือนกับจะรู้ว่าไม่ว่าอย่างไรก็คงไม่ได้อยู่กับเขาแล้ว… ทั้งการย้ายมาอยู่ที่นี่และมาเข้าเรียนในโรงเรียนที่ใกล้ที่แห่งนี้

“เฮ้อ…เอาเถอะ คงต้องมาคิดสินะว่าจะไปยังไงต่อก่อน…”

เขาถอนหายใจก่อนจะลุกขึ้นมาและพบว่าท้องฟ้านั้นเริ่มเปลี่ยนสีแล้ว ก่อนจะมองออกไปรอบด้านและพบว่ามีเพียงต้นไม้และต้นไม้ เมื่อมองขึ้นไปด้านบนซึ่งเป็นทางที่เขาตกลงมานั้นก็รู้ได้ทันทีว่าคงไม่สามารถกลับไปเส้นทางหลักได้

“จิ๊…ทำแสบจริง ๆ นะเจ้าจิ้งจอกน้อย…ตอนนี้ฉันคงไม่มีเวลามาสั่งสอนแก ไว้หาทางไปบ้านหลังนั้นได้ก่อนแล้วเราค่อยว่ากัน”

เด็กหนุ่มหันไปคุยกับเจ้าตัวน้อยที่ยังคงอยู่ใกล้ ๆ เขา ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าเจ้าหนูนี่จะเข้าใจไหมแต่อย่างน้อยเขาก็อยากจะระบายอารมณ์ออกไปล่ะมัง
เมื่อได้ฟังดังนั้นหน้าแหลม ๆ ของเจ้าจิ้งจอกก็ลดระดับลงจนทำให้รู้ว่ามันนั้นคงจะพอเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นและรู้สึกผิดอยู่บ้าง เด็กหนุ่มมองมันและรู้สึกสงสารขึ้นมาและเมื่อได้หยุดดูตามร่างกายของเจ้านี่ดี ๆ เขาก็พบว่ามันก็ได้รับบาดเจ็บไม่น้อย

“ตัวแกก็เล็กนิดเดียว ตกลงมาจากที่สูงขนาดนั้นคงเจ็บสินะ ส่วนหนึ่งก็ความผิดของฉันล่ะนะที่เอาแต่วิ่งไล่แกไม่ดูตาม้าตาเรือจนทำให้เราทั้งคู่ตกมาที่นี่ ขอโทษด้วยนะ”

เขาค่อย ๆ เอื้อมมือไปลูบหัวของเจ้าจิ้งจอกน้อยเบา ๆ และยิ้มอย่างอ่อนโยนออกมา เมื่อเจ้าตัวน้อยเห็นดังนั้นความกระวนกระวายใจและความกลัวที่มีอยู่แต่แรกก็หายวับไป มันเดินเข้ามา กระโดดเข้าหาเด็กหนุ่มและทำท่าทางออดอ่อนราวอยากจะพูดว่าขอโทษกับเขา

“ฮ่า ๆ จักกะจี๊น่ะ”

เด็กหนุ่มรู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อย อยากจะขอบคุณเจ้าหนูนี่เหมือนกันที่ไม่ได้หนีหายไปไหน เพราะตอนนี้…เมื่อเขาได้ลองดูบรรยากาศรอบด้านดี ๆ ก็รู้สึกกลัวใจขึ้นมา ตอนนี้พระจันทร์เริ่มออกมาแทนที่พระอาทิตย์ ท้องฟ้านั้นมีสีม่วงปนแสด หมู่แมกไม้เริ่มเคลื่อนไหวไปตามลมแรงที่พัดมาเป็นระลอก ๆ สร้างภาพแสงเงาและเสียงที่น่าผวาชอบกล เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่วิ่งไปมาเพื่อกลับรังและออกหากินยิ่งทำให้เขารู้สึกระแวง รอบด้านมีเพียงเสียงและภาพบางอย่างที่เคลื่อนที่ผ่านตาไปอย่างรวดเร็ว และความรู้สึก…เสียวสันหลังวาบนี่ ราวกับกำลังถูกใครจับจ้องอยู่…

        น่ากลัว…ไม่อยากคิดเลยว่าถ้าเขาต้องอยู่คนเดียวท่ามกลางสิ่งเหล่านี้นั้นจะเกิดอะไรขึ้น

เขากระชับอ้อมกอดของตัวเองที่มีเจ้าตัวน้อยอยู่แน่นขึ้น

“ปู่จะให้ฉันมาอยู่ในบ้านท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้จริง ๆ เหรอเนี่ย….”

พูดจบเขาก็ฝืนกลืนน้ำลายฝืด ๆ ลงไป และพยายามสั่งขาที่เริ่มสั่นเทาให้เดินไปข้างหน้า

“ไปกันเถอะเนอะเจ้าจิ้งจอกน้อย”

“…..”

แล้วการเดินทางของพวกเขาแลเพื่อนใหม่ก็เริ่มขึ้น โดยที่ไม่รู้เลยว่า…กำลังถูกสายตานับสิบคู่จับจ้องอยู่

**********

เขาว่ากันว่าเวลาหลงป่านั้นให้พยายามเดินตรงไปข้างหน้า ตรง…ตรงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้…

“ไม่เชื่อเว้ยยย!”

เสียงใสตะโกนดังลั่นท่ามกลางป่าลึกในภูเขาที่เงียบสงัด และแม้จะตะโกนดังลั่นขนาดนั้นสิ่งที่ตอบกลับเขามามีเพียงเสียงนกเค้าแมวที่ยังคงดังเป็นจังหวะเหมือนเดิมตั้งแต่เมื่อครู่และอาการสะดุ้งตื่นของเจ้าจิ้งจอกน้อยที่เพิ่งเผลอหลับไปไม่นาน

“เดินตรงบ้าอะไร…มีแต่ป่าและป่า ไม่เห็นจะมีทางออกหรือทางเดินดี ๆ เลย”

เขาเริ่มบ่นด้วยความหงุดหงิดเมื่อพบว่าตัวเองนั้นเดินวนอยู่ในป่าแห่งนี้มาหลายชั่วโมงแล้ว

“แล้วบ้านเบินอะไร มันจะไปอยู่ในที่แบบนี้ได้ยังไง! …ฮึก”

เมื่อได้โวยวายสมใจจนหมดลมบวกกับขาที่ล้าจนแทบจะเดินขัดกัน มันก็ทำให้เขาจำใจต้องลดตัวลงนั่งยอง ๆ ด้วยกำลังที่อ่อนลง แล้วความสิ้นหวังทำให้เขาถึงกับเริ่มร้องไห้ออกมาอีกครั้ง

“….หงิง”

เจ้าจิ้งจอกน้อยที่เพิ่งตื่นขึ้นมานั้นรู้สึกเป็นห่วงเขาและอยากจะช่วย มันจึงดันตัวเองออกจากอ้อมกอดแน่นนั้นและกระโดดลงไปยืนบนพื้น

“เจ้าตัวน้อย….”

มันเริ่มกวาดมองไปรอบด้านและใช้จมูกเล็ก ๆ ของมันดมกลิ่นรอบ ๆ ก่อนจะเงยหน้าหันมามองเขา ดวงตากลมโตนั้นจ้องมองมาสักพักใหญ่ ๆ เหมือนกำลังตัดสินใจบางอย่างอยู่ ซึ่งตัวเขานั้นก็ไม่อาจรู้ได้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร แต่จากนั้นไม่นานนักมันก็เริ่มออกเดินไปข้างหน้า

        นายท่านคงไม่ว่าอะไรหรอกมั้ง…

“อ…เอ๊ะ…เฮ้ จะไปไหนน่ะ”

เด็กหนุ่มร้องทักขึ้นมา เจ้าจิ้งจอกน้อยเพียงเชยตามองและยกเท้าหน้าของมันชี้ไปด้านหน้าเพื่อบอกทางไปที่ไหนสักแห่ง เขาเพียงได้แต่นึกสงสัยแต่ไม่มีทางเลือกจึงตัดสินใจเชื่อมั่นในตัวเจ้าถิ่นตรงหน้าของเขาและเดินตามไปอย่างว่าง่าย

“เอาเถอะ หลงมาขนาดนี้แล้ว ตอนนี้จะให้ทำอะไรก็ยอมแล้วล่ะ ฉันจะเชื่อใจนายนะ”

ทั้งคู่นั้นยังคงเดินไปตามทางด้านหน้า เจ้าจิ้งจอกที่เพิ่งจะแสดงความเป็นเจ้าถิ่นออกมาครั้งแรกเดินตรงไปด้านหน้าอย่างมุ่งมั่นผิดกับเขาที่เริ่มรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนมากขึ่นทุกทีเมื่อเยื้องย่างไปแต่ละก้าว จะว่าน่ากลัวก็ไม่เชิงแต่มันรู้สึกแปลก…อากาศที่เริ่มหนาวผิดปกติ ประสาทสัมผัสที่รู้สึกเฉียบคมมากขึ้นจนเกินไป และบางอย่างที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจตั้งแต่ตื่นขึ้นมานี่… อึดอัดและกังวลอย่างบอกไม่ถูก

        มันคืออะไรกันนะ

“นี่เจ้าจิ้งจอกน้อยเราจะเดินไปถึงไหนกันน่ะ…เอ๊ะ”

อาจจะเพราะตนเองมัวแต่คิดกังวลจนลืมดูรอบข้างไป เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็คลาดกับคนนำทางเสียแล้ว เขาพยายามสอดส่ายมองหารอบด้านแต่ก็ไม่พบแม้แต่ร่องรอย ลองร้องเรียกหลายต่อหลายครั้งก็ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ

“เจ้าจิ้งจอกน้อย!…อึก…อะไรกัน….”

เขาถึงกับยืนอึ้งอยู่อย่างนั้น เริ่มรู้สึกทำอะไรไม่ถูกเมื่อรู้ตัวว่าตอนนี้เหลือเพียงตัวคนเดียวแล้วจริง ๆ และเกิดเข่าอ่อนขึ้นมาเมื่อพบว่าบรรยากาศรอบ ๆ ตัวนั้นมันผิดแปลกไป
หมอกหนาก่อตัวขึ้นรอบ ๆ ป่าที่เต็มไปด้วยไม้ใหญ่ตอนนี้มีเพียงต้นไผ่มากมายที่ไหวไปมาพร้อมกับใบคมที่เสียดสีกัน เสียงนกเค้าแมวซึ่งได้ยินมาตั้งแต่แรกจนตอนี้ที่ยังคงรู้สึกตัวนั้นได้หายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ร่างกายก็สั่นเทิมไปหมด รู้สึกเสียววาบนับหลายต่อหลายครั้ง

“… ฮ่ะ ๆ ไม่ตลกเลยนะ”

เขาทรุดนั่งลงไปกับพื้นดินอันเย็นเยียบและกอดร่างของตัวเองแน่น

“ความรู้สึกแบบนี้…ไม่นะ เพราะไม่มีสร้อยข้อมืออย่างนั้นเหรอ…”

เด็กหนุ่มพูดกับตัวเองด้วยน้ำเสียงอันสั่นเทา และแม้ตอนนี้อากาศรอบด้านจะหนาวเย็นลงเพียงใด บนผิวกายของเขากลับมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มไปหมด

“หนุ่มน้อย…”

เฮือก!

จู่ ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นทำให้เขาถึงกับสะดุ้งสุดตัว เขารับรู้ได้ว่าเสียงนั้นอยู่ใกล้มาก มากขนาดที่ว่าเหมือนมีคนมากระซิบข้าง ๆ หู มันเป็นเสียงของผู้หญิง… เขาหลับตาแน่นแต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรเสียงร้องเรียกนั้นก็ไม่หายไปสักที

“หนุ่มน้อย….”

ครั้งแล้วครั้งเล่า..

“หนุ่มน้อย…หลงทางรึ”

        ห้ามตอบกลับ

“หนุ่มน้อย…จะไม่ตอบฉันหน่อยเหรอ”

        รอจนกว่าเขาจะไป

“……”

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่เขาไม่มั่นใจนัก เขาขดตัวอยู่อย่างนั้นและยังคงหลับตาก้มหน้าต่อไป เมื่อเสียงนั้นเงียบลงจนจางหายไป เขาจึงตัดสินใจค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แต่แล้ว…

“เหวอ!”

ขาของใครบ้างคนอยู่ตรงหน้าเขา… เขาตกใจจนล้มไปด้านหลังและเมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบว่าหญิงสาวผู้นั้นได้ก้มลงมาจ้องมองเขาอยู่ในระยะประชิดที่ห่างไม่ถึงหนึ่งฝ่ามือ เขาเบิกตาโพลงจ้องเข้าไปที่ตาของนางไม่กล้ากระพริบตา ณ ตอนนี้เขาทำอะไรไม่ถูก แม้แต่จะกรีดร้องออกมาปากเจ้ากรรมก็แข็งทื่อไปเสียนี่ จนกระทั้งสาวเจ้าตรงหน้าที่เขาไม่แน่ใจว่าจะเรียนว่าเป็นมนุษย์ผู้หญิงได้หรือไม่ขยับห่างออกไปและเริ่มหัวเราะออกมา

“ฮุ ๆ ตกใจอะไรขนาดนั้นกัน”

“ก…ก็…ธ…เธอ…ค…คุณ”

เขาพูดตะกุกตะกักเพราะยังไม่สามารถควบคุมสติได้ แต่เมื่อคนตรงหน้ายิ้มตอบบาง ๆ เหมือนกำลังรอคำตอบบางอย่างจากเขา เด็กหนุ่มก็รู้สึกผ่อนคลายจนใจเย็นลงและได้สติขึ้นมา แม้จะยังกล้า ๆ กลัว ๆ แต่ก็ตัดสินใจจ้องตรงไปยังใบหน้าของคนตรงหน้า และพบว่าหน้าตาของเธอนั้นไม่ได้เป็นไปตามแบบที่คิดไว้ในตอนแรก… เธอมีหน้าตาสะสวยสะอาดหมดจด

“เฮ้อ…”

เขาถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะใช้มือที่ว่างอยู่เช็ดเหงื่อที่ใบหน้า

“คิดว่าฉันเป็นผีเหรอจ๊ะหนุ่มน้อย”

“อ…เอ่อ ขอโทษด้วย”

“ไม่เป็นไรจ้ะ…ว่าแต่หนุ่มน้อยหลงทางเหรอ”

“ครับ…ผมพรากจาก…เพื่อนน่ะครับ”

“เหรอจ๊ะ..น่าสงสาร ตอนนี้ก็มืดแล้ว จะอันตรายเอาถ้าเดินทางในป่าเวลานี้ ถ้าไม่รังเกียจไปค้างที่บ้านของฉันก่อนไหมจ๊ะ”

        บ้าน?

“มาเถอะ ลุกไหวไหมจ๊ะ”

เธอคนนั้นยื่นมือเรียวมาตรงหน้าเขา เด็กชายยังคงลังเลใจอยู่แต่ก็ตัดสินใจจับมือนั้นและลุกขึ้นมา เขาจ้องมองเธอพลางใช้ความคิด

        แถวนี้ไม่น่าจะมีบ้านคนอื่นนอกจากบ้านที่ปู่บอกไห้ไป…หรือจะเป็นเธอคนนี้กันนะ ลองถามดูดีกว่า

“ขอโทษนะครับ บ้านนี่…”

“อะไร!”

แต่ไม่ทันที่เขาจะถามถึงสิ่งที่สงสัยออกไป เธอกลับแสดงสีหน้าที่ดูน่ากลัวออกมาในเสี่ยววินาทีและพูดออกมาด้วยน้ำเสียงกึ่งตะคอก เขาไม่ได้ตาฟางหรือหูฝาดไปแน่นอนถึงมันจะแค่ชั่วแว๊บเดียวก็ตาม แต่จากนั้นใบหน้าของเธอ..ก็กลับมายิ้มอย่างอ่อนโยนเหมือนเดิม

“ฮุ ๆ ขอโทษทีนะจ๊ะที่ทำเสียงดัง พอดีฉันยังไม่ได้ทานอะไรมาทั้งวัน เลยอยากรีบกลับบ้านแล้วน่ะจ้ะ”

“ค…ครับ”

เด็กหนุ่มได้แต่ทำหน้าเหวอตอบกลับไปอย่างว่าง่าย เขารับรู้ได้ถึงแรงกดดันจากอีกฝ่าย แรงกดดัน…จิตมุ่งร้าย…ที่ตรงกันข้ามกับใบหน้าและเสียงอันอ่อนโยนนี่

        อะไรกัน…ชักไม่ชอบมาพากลแล้วสิ

“ถ้าไม่ว่าอะไร เรารีบไปที่บ้านฉันกันเถอะนะจ๊ะ นี่ก็มืดมากแล้วด้วย”

ไม่ทันที่เขาจะได้ประมวลความคิด มือบางที่ตอนแรกช่วยฉุดเข้าขึ้นมาก็จับกุมมือเขาแน่ขึ้นจนรับรู้ได้ถึงแรงบีบที่ไม่เบานักและ…ความเย็นของมือนี่… น้ำลายหนืด ๆ ถูกกลืนลงไปอย่างยากลำบากพอ ๆ กับข้อมือของเขาที่อยากจะออกแรงสะบัดมือที่จับกุมเขาอยู่ออกไปแต่ก็ทำไม่ได้ พอเหลือบมองไปที่ดวงตาของเธอที่จ้องมาเขาก็เริ่มสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติมากขึ้นทุกที ๆ ความกลัวแล่นเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับดวงตาสีอำพันที่เบิกกว้างจ้องมองภาพตรงหน้าไม่กระพริบ

        ตานั่น…ไม่มีแวว

“ไม่ต้องสงสัยอะไรทั้งนั้น…ตามมาเถอะนะจ๊ะ ฉันจะต้อนรับอย่างดี”

เจ้าหล่อนพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มทั้ง ๆ ที่เสียงนั้นดูเย็นเยียบขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เธอจับมือของเขาที่อยู่ในมือของเธอแน่นขึ้นเรื่อย ๆ จนเขารู้สึกเจ็บ และราวกับต้องมนต์ ขาเจ้ากรรมที่แทบจะก้าวไม่ออกในตอนแรกกลับย่างก้าวไปข้างหน้า ค่อย ๆ เดินไปในทิศทางที่คนข้างกายผายมือออกไปอย่างว่าง่าย

        อะไรกัน…เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงขยับไปเอง

“…..!!!”

จู่ ๆ ส่วนอื่น ๆ ในร่างกายก็เริ่มแข็งทื่อไปหมด ปากนั้นหนักอึ่ง สัมผัสทั้งห้าถูกปิดกั่น เขาไม่สามารถบังคับร่างกายได้ดั่งใจอีกต่อไป รวมถึงเสียงที่พยายามเปล่งออกมานี่มันราวกับถูกช่วงชิงไป

        เกิดอะไรขึ้น ทำไม…จริงเหรอเนี่ย…เธอคนนี้

คำตอบที่หามานานในที่สุดก็ปรากฏขึ้น แต่ดูท่าคงจะสายเกินไปเสียแล้ว เพราะการที่มารู้ว่าเจ้าหล่อน ‘ไม่ใช่มนุษย์’ ตอนที่กำลังจะโดนพาไปทำอะไรไม่รู้แถมจะหนีก็หนีไม่ได้นี่เป็นสถานการณ์ที่แย่ที่สุด

        ซวยจริง ๆ พับผ่าสิ ไม่ได้เจออะไรแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว…คงเพราะไม่ได้ใส่สร้อยข้อมือนั่นจริง ๆ สินะ ทำยังดีเนี่ย! ฮือออเธอบอกว่ายังไม่ได้กินอะไรนี่…ฮึก…ไม่น่ารอดแล้วฉัน ปู่…ฉันคงได้ไปเจอปู่เร็วกว่าที่คิดแล้วล่ะฮือออ

        เขาได้แต่คิดคร่ำครวญในใจ อยากจะพูดหรือตะโกนกรีดร้องยังไงก็ทำไม่ได้ มีเพียงน้ำตาและใบหน้าอันสิ้นหวังเผยออกมา ขาของเขายังคงก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับมือที่ยังถูกอีกฝ่ายจับลากนำไป

“เจ้าผีแก่! หยุดนะ!”

แต่แล้วจู่ ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นพร้อม ๆ กับเงาที่ไม่ใหญ่นักกระโจนออกมาจากพุ่มไม้ด้านหน้าของเขา

“ฟุทาคุชิอนนะ!* จะพามนุษย์นั่นไปไหน”

เสียงเล็กประกาศลั่น ซึ่งเสียงนั้นเป็นของใครเป็นไม่ได้นอกเสียจาก…เพื่อนที่เพิ่งพลัดพรากจากเขา

        เจ้าจิ้งจอกน้อย!

เขาทั้งโล่งใจและตกใจในเวลาเดียวกันเมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กยืนกางขาจังก้าดูท่าทางหาญกล้าเต็มที่และพูดออกมา..

        เอ๊ะ…พูดได้ เฮ้ย!

ชายหนุ่มที่ยังคงไม่มีเสียงจะเปล่งออกมาอุทานในใจ จากนั้นก็รู้สึกได้ถึงแรงบีบที่ข้อมือแน่นขึ้นมากไปอีกจนแทบจะไปหยุดเลือดที่กำลังไหลไปล่อเลี้ยงที่มือ หรือถ้าบอกว่าข้อมือนี่หักแล้วเขาก็คงจะเชื่อ เมื่อเหลือบมองท่าทางของหญิงสาวตรงหน้าเขาก็ต้องสะดุ้งสุดตัวรู้สึกเข่าอ่อนขึ้นมาจนทรุดลงไปกับพื้น เพราะยังไม่ทันที่เขาจะได้เห็นใบหน้าอันโกรธเกรี้ยวของเธอ ตรงหน้าของเขา…หลังหัวของเธอได้ปรากฏปากกว้างที่มีเขี้ยวฟันแหลมคมพร้อมกับผมยาวดำขลับที่เริ่มขยับพริ้วราวกับมีชีวิต

        นี่มันอะไรกันเนี่ย! ไม่ใช่แค่วิญญาณผู้หญิงธรรมดาเหรอ

เมื่อเจ้าจิ้งจอกน้อยที่อยู่ห่างออกไปเห็นเจ้าหล่อนเริ่มกลายร่างมันก็เริ่มเหงื่อตกหวั่นใจ แต่กระนั้นก็พยายามตั้งสติและทำใจกล้าตะโกนออกไป

“ถ้าเรื่องนี้ถึงหูนายท่านล่ะก็แกไม่มีที่ซุกหัวนอนแน่!”

แล้วก็ได้ผลชะงัก เจ้าหล่อนถึงกับคลายมือที่จับข้อมือเด็กหนุ่มอยู่และมันก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่แรงกายของเขากลับมาเป็นปกติ ใบหน้าของเธอดูตึงเครียดขึ้นมาทันตา เห็นเช่นนั้นเขาจึงสบโอกาสค่อย ๆ คลานไปหาเจ้าจิ้งจอกน้อยเงียบ ๆ

“นายท่าน?…อ่าวเสียงกลับมาแล้ว”

ขณะที่คลานไปเขาก็อุทานออกมา ทำให้เขารู้ได้ว่าอำนาจบางอย่างที่ควบคุมร่างกายเขาไว้ได้สลายหายไปแล้ว รู้ดังนั้นก็รู้สึกใจกล้าขึ้นมาจนลุกขึ้นวิ่งไปหลบหลังเจ้าตัวน้อยทันที

“เจ้าจิ้กจอกน้อย แกพูดได้เหรอ หรือฉันฝันไป!?”

“นี่ใช่เวลามาห่วงเรื่องนี่รึขอรับ”

เจ้าตัวเล็กตะคอกใส่เขาจนเขาถึงกับลูดซิปปากไปในทันทีและมันก็เป็นจังหวะเดียวกันที่ผีสาวนั้นรู้ตัวว่าเขาได้หลบหนีไปจากการพันธนาการของเธอ เธอจ้องมาที่เขาและเจ้าตัวน้อยตาเขียวก่อนจะเปิดปากกว้างของเธอพูดออกมาด้วยเสียงอันแข็งกร้าว

“แล้วเจ้าคิดว่าเจ้าจิ้งจอกนั้นจะมาช่วยเจ้าทันไหมล่ะ! โฮะ ๆ ข้าจะกินพวกเจ้าทั้งคู่ไม่ให้เหลือแม้แต่เศษซาก! แค่นี้เจ้านั้นก็ไม่สงสัยข้าแล้ว!”

“!!!!!”

เสียงประกาศเจตนารมณ์อย่างมั่นใจดังลั่นเล่นเอาพวกเขาทั้งคู่ขนหัวลุกอกสั่นขวัญแขวนไปตาม ๆ กัน พอเขาทั้งคู่แทบจะกระโดดกอดกันเองด้วยความตื่นกลัว

“ท…ทำยังไงดีล่ะเจ้าจิ้งจอกน้อย!”

“ฮือออ ถามข้าเหรอ…ข้าเป็นเพียงลูกจิ้งจอกตัวน้อย ๆ นะขอรับ”

“เมื่อกี้ยังกล้าอยู่เลยนิ!”

“งั้นเจ้าก็ไปลุยเองเลยเซ่!”

พวกเขาเถียงกันจนแทบจะลืมความกลัวเมื่อครู่ เมื่อปีศาจสาวเห็นเช่นนั้นก็ได้โอกาสค่อย ๆ เยียดยิ้มพอใจคืบคลานเดินเยื้องย่างเข้าไปหา

“หึ ๆ ไม่ต้องทะเลาะกันหรอก ข้าจะกินพวกเจ้าสด ๆ ไม่เสียเวลาไปต้มยำทำแกง และช่วยกินพวกเจ้าไปพร้อม ๆ กัน เห็นไหม…ไม่น่ากลัวแถมไม่ต้องเถียงหรือทะเลาะกันอีก”

“ว้ากกกก น่ากลัว! ไม่เอา!”

เด็กหนุ่มและจิ้งจอกน้อยสะดุ้งโวยวายออกมาพร้อม ๆ กัน ตัวเขากอดเจ้าจิ้งจอกแน่นและค่อย ๆ ร่นถอยไปตามแรงที่ยังหลงเหลืออยู่ แต่แล้วอุ้งเท้าเล็กของคนที่ได้สติก่อนก็เอื้อมมาแตะที่ใบหน้าของเขา ตาโตที่เต็มไปด้วยความหวาดหลัวจึงยอมเหลือบลงมามองดวงตาเล็กนั้น

“ฮือออ อะไร จะสั่งเสียอะไรกับฉันเหรอ”

“สั่งเสียเพื่ออะไรล่ะขอรับ!”

อุ้งเท้านั้นจากทีสัมผัสเพียงบางเบาที่ใบหน้าเขา ตอนนี้มันตวัดตบเข้าที่ข้างแก้มของเขาอย่างแรงพอควร

“โอ๊ย! อะไรเนี่ย!”

“ได้สติหน่อยสิขอครับ ตอนนี้ยังมีเรื่องที่เจ้าทำได้นะ!”

“ห๊ะ….”

พวกเขามองหน้ากันสักพัก ดวงจากของเจ้าตัวน้อยดูจริงจังขึ้นมา และใจชั่วอึดใจดวงตาของเด็กหนุ่มก็กลับมาวาวโรจน์ คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียวตามสัญชาตญาณของผู้อ่อนแอกว่า…. เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะค่อย ๆ ยัดตัวลุกขึ้นมา

“พร้อมนะเจ้าตัวน้อย…”

“ข้าชื่อฮาชิ ไม่ใช่เจ้าตัวน้อย และข้าพร้อมทุกเมื่อ!”

“โอเคฮาชิ! ฉันชื่—”

“หืม…คิดจะแข็งข้อสู้กับข้ารึ ข้าขอเตือนไว้ก่อนว่าตอนนี้ข้าหิวมาก ข้าอาจจะขาดสติฉีกเจ้าเป็นชิ้น ๆ ในชั่วพริบตาแทนที่จะใจดีทำให้เจ้าไร้ความรู้สึกก่อนนะ…”

“อึ๋ย…”

ยังไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะได้แนะนำตัวเองกับเพื่อนใหม่สี่ขาเขาก็ต้องเบ่หน้ากลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อได้ยินประโยคอันน่ากวาดผวานั้น เขาพยายามกลั่นน้ำตาไม่ให้ไหลเอ่อออกมา ทำใจสู้กอดเจ้าตัวน้อยแน่นขึ้นและก้มมองเข้าไปในดวงตาดำขลับนั่นเพื่อเตรียมใจเป็นครั้งสุดท้าย…

“เอาล่ะจะลุยล่ะนะ ฮาชิจับฉันแน่น ๆ ล่ะ”

“โอ้ว!”

“เข้ามาเล— ห๊ะ….พวกเจ้า!”

“โกยสิรออะไร!”

แน่นอนว่าเหตุการณ์ไม่ได้เป็นไปตามที่ปีศาจสาวผู้หิวกระหายคาดการณ์ไว้ เท้าของเหยื่อเธอก้าวมาข้างหน้าเพียงตรึ่งก้าวก่อนเจ้าตัวจะกลับลำโดยเร็วและออกวิ่งไปทันทีด้วยความเร็วที่เธอจำต้องนิ่งอึ่งไปชั่วขนะเลยทีเดียว

“อยู่ให้กินก็โง่ดิฮือออ”

“พ…พวกแกกก ต้องไม่ตายดีแน่!”

“ว้ากกก อย่าตามมา!”

เด็กหนุ่มยังไม่ลืมที่จะตะโกนปรามผู้ล่าแม้จะรู้ว่ามันคงไม่ได้ช่วยอะไรนักก็ตาม เขาวิ่งและวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ผ่านป่าดงแมกไม้และความมืดมิดรอบด้าน ล้มลุกคลุกคลาน จนเกิดบาดแผลมากมาย ไม่คิดจะหันไปมองด้านหลังอีก ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคู่หูดูหลังให้แทน ตอนนี้เขาไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้นด้วยอะดรีนาลีนที่กำลังพลุ่งพล่าน ไม่ว่าจะความหนาวเย็น ความเจ็บแสบของบาดแผลที่ได้รับ และไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนนั้นกำลังมุ้งหน้าไปที่ใด ตอนนี้สิ่งที่อยู่ในใจมีเพียงสิ่งเดียว….

        ฮือออ ใครก็ได้ช่วยด้วย! ช่วยที!

 

********

 

‘เจ้าตัวน้อย…’

เสียงนั่น…

‘มิยู…’

ท่าน…

‘ฉันกลับมาแล้ว’

นายท่าน…

        ดวงตาทีปิดอยู่ค่อย ๆ ปรือเปิด นัยน์ตาสีน้ำตาลที่ดูไร้อารมณ์จดจ้องไปที่ภาพตรงหน้า…มันยังคงเหมือนเดิม ม่านน้ำกว้างที่ถูกทอดลงมาจากด้านบน บ่อน้ำใสที่ผิวน้ำกระเพื่อมเป็นวงตามแรงของน้ำที่ตกลงมาจากที่สูง หยดน้ำที่กระเซ็นไปทั่วจากแรงกระทบนั้นเป็นประกายงดงามเมื่อต้องกับแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลอดลงมาจากแมกไม้ที่อยู่สูงขึ้นไป และใบไม้ที่ร่วงโรยลงมา…ใบแล้วใบเล่า ลอยอยู่บนผิวน้ำก่อนจะค่อย ๆ จมลงไปราวกับเรือที่กำลังอับปาง…

        เหมือนเดิม…ภาพเดิม ๆ …ไม่ว่าจะกี่ครั้งที่ลืมตาขึ้นมา ไม่ว่าจะพยายามตั้งความหวังสักเพียงไร…ท่านก็ไม่ได้อยู่ตรงหน้าข้า

แม้ภาพตรงหน้าจะเป็นภาพธรรมชาติที่สวยงามเพียงใด แต่พอได้เห็นซ้ำ ๆ ทุกเมื่อเชื่อวันมันก็ทำให้เขารู้สึกชินชาขึ้นมา และในเมื่อ…ภาพตรงหน้านั้นมันไม่ใช่ภาพที่เขาต้องการจะเห็นมากที่สุดตอนนี้ ไม่ว่าอย่างไรถึงมันจะทำให้เขาใจสงบลงบ้างแต่มัน…ก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาเฝ้ารออยู่ดี
ชายหนุ่มนั่งอยู่บนโขดหินสูงที่อยู่ริมบ่อน้ำ เขาที่จ้องภาพเบื้องหน้าด้วยสายตาอันว่างเปล่ามานานสักพักค่อย ๆ มองต่ำลงไปที่ผิวน้ำด้านล่าง ภาพที่สะท้อนอยู่คือ ตัวเขา ผู้มีใบหน้าคมเข้มดูมีสัดส่วน คิ้วโก่งงอนได้รูปกับตาเรียวสีน้ำตาลใต้กรอบแว่นที่ดูน่าหลงไหล จมูกที่โด่งเป็นสันอย่างพอดีกับปากรูปกระจับอันเป็นเอกลักษณ์ ทั้งหมดนั้นดูเข้ากับเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนเป็นอย่างดี แต่แม้มันจะเป็นใบหน้าที่ดูมีเสน่ห์สักเพียงใดตัวเขานั้นก็ไม่ได้สนใจมันนัก เพราะมันก็เป็นเพียงใบหน้าเดิม ๆ ของเขาเองที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง…

“เฮ้อ…ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยจริง ๆ”

มือหนายกขึ้นมาลูบข้างแก้มก่อนเจ้าตัวถอนหายใจเฮือกใหญ่ จากนั้นไม่นานเขาก็ตัดสินใจลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจไปมาก่อนจะสูดเอาอากาศธรรมชาติเข้าไปลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้และผ่อนออกมาพร้อมเผยยิ้มบางราวกับขอบคุณธรรมชาติที่่คอยช่วยเติมเต็มพลังให้แก่เขาเหมือนทุก ๆ วัน

“เอาล่ะ!”

เมื่อรู้สึกว่าร่างกายนั้นพร้อมที่จะใช้กำลังต่อ เขาก็กระโดดลงมาจากโขดหินที่เคยนั่งอยู่ด้วยท่าทางทะมัดทะแมง ความสูงของโขดหินนั้นทำให้กิและฮาคามะที่ใส่อยู่จำต้องพริ้วไปตามแรงลมสักพักกว่าเท้าน้้นจะเยียบลงพื้นได้ มันเป็นความสูงที่มนุษย์ธรรมดาคงไม่สามารถกระโดดลงมาได้อย่างปลอยภัย…แต่มันกลับไม่ใช่เรื่องลำบากสำหรับเขา เมื่อถึงที่ราบชายหนุ่มก็หยิบเอาตะกร้าคู่ใจที่เต็มไปด้วยของป่ามากมายขึ้นมาถือและออกเดินไปยังทิศทางที่ตอนแรกเดินมา

“เย็นนี้จะทำอะไรกินดีนะ เห็ดป่า ลูกไม้ สมุนไพร ปลา…เอ น่าจะพอแล้วมั้ง ที่เหลือก็ไปเก็บที่สวนหลังบ้าน…”

เขาพูดกับตัวเองพลางยกยิ้มเมื่อได้นึกถึงกิจวัตรที่เขาชอบที่สุดในแต่ละวัน…การทำอาหารนั่นเอง แต่แล้วเมื่อสายตาสังเกตเห็นท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มแสดเขาก็ฉุกคิดนึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้

“เย็นขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย…จะว่าไปฝากเจ้าฮาชิไปดูว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่ตีนเขานี่นา ตอนนี้ก็ยังไม่กลับมาอีก เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่านะ…”

เขาหวนนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณชั่วโมงกว่า ๆ ที่ผ่านมา ตอนนั้นเขาสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ผิดปกติ มันมีบางสิ่งบางอย่างทะลุผ่านเขตแดนของเขาเข้ามา…เขตแดนที่เขากางไว้เกือบทั่วบริเวรหุบเขาลูกนี้ มันไม่ใช่การทำลายหรือการจงใจเข้ามาแต่มันเป็นการผ่านเข้ามาราวกับเป็นสิ่งที่เขตแดนนี้ต้อนรับ…เป็นเรื่องน่าแปลก เพราะปกติหากเป็นมนุษย์ล่ะก็ถึงเข้ามาได้ก็จะถูกภาพลวงตาทำให้กลับออกไปยังเส้นทางเดิมที่มา หากเป็นภูติผีก็จะถูกเขตอาคมสะท้อนออกไป แต่นี่…เขายังสัมผัสได้ว่าสิ่งนั้นยังอยู่ในอาณาเขตของเขาและมันกำลังทำให้หลาย ๆ สิ่งที่อยู่ในที่แห่งนี้เริ่มแปรปรวน แม้ว่า…สัมผัสนั่นกำลังเลือนหายไปทุกที ๆ

“ไม่ใช่สิ่งอันตราย ดูแล้วก็ไม่มีความชั่วร้ายแฝงอยู่ มันคืออะไรกันแน่นะ รู้งี้ไปดูเองแต่แรกก็ดี…”

เจ้าตัวพูดและเดินไปพลางทำท่าครุ่นคิดไปพลาง เพราะตั้งแต่อยู่ที่นี่มาก็นานจนแทบจะจำไม่ได้ แต่เหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยจะเกิดขึ้นเลยสักครั้ง อย่างมากก็แค่เขาเป็นคนต้อนรับให้เข้ามาเอง แต่แล้วความคิดทุกอย่างก็ต้องหยุดลงเมื่อบางอย่างตกลงมาที่กลางหัวของเขาโดยไม่ทันตั้งตัว

โป๊ก!

“โอ๊ย! จิ๊! อะไรเนี่ย มาจากไหนกัน”

ความเจ็บปวดแล้นเข้ามาแทบจะในทันที โชคยังดีที่ของที่ตกลงมาน่าจะเป็นของไม่หนักมากนัก ไม่อย่างนั้นหัวเขาคงได้อาบเลือดเป็นแน่ เมื่อรู้ว่าบางอย่างตกลงมาจากฟากฟ้า เขาจึงตัดสินใจเงยหน้ามองไปข้างบนก่อนเป็นสิ่งแรกและสิ่งที่ได้เห็นคือเจ้าอีกากลุ่มหนึ่งที่ส่งเสียง อาโฮ่ อาโฮ่ ไม่หยุดและบินผ่านเขาไปหน้าตาเฉย ซึ่งมันก็ทำให้เขารู้สึกฉุนขึ้นมาจนต้องตะโกนด่าออกไป

“เจ้านกบ้า! กล้าดียังไงมาทิ้งของลงบนหัวข้า! ไปเก็บของใครเขามาอีก!”

‘อ๊ะ…นายท่านนิ’

และเมื่อตะโกนพูดไป นกอีกาหนึ่งในนั้นก็แทบจะบินกลับมาหาเขาในทันที ซึ่งมันก็มาพร้อมกับเสียงที่ดังก้องอยู่ในหัวของชายหนุ่ม ไม่นานนักมันก็บินมาเกาะบนต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกลจากตัวผู้เคราะห์ร้าย

‘ขออภัยด้วยขอรับนายท่าน ข้ามิได้ตั้งใจ มันบังเอิญหลุดจากปากข้าไป’

มันว่าด้วยน้ำเสียงสำนึกผิดก่อนจะโค้งหัวลงเป็นการขอโทษ

“ระวังหน่อยสิ มันเจ็บนะเนี่ย”

เขาว่าพลางลูบหัวที่ปูดขึ้นมาเล็กน้อย

“จะว่าไป…เจ้ามาก็ดีแล้ว เห็นเจ้าฮาจิบ้างไหม ข้าให้มันไปสำรวจที่ตีนเขาแต่บัดนี้ยังไม่เห็นแม้แต่เงา”

‘เอ…ตอนแรกข้าก็เห็นท่านฮาจิอยู่กับเด็กหนุ่มคนหนึ่งขอรับ แต่ต่อจากนั้น…’

“หือม์ เด็กหนุ่ม?”

เสียงทุ้มกล่าวออกไปด้วยความสงสัยพร้อมกับคิ้วเข้มที่เลิกขึ้น แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรเจ้าอีกาก็ทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้และบินล่อนลงมาที่พื้นใกล้ ๆ เขาแทน มันเดินไปเดินมาราวกับกำลังค้นหาบางอย่างอยู่จนทำให้นัยน์ตาสีน้ำตาลจำต้องมองตาม ไม่นานนักมันก็คาบบางอย่างขึ้นมาและค่อย ๆ กระพือปีกบินมาเกาะที่ไหล่ของเขา

“อะไรอีกล่ะ”

‘อันนี้ของท่านมิใช่หรือขอรับ ข้าเห็นว่ามันน่าจะเป็นสิ่งสำคัญต่อท่าน ข้าเลยเก็บมาให้ แต่ว่า…’

“หือ?”

ตาคมเหลียวมองไปที่ปากของเจ้านกสีดำ เขาถึงกับเบิกตากว้าง หัวใจที่เต้นอยู่นั้นแทบจะหยุดเต้นเมื่อพบว่าสิ่งนั้นคือสร้อยข้อมือเชือกถักที่มีลูกปัดอันเป็นเอกลักษณ์ตบแต่งอยู่ มันคือของของเขา…ของที่สำคัญที่สุด

“เอามานี่!”

เขาแทบจะกระชากมันออกมาจากปากของเจ้าอีกาในทันทีทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันจะได้ฟังสิ่งที่มันพูดค้างอยู่ให้จบ ซึ่งนั่นก็ทำให้เจ้านกที่ไม่รู้ประสีประสาอะไรถึงกับตกใจสะดุ้งโหยงและไม่กล้าพูดอะไรต่อ

“เจ้าไปเอามาได้อย่างไร”

‘ข…ข้า…ก็แค่เจอมันตกอยู่ทีตีนเขาเท่านั้นเอง’

“…ตกอยู่…ตีนเขา?”

ชายหนุ่มขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความหงุดหงิดและสงสัยในเวลาเดียวกัน เพราะถ้านึกย้อนความไปสองสามวันนี้และวันนี้ก็เช่นกัน เขานั้นไม่ได้ไปที่ตีนเขาเลย แล้วมันจะไปตกอยู่ที่นั่นได้อย่างไร อีกอย่าง…เขาไม่เคยลืมหรือทำมันหาย ใส่มันอยู่ทุกวันไม่เคยถอดและระมัดระวังคอยดูทุกครั้งว่ามันยังอยู่กับตัวหรือไม่ จะว่าขาดด้วยความบังเอิญก็คงเป็นไปได้ยาก เพราะเขานั้นทะนุถนอมดูแลมันอย่างดีแทบทุกวัน คิดไปเขาก็กำสร้อยข้อมือที่อยู่ในมือของตนแน่น

        ถ้าหายไปล่ะก็…ข้ายอมคว้านท้องเสียดีกว่า

มือหนาที่กำสร้อยข้อมือยู่ค่อย ๆ ผ่อนแรงลง ดวงตาสีน้ำตาลที่กำลังสั่นระริกทอดมองออกไปที่มือของตนอย่างเหม่อลอย จากนั้นเขาก็ยกมันขึ้นมาเอาไว้ที่ข้างแก้มแสดงท่าทีหวงแหนมันออกมาอย่างเห็นได้ชัด

“ข้าขอโทษที่ไม่รักษาให้ดี…ข้าสัญญาว่าจะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก”

น้ำเสียงนั้นพูดออกมาโดยมีทั้งความรู้สึกผิดและความเศร้าปะปนกัน เจ้าอีกาที่มองอยู่นานงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่กระนั้นก็ไม่ได้แปลกใจนักที่จะเห็นคน ๆ นี้หวงแหนสร้อยข้อมือนี้ยิ่งนัก เพราะทุกวันทุกครั้งมันมักจะเห็นคนที่เป็นเจ้าของนี่ประคบประหงมเจ้าสิ่งนี้เป็นอย่างดี แต่มันก็คงไม่อาจเอื้อมถึงขั้นจะไปถามว่าทำไมถึงต้องให้ความสำคัญกับสิ่งนี้มากขนาดนั้น
แต่ทั้งหมดนี้คงไม่ใช่ประเด็นที่มันอยากจะมานั่งคิดตอนนี้ เพราะมีเรื่องน่าแปลกใจยิ่งกว่า และตัวมันก็คิดว่าควรบอกเจ้านายของมัน

‘อ่ะ…เอ่อ…น…นายท่าน คือว่า…’

“…อะไร”

ชายหนุ่มที่โดนขัดอารมณ์พูดเสียงแข็งออกมาจนเจ้านกนั้นเริ่มไม่มั่นใจว่าควรจะพูดต่อดีไหมแต่มันก็ทำใจสู้พูดออกไป

‘คือ…ข้าไม่คิดว่าท่านจะทำมันหล่นหาย…ข…ข้าหมายถึง’

“อะไร เจ้าหมายถึงอะไร พูดออกมาให้ชัดสิ”

‘ฮือออ ท่านอย่าทำเสียงแข็งกับข้าสิขอรับ ข้ากลัว’

เจ้านกสีดำที่ปกติดูน่ากลัวในสายตาคนทั่วไปบัดนี้ได้ตัวสั่นบ่อน้ำตาแตกเป็นที่เรียบร้อย แต่นั่นก็ไม่ได้เรียกคะแนนความสงสารจากชายหนุ่มเจ้าของไหล่ที่มันเกาะอยู่สักเท่าไหร่ เจ้าตัวเพียงหรี่ตาและถอนหายใจออกมาเบา ๆ

“อย่ามาสำออยบ่อน้ำตาแตกตรงนี้ มีอะไรก็พูดมาก่อนข้าจะมีน้ำโห”

‘ฮึก อึ๋ย…ใจดำจริง ๆ …’

เสียงทุ้มดูแข็งกร้าวน้อยลงแต่ตาคมนั้นยังคงดุร้ายไม่เปลี่ยน เจ้าอีกาเห็นดังนั้นจึงเผลอหลุดปากพุดสิ่งที่คิดออกไปจนทำให้คิ้วเข้มของใบหน้าตรงหน้าขมวดเข้าหากันมากกว่าเก่า ซึ่งมันก็เป็นภาพที่ไม่ว่าจะเห็นมากี่ครั้งก็ไม่เคยรู้สึกชินชาหรือน่าหวาดกลัวน้อยลงเลย

‘ข…ขออภัยด้วยขอรับนายท่าน ที่ข้าพยายามจะพูดคือ…เอ่อ…ที่ข้อมือของท่านยังมี…สร้อยข้อมือแบบเดียวกันอยู่…’

“ห๊ะ!”

ปีกดำของเจ้ากายกชี้ไปที่ข้อมือด้านขวาของชายหนุ่มที่ถือตะกร้าอยู่ และด้วยประโยคนั้นมันก็ทำให้ตาเรียวรีบตวัดกลับไปมองที่จุดที่ถูกชี้ในเวลาไล่เลี่ยกัน เมื่อดวงตาสีน้ำตาลเห็นสิ่งที่เหมือนกับสร้อยข้อมือที่ถืออยู่ในมือซ้าย ตะกร้าที่ถืออยู่ก็พลันร่วงหลุดจากมือที่อ่อนแรงลงทันที

“นี่มันหมายความว่ายังไง…”

‘ข้าจะไปรู้เหร—’

“ข้าไม่ได้ถาม!”

ชายหนุ่มตะคอกออกไป เสียงนั่นแทบจะดังลั่นไปทั่วทั้งผืนป่าจนทำให้สัตว์น้อยใหญ่แถวนั้นแตกตื่นและสร้างเสียงเซงแซ่ไปทั่ว แต่กระนั้นมันก็ไม่ได้ทำให้เขาผู้นี้หวั่นเเกรงแต่อย่างใด ใบหน้าคมเข้มเรียบนิ่งผิดกับด้วยตาสีน้ำตาลวาวที่ยังคงเพ่งมองสร้อยข้อมือทั้งสองเส้นที่มีความคล้ายครึงกันมากจนน่าตกใจ ในหัวก็พยายามคิดหาคำตอบของการมีอยู่ของสิ่งที่อยู่ตรงหน้านี่ คิด…และคิด ทุกสรรพสิ่งรอบกายพลันเงียบสงบลงเหลือเพียงแต่ลมหายใจและหัวใจที่เริ่มเร่งจังหวะเร็วขึ้นทุกที

        ทำไม…มันไม่น่าจะมีอยู่…สิ่งนี้คือสิ่งที่ท่านผู้นั้นให้ข้ามาเมื่อนานมาแล้ว และอีกเส้นหนึ่งนี่…

จู่ ๆ ตาเรียวนั้นก็เบิกโพลงเมื่อภาพบางอย่างที่ไม่ชัดเจนนักปรากฏขึ้นในห้วงความคิด ภาพ…ของมือที่มีนิ้วเรียวสวยกับข้อมือ…ที่มีสร้อยข้อมือแบบเชือกถักสีแดงเข้มกับลูกปัดหินสีขาวขุ่นนั่น มืออุ่นที่ยื่นออกมาผ่านพ้นม่านบาง ๆ กับเชือกถักอีกเส้นที่เจ้าของใส่ให้กับอีกฝ่าย….หรือก็คือเขา

        ‘เรามาใส่คู่กันนะ…ข้าทำเองกับมือ ถึงจะไม่ได้สวยมากมายนัก แต่ข้าก็อยากให้เจ้าใส่ไว้’

        ‘….’

        ‘มันจะเป็นทั้งสิ่งที่เอาไว้เตือนใจและ…เครื่องรางที่จะปกป้องเจ้า’

สิ่งที่ท่านมอบให้แก่ข้า…ของของพวกเราทั้งสองคน สิ่งที่…มีเพียงท่านและข้าเท่านั้นที่จะมีอยู่

        ร่างสูงถึงกับทรุดลงไปกับผืนดินก่อนหยดน้ำใสจะไหลรินลงมาจากดวงตาสีน้ำตาลที่กำลังท่อประกายผ่านม่านน้ำตา มือไม้ที่ไร้เรี่ยวแรงค่อย ๆ ยกขึ้นมาพลางกุมสร้อยข้อมือไว้ที่อก ปากได้รูปกำลังสั่นเทาก่อนเสียงที่ปกติจะแข็งกร้าวกระดากกระด้างนั้นจะกล่าวออกมาอย่างโอนอ่อนไร้เรียวแรง แต่เสียงนั้น…และน้ำตาที่ไหล่รินอยู่นี่…มันไม่ได้มีความเศร้าปะปนอยู่เลยแม้แต่น้อย

“ท่าน…ท่านกลับมาหาข้าแล้วรึ ฮึก…ข้า…รอมาตลอด”

‘นายท่าน…’

“เจ้า…พาข้าไปที่ที่เจ้าพบสร้อยข้อมือเส้นนี้ที”

‘ข…ขอรับ…’

เสียงอันสั่นเครือนั่นทำให้เจ้านกสีดำตอบรับอย่างว่าง่าย จากนั้นเมื่อร่างสูงเริ่มมีเรี่ยวแรงจึงลุกขึ้นมาและออกวิ่งตามไปพร้อมกับเจ้านกที่กำลังโบยบินนำทางไป โดยเขาที่นั้น…ไม่ได้รับรู้เลยว่าการที่ได้ก้าวเท้าไปยังจุดหมายนั้นและการที่ได้พบเจอสร้อยข้อมือเส้นนี้…จะทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

 

*****To be continue*****

*ฟุทาคุชิอนนะ : สาวสองปาก เป็นผู้หญิงที่ต้องคำสาป ทำให้กลายเป็นครึ่งคนครึ่งผี ลักษณะเด่นคือ จะมีปากอยู่ที่ด้านหลังของคออีกหนึ่งปาก กะโหลกจะเปิดออก กลายเป็นปากมีฟันและลิ้น ซึ่งไม่สามารถควบคุมปากด้านหลังนี้ได้ มันจะหาอาหารที่ใกล้ตัวกินเอง โดยใช้เส้นผมที่ยาวของผู้หญิงคนที่ต้องคำสาปนั้นแทนมือ ซึ่งหากมันไม่ได้รับอาหารที่เพียงพอ จะสร้างความเจ็บปวดออย่างมาก ให้กับหญิงที่ต้องคำสาป เรื่องเล่าของสาวสองปาก มักจะเล่าว่า เกิดกับแม่เลี้ยงที่ทอดทิ้งลูกเลี้ยง ให้อดตาย ในขณะที่ตัวเองกินดีอยู่ดี วิญญาณของเด็กที่ตายไป จึงกลับมาล้างแค้นแม่เลี้ยงของตน

ที่มา: https://my.dek-d.com/illusion999/writer/viewlongc.php?id=638805&chapter=11

———————

Talk
ตอนแรกคลอดออกมาแล้วนะคะ อาจจะยังไม่มีอะไรมาก ก็ขอให้ใจเย็นกันหน่อยนะคะ เพราะอันนี้เป็นเรื่องยาว…( = .. = ) เรื่องหลัก ๆ ก็จะองตามภูติผีญี่ปุ่นค่ะ อ่านไปก็จะได้เรียนรู้เพิ่มเติมด้วย ( – v -) อ่านแล้วคงเกิดข้อสงสัยหลาย ๆ อย่าง ก็รอดูเฉลยกันต่อไปนะคะว่าเรื่องราวของพวกเขาจะเป็นเช่นไร หวังว่าจะสนุกและชอบกันค่ะ เช่นเคยติชมพูดคุยกันได้ค่ะ จะดีใจมากหากได้เห็นเม้นกันสักเล็กน้อยTvT ขอบคุณค่ะ ไว้พบกันใหม่ค่ะ! ❤

*04/13/18 ย้ายกลับมาจากเด็กดีค่ะ

ปล.บรรทันและย่อหน้าเ้งค่ะ พยายามจัดแล้วแต่มันไม่เป็นตามที่วางเลย…ฮืออออ อะไรของมันนนน

0

รวมเล่มฟิคBY MY SIDE :: MiSawa @Comic Square 2

สวัสดีค่ะะะ หายหน้าหายตาไปนานเลย… วันนี้เรามาประกาศข่าวค่ะ! ได้รวมเล่มของตัวเองครั้งแรกล่ะ ฮือออ TT v TT ดีใจน้ำตาไหล เรื่องBY MY SIDE คู่มิซาวะนั่นเอง! หลาย ๆ คนน่าจะเคยได้อ่านไปตอนสองตอนแล้ว เราได้แต่งต่อมาสักพักแล้วล่ะค่ะแต่แค่ไม่ได้ลงเพราะอยากแต่งทีเดียวให้จบ รวมถึงได้มีการรีไรท์และแต่งเพิ่มอีกหลายตอนมากกว่าที่คาดไว้ด้วย! เรารู้สึกชอบเรื่องนี้พอตัวและเป็นเรื่องที่แต่งได้ยาวที่สุด ณ ตอนนี้ เลยจับรวมเล่มซะ อีกข้อคือโดนหลายคนเสี้ยมมาค่ะ ฮือออ

ครั้งนี้มีโอกาสไปลงเซอร์กับหมึยหมึยและนัตจังในงานComic Square 2 ที่จะถึงนี้ค่ะ เพราะงั้นก็มาเจอกันได้ที่เซอร์IchigoKarē บูท C06 ในเซอร์ส่วนใหญ่เป็นกู๊ดMHAล่ะ มีของเราเป็นไดยะปกเดียวเลย555 แต่เราก็มีแจกฟรีเปเปอร์จากเรื่องMHAด้วยนะคะ! ฟิตมากกก(ได้ข่าวว่ายังไม่เสร็จ…)

ขอเกริ่นอีกนิด…
เรื่องนี้เป็นแนวดราม่าเคล้าอบอุ่นค่ะ เป็นเรื่องของคู่มิยูกิและซาวามูระในช่วงใกล้จบมหา’ลัย แน่นอนว่ามีตัวละครอื่น ๆ โผล่มาด้วย (แต่งไปนี่อบไปFCพี่มจจิแทนเลยค่ะ…หืม?) การดำเนินเรื่องและภาษาจะหน่วง ๆ แต่ก็ฟิลกู๊ด เน้นบรรยายล่ะนะ แต่เองยังปวดใจเองค่ะ…และอาจจะเป็นบ้าTvT เตรียมใจโดนด่ามาก555 เอาเป็นว่าลองอ่านดูนะคะ!
ยังไงก็…นอกเรื่องมาสักพักมาดูตัวเล่มเลยดีกว่าค่ะ!

.

.

.

.

จ่างงงงงง!

 

By-My-side2รายละเอียดเล่ม
Daiya no Ace Fan Fiction : BY MY SIDE
Miyuki Kazuya x Sawamura Eijun
– อิลัสโดย Macbeth1995 (แฟงแฟงที่รักเราเองงง)
– กระดาษถนอมสายตา
– ปกกระดาษอาร์ตการ์ดแบบด้าน 4 สี
– ขนาด A5 สันกาว
– จำนวน 136 หน้า
– เนื้อหามีบทนำ + บทที่ 1 – 6 (จบ) + ตอนพิเศษ 1 บท มีการรีไรท์แต่ไม่กระทบตัวเรื่องหลักค่ะ
– PG 15
– ตัวอย่าง บทนำ คลิก! [สำหรับบทนำในตัวเล่มจะมีเกลาคำและเช็คคำผิดค่ะ]
ราคา 200 บาท จำนวนจำกัด ไม่รีผลิตค่ะ
– รับโอนSCBหรือTruewalletหน้างานได้ค่ะ

อย่าลืมมาอุดหนุนกันนะคะะะ ถ้ามีรอบไปรก็จะมาแจ้งให้ทราบอีกทีค่ะ! แต่ทางที่ดีมาสอยถึงงานแล้วมาติ่ง ๆ เอง ลูบไล้ไปด้วยกัน แฮ่ก ๆ ดีกว่า (ใจเย็นนะ…)
สามารถติดต่อสอบถามหรือจองล่วงหน้าได้ที่อีเมล hamano.kei@gmail.com หรือ Twitter: Kirikiri_Kei ค่ะ!

 

เออเกือบลืม!FPP_Whentheskyfalls2

แต่งฟรีเปเปอร์ไปแจกด้วยค่ะ! XD เล่มง่อยๆเป็นกระดาษนี่แหละ เป็นเรื่องสั้นนนจากเรื่องMy hero academia! เรื่องคู่…ให้เลือกเชียร์กันเองค่ะ จะเห็นว่าปกเขียนไว้สองคู่แต่ไม่สองเรื่องนะ5555 ตัวเรื่องก็…ดราม่าตามสไตล์เราค่ะ =3= มาหยิบกันได้นะ! อ่านแล้วก็ติชมได้ค่ะ! (จริงๆยังไม่เสร็จเลยค่ะ…เลยไม่รู้จำนวนหน้า หวังว่าจะไม่ยาวไป อีนี่ชอบแต่งเพลิน10หน้า+ตลอด ฮือออ แต่ต้องรีบแล้ว!)

ไม่มีอะไรล่ะ…ไว้พบกันนะคะ! เดี่ยวหลังงานมาเวิ่นอีกที!

0

[FPP] Lonely rabbit : Oiiwa

Lonely rabbit :: Oiiwa



ความอ้างว้าง…ความเหงา…มันเกิดขึ้นจากสิ่งใดกันนะ

หากไม่มีสิ่งที่ต้องยึดติด นึกถึง…ความรู้สึกนี่จะเกิดขึ้นได้หรือไม่

เฝ้ารอ…รอและ…รอ วันที่ความรู้สึกนี้จะหยุดลง…

นี่…เคยรู้สึกเหมือนกันบ้างหรือเปล่านะ หากเป็นไปได้…แม้เพียงเสี่ยววิ

อยากให้รับรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในใจนี่…

อยากให้…ช่วยทำให้มันมลายหายไป…

อยากขอให้ได้ยิน ได้เห็น…ได้อยู่เคียงข้างกันตลอดไปจริง ๆ…

.

.

‘อิวะจัง กระต่ายน่ะเหงาตายได้จริง ๆนั่นแหละ’

.
.

 

          กริ๊ง ๆ

          กริ่งจักรยานคันเล็กดังขึ้นแว่ว ๆ ท่ามกลางเส้นทางที่ไร้ผู้คน วงล้อยังคงหมุนวนเรื่อยไปพร้อมกับจานหน้าที่หนุมไปพร้อม ๆ กันด้วยแรงถีบจากเท้าเล็กบนบันได ยานพาหนะนี่นำพาเจ้าของของมันไปยังทิวทัศน์ถัดไป ต้นไม้…ใบหญ้า…บ่อน้ำ…ผีเสื้อที่บินมาทักทาย…และสุดท้ายก็ได้มาหยุดลงที่สถานที่ประจำที่อยู่ในห้วงความคิดตลอดทางมา

          “สวัสดี! วันนี้อากาศสดใสเนอะ”

          เด็กชายก้าวขาลงมาจากจักรยานคันเก่งของเขาก่อนจะเริ่มสำรวจรอบ ๆ ศาลหลังเล็กข้างทางนี่ มันยังคงดูเก่าซอมซ่อเหมือนเดิม คงเพราะไม่ค่อยมีใครเข้ามาสักการะนัก แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคงเป็นความสะอาดและบรรยากาศของมันที่ดูจะสดใสขึ้น เขาค่อย ๆ ดึงเถาวัลย์และวัชพืชรอบ ๆ ที่เริ่มขึ้นมาออก ซึ่งมันก็กลายเป็นกิจวัตรของเขาไปตั้งแต่วันแรก ๆ ที่ได้เจอศาลเจ้าเล็ก ๆ นี่

          “โอเค! ยังไม่พุ ไม่พัง! และสะอาดใช้ได้!”

          เขาว่าด้วยท่าทีภูมิใจในผลงานของตัวเองก่อนจะยิ้มกว้างออกมา จากนั้นก็นั่งยอง ๆ ลงหน้าศาลนั่น

         “วันนี้มีส้มล่ะ ส้มผลบะเริ่มเลย ผมเลือกลูกที่ดูน่ากินที่สุดมาให้เลยนะ ก็ท่านเป็นคนช่วยให้ต้นส้มของคุณยายกลับมามีผลอีกครั้งนิฮี่ ๆ ขอบคุณนะ อ๋อ! มีลูกอมด้วย!”

   เด็กน้อยพูดออกไปด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เขามีความสุขน่าดูเมื่อมองผลส้มกับขนมในมือ

   “แม้ว่าตอนนี้จะออกผลเพียงไม่กี่ต้น แต่อย่างน้อยท่านก็ช่วยทำตามที่ผมขอ ดีใจมากเลยล่ะ”

   จากนั้นก็เอาทั้งส้มและขนมของตนไปวางไว้ที่หน้าศาลเจ้าและเริ่มพนมมือไหว้

   “คุณยายดูมีความสุขมาก ผมก็มีความสุข ขอบคุณนะท่านเทพกระต่าย”

          ปากเล็กพึมพำพูดด้วยเสียงใสของตนเจื้อยแจ้ว ก่อนจะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พลางบอกเล่าเรื่องราวอื่น ๆ อีกมากมาย ราวกับได้พูดคุยกับบุคคลที่ไม่ว่าอย่างไรก็จะรับฟังเขาทุกเรื่องอย่างตั้งใจ

          ใช่…ตั้งใจ…ข้าตั้งใจฟังอยู่
          พูดออกมาด้วยเสียงใสของเจ้าพร้อมกับตาที่ใสซื่อนั้นและรอยยิ้ม…เหมือนทุกทีสิ ข้ารอฟังอยู่เสมอ

          เสียงภายในใจที่ไม่อาจสื่อไปถึง และแม้เรียวปากนี่จะอ้าเปิดกล่าวอะไรออกไป อีกฝ่ายก็ไม่อาจรับรู้ได้ สุดท้าย…ก็ได้แต่ยิ้มบาง เฝ้ามองอยู่เคียงข้างและตั้งใจใช้หูนี่สดับฟังทุกถ้อยคำ

          เจ้ามีความสุขข้าก็มีความสุข ดีแล้วล่ะ…ขอบคุณที่ยังคงมาหาข้าในวันนี้

          มือหนายกขึ้นลูบหัวเด็กน้อยตรงหน้าเบา ๆ หากแต่เจ้าตัวยังคงเปิดปากบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ พร้อมทำท่าโบกไม้โบกมือประกอบการเล่าไปพร้อมกับดวงตานั่นที่จ้องมองมาที่เขาแต่…

          ไม่รู้เลยสินะ…

          ความอบอุ่นอ่อนโยนจากมือนี่กลับไม่ได้ส่งผ่านไปยังอีกคน สุดท้ายก็เพียงแค่ลดมือลง…

          …อิวะจัง

          “นี่ๆ คุณยายเล่าให้ฟังว่า กระตายน่ะ ถ้าอยู่ตัวเดียวนาน ๆ จะเหงาตายได้”

          แต่แล้วเมื่อเริ่มต้นเรื่องราวใหม่ บางสิ่งบางอย่างก็ทำให้เขาเกิดสนใจมากขึ้นกว่าเมื่อครู่จนตาคมเบิกกว้างขึ้น

         “ท่านจะเป็นเช่นนั้นหรือเปล่านะ ผมไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น ท่านเหงาหรือเปล่า…”

   เสียงใสในตอนแรกค่อยแผ่วลงไปตามประกายของตากลมที่เริ่มหม่นลง

   กระต่าย…ข้าเหรอ นั่นสินะ…

ภาพบางอย่างอันเรือนลางปรากฏขึ้นในมุมหนึ่งของความทรงจำ

          ภาพ…ของตัวเขาที่ถือกำเนิดเป็นกระต่ายตัวเล็กกับผู้คนที่วนเวียนเข้ามา เข้า…ออก…มา…ไป… ได้รับความเชื่อมั่นจากคำภาวนาที่เป็นจริงมากมาย จนมีร่างกายนี้… นัยน์ตาสีน้ำตาลจับจ้องไปที่เรียวนิ้วยาวจนไล่มาที่มือ กำและแบ…

          นานแค่ไหนแล้วนะ ร่างกายนี่…

          แต่ว่ามันก็ไม่ได้เป็นเช่นเดิม หากมองดูก็รู้ได้ทันที่มันเลือนรางลงไปทุกที ร่างกายนี่ที่คล้ายกับมนุษย์ตรงหน้าของเขา สิ่งที่ต่างกันคงเป็นเสื้อผ้าที่มาจากคนละยุคสมัย เจ้าหูยาว ๆ ที่อยู่บนหัวของเขา และ…ร่างเนื้อที่เริ่มโปร่งแสงมากขึ้นทุกวันๆ

          พลังของข้าเริ่มถดถอยลง ที่ยังคงอยู่ได้เช่นทุกวันนี้คงเป็นเพราะคุณยายของเจ้าและเจ้าสินะเด็กน้อย ขอบคุณที่ยังเชื่อมั่นในตัวข้า
         วันเวลาผันแปรเฉกเช่นเดียวกับผู้คนที่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ความเชื่อและความเคารพที่มีต่อเทพเจ้านั้นคงลดน้อยลงไป ข้าเข้าใจดี และข้าก็รู้ตัวว่าข้าเป็นเพียงเทพชั้นล่าง ที่ไม่ได้มีพลังแกร่งกล้าอะไร เป็นเพียง…กระต่ายที่เป็นที่รักของพืชพันธุ์

“ผมเชื่อมั่นในตัวท่านเสมอ”

‘…..’

และอีกครั้งที่คำพูดของเด็กคนนี้มันเกิดทำให้ใจนี่เต้นผิดจังหวะขึ้นมา

“ผมน่ะจะมาหาทุกวัน เหมือนทุกครั้ง เพราะผมไม่อยากเห็นท่านเหงา ไม่อยากให้ท่านต้องเฉาตาย”

          เด็กน้อย…

“เป็นเพื่อนกันนะ ผมอยากทำอะไรให้ท่านบ้าง”

เสียงใสกล่าวคำพูดพร้อมกับดวงตาอันซื่อตรง เจ้าตัวยิ้มกว้างราวกับตื่นเต้นดีใจที่ตนหาทางช่วย ‘กระต่ายขี้เหงา’ ได้ ร่างที่ไม่เคยรู้สึกเจ็บปวดใด ๆ เกิดอ่อนยวบขึ้นมา ราวกับว่าคำพูดง่าย ๆ สั้น ๆ ที่เพิ่งได้ยินนั้นได้เข้ามาสลายความหนักอึ้งในใจที่มีมานาน นัยน์ตาเกิดร้อนผ่าวขึ้นมาพร้อมกับน้ำใสที่กำลังจะเอ่อร้นเกินขอบตา…

          ‘อิวะจัง…’

ร่างสูงค่อย ๆ โน้มลงพิงไหล่เล็กอย่างถือวิสาสะ แต่เช่นเคย…น้ำหนักของร่างนี้กับกลุ่มผมสีน้ำตาลของเขาที่ซุกอยู่บนไหล่นี่ เขารู้ดี…ว่ามันคงไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกถึงตัวตนของเขาอยู่ดี

          ความรู้สึกนี่มันคือะไรนะ… น้ำใสบนขอบตานี่… ความโศกเศร้าเช่นนั้นหรือ ไม่ใช่เสียทีเดียว…เพราะตอนนี้ข้าน่ะ…รู้สึกผ่อนคลายและอยากจะยิ้มออกมาจากใจจริง
          ไม่ใช่ความนับถือยกย่อง เจ้ากลับให้ความสำคัญกับข้าถึงเพียงนี้ ข้าไม่อาจรู้ได้ว่าเจ้านั้นคิดคำนึงถึงข้าตลอดดั่งเช่นช่วงนี้ที่ข้าเป็นหรือไม่ แต่…ข้าเชื่อใจคำพูดและดวงตาของเจ้า
          เจ้า…มาช่วยปลดเปลืองความเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างภายในใจข้า ขอบคุณจริงๆ…

“ฮาจิเมะ หลานมาอยู่นี่อีกแล้วเหรอ”

ไม่นานนักเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากปลายทางที่ไม่ห่างไกล ซึ่งมันก็เรียกสติของเด็กชายตัวน้อยให้หันไปมองในทันที

“อ๊ะคุณยายยย “

เมื่อเจ้าตัวเห็นว่าเป็นหญิงวัยชราหน้าตาใจดีซึ่งก็คือคุณยายของเขา เขาจึงลุกขึ้นและวิ่งไปหาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“ทำอะไรอยู่ ได้เอาส้มมาให้ท่านหรือยังล่ะ”

“ให้แล้ว! ผมให้ขนมด้วยล่ะ”

          “แหม…ดีจ่ะฮ่า ๆ กลับบ้านกันได้แล้วล่ะ แดดเริ่มแรงแล้ว เอาไว้ค่อยมาสักการะท่านใหม่นะ”

“อืม !”

          จะไปแล้วหรือ…

          ชายหนุ่มที่ทอดมองดูเหตุการณ์อยู่ลุกขึ้นมาในจังหวะเดียวกันกับที่เด็กน้อยวิ่งกลับมาจูงจักรยานคันเล็กของตนกลับไปหาคุณยายของเขา เมื่อร่างเล็กเริ่มออกห่างไปแววตาของคนที่ยืนนิ่งอยู่ก็ดูเศร้าสร้อยหมองหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด

‘อิวะอิซูมิ…ฮาจิเมะ เดี๋ยวก่อน…’

          ‘อิวะจัง…’

          “หืม?”

          เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เขายื่นมือออกไปโดยที่ไม่รู้ตัว เด็กชายเจ้าของชื่อที่กำลังจะเดินจากเขาไปก็ได้หันกลับมา…มองมาทางเขา

‘อิวะจัง…’

          “ไปก่อนนะ! แล้วพรุ่งนี้เจอกัน”

           รอยยิ้มที่สดใสเสียงยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ในยามสายตอนนี้…มือเล็กที่โบกไปมาเป็นการร่ำลา แต่วาจาที่บ่งบอกถึงคำมั่นสัญญาที่จะมากลับมาหาเขาอีก มันทำให้เขายิ้มออกมาได้อีกครั้ง เขายกมือขึ้นโบกไปมาเบา ๆ ตามอีกคนและพึมพำออกมา

           ‘ข้าจะรอ’

           อิวะจัง…ข้าน่ะ…มีชื่อนะ อยากให้เจ้าเป็นคนเรียกมันเหลือเกิน

           ‘โออิคาวะ…โออิคาวะ โทรุ’

          และข้าไม่ใช่เทพที่เก่งกาจน่านับถืออย่างที่เจ้าคิด…ข้าน่ะเป็นเพียง…

          “….โออิ…”

          ‘….!’

          จู่ ๆ ปากเล็กก็พึมพำบางอย่างออกมาต่อ หากเขาตาไม่ได้ฝาดไป ปากนั้น…น่าจะกำลังเอ่ยชื่อของเขา แต่ว่ามันก็เป็นเพียงเสี้ยววิ…ก่อนที่อีกฝ่ายจะหันกลับไปและเดินไปตามทาง…

          ‘อิวะอิซึมิ…ฮาจิเมะ’

          ปากได้รูปฉีกยิ้มออกมามากกว่าครั้งใด ๆ

          ใช่แล้ว…ข้าน่ะเป็นเพียงกระต่ายที่กำลังจะเฉาตาย แต่เมื่อได้พบเจ้า ข้าก็เริ่มกลับมามีชีวิตอีกครั้ง… เพราะแรงอธิฐานและความเชื่อมั่น…ความคิดคำนึงของเจ้าที่มีต่อข้า ทุกวัน….ทุกวัน…

          ‘พรุ่งนี้ข้าก็จะรอเหมือนทุกวัน…และเฝ้ามอง ฟังเรื่องราวของเจ้าเช่นเคย’

           นัยน์ตาสีน้ำตาลทอดมองออกไปตามหลังเล็กของผู้ที่คนึงถึง สายตานั้นมันดูตั้งมั่นและเว้าวอนในเวลาเดียวกัน

           ‘อิวะจัง…เจ้าจะเป็นผู้ที่ข้าคนึงหา ข้าจะเชื่อมั่นในตัวเจ้าเฉกเช่นตัวเจ้าที่เชื่อมั่นในตัวข้า’

           แม้ข้าจะไม่แกร่กล้าทำการใหญ่ได้ดั่งเช่นครั้งก่อนกาล แต่หากข้าทำให้เจ้ามีความสุขได้ด้วยพลังอันน้อยนิดที่มีนี่ ข้าก็จะทำ แม้ว่ามัน…จะค่อย ๆ บั่นทอนชีวิตของข้า แต่ความสุขจากเจ้าที่ได้รับมา มันมากเกิน มันสำคัญ…เช่นนั้นหากสิ่งเล่านี้มันทำให้เจ้ารู้ถึงการมีตัวตนของข้าบ้าง…ชีวิตนี่ข้าก็จะขอมอบให้
          เจ้ารับรู้บ้างหรือไม่นะ ว่าข้าเฝ้ามองเจ้าอยู่ตลอด ทุกสิ่งที่ทำข้าไม่ต้องการสิ่งตอบแทน เพียงเจ้ามาพบข้าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มที่ดูมีความสุขอย่างล้นเปี่ยมเหมือนทุกที ข้าก็มีความสุข
          ขอให้เป็นเช่นนี้ทุกวัน…ไม่ว่าวันสุดท้ายของข้าจะเป็นเมื่อใด ขอแค่เห็นหน้าเจ้าข้าก็พอใจยิ่งนัก

          อย่าได้หายไปไหนเลยนะ…เพราะในวันที่ข้าไม่ได้พบเจ้า ข้าคง…ดับสิ้น เฉาตาย…ดั่งเรื่องราวของกระตายน้อยที่เจ้าเล่ายังไงล่ะ

 

—The end—



-Talk-
          สวัสดีค่ะนี่เป็นผลงานแรกของด้อมไฮคิวเลยค่ะ หวังว่าจะชอบไม่มากก็น้อยนะคะ ก่อนอื่นเลยขอบคุณทุกคนที่หยิบฟรีเปเปอร์เล่มนี้และน้องมุขเจ้าเก่าที่สละพื้นที่เล็กๆให้คะ! แล้วก็ขอบคุณทุกคนที่จัดงานไฮคิวออลี่ขึ้นมา ร่วมถึงผู้ร่วมงานทุกคนค่ะ! [เราคือโออิบนเวทีน่ะค่ะ…//ชี้ๆ <3]

อันตัวเราชอบคู่อิอิหรืออะอุนมากกก ตอนนี้ก็มีแพลนจะแต่งเรื่องใหม่ ๆ มาค่ะ เรื่องนี้ก็อาจจะมีต่อ…แต่อาจดองสักพักTvT ตัวเรื่อง ‘Lonely Rabbit’ นี้กล่าวถึงโออิคาวะที่เป็นเทพกระต่ายที่มีพลังในการทำให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ค่ะ แต่แล้วตัวตนของเขาก็เริ่มถูกลืมเลือนไปตามยุคสมัยกาลเวลา จนวันที่ได้พบเด็กชายคนหนึ่ง นั่นก็คืออิวะจังค่ะ ทำให้เขายังคงมีตัวตันอยู่ได้ รวมถึงได้รับความสุขเล็กที่แสนเรียบง่ายมาค่ะ แต่เรื่องเศร้าคงเป็นการที่อิวะจังนั้นไม่เห็นและไม่ได้ยินโออิที่อยู่ข้างๆมาตลอดเลย… ก็ประมาณนี้ค่ะ!

          ยังไงก็มาพูดคุยติชมได้ค่ะ ตอนนี้กำลังบิ้วท์แต่งตอนที่1อยู่… ขอบคุณค่ะ! 

ปล.หากย่อหน้าแปลกเราต้องขออภัยด้วยค่ะ…เราพยายามแล้วแต่WPทำร้ายเราTvT

 

0

[Short fic] My every last moment : MiSawa

 

My every last moment :: Misawa


 

ดวงตาที่เฝ้ามองมา…

มือคู่นั้นที่กุมมือนี้ไว้…

อ้อมกอดที่เคยส่งผ่านความอุ่นให้กัน…

ความสุขนี้…ที่ได้อยู่ด้วยกัน

ฉันได้รับมันมามากพอแล้วจริง ๆ

.

.

.

       หนังตาหนัก ๆ ค่อย ๆ ปรือเปิดออก ภาพตรงหน้านั้นไม่ชัดเจนนัก รู้เพียงแต่ว่ามันคือภาพเพดานเดิม ๆ ที่เคยเห็นอยู่แทบทุกวัน แสงแดดอ่อน ๆ ที่เล็ดลอดผ่านมาจากริ้วม่านบ่งบอกถึงเวลาในยามเช้าซึ่งเป็นเวลาที่ร่างกายควรจะเริ่มตื่นตัว แต่อากาศเย็น ๆ ที่รู้สึกได้นี่กลับเอาชนะความอบอุ่นจากแสงแดดนั้นจนทำให้คนที่ยังคงอยู่บนเตียงจำต้องหลับตาลงไปอีกครั้ง

       “ตื่นได้แล้วน่ะ จะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหน”

เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างกาย เสียงใสนั้นเป็นเสียงที่คุ้นหูจนถึงไม่ต้องลืมตาตื่นขึ้นมาเขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าคน ๆ นี้เป็นใคร กำลังแสดงอารมณ์เช่นไร

“ขออีก5นาทีนะ…”

เขาพูดตอบไปจากนั้นก็ค่อย ๆ หันไปนอนตะแคงและยืดแขนออกไปเพื่อโอบคนที่อยู่ข้างกายนั้นไว้

“โธ่…วันนี้ก็จะไม่ไปซ้อมหรือไง เดี๋ยวก็โดนย้ายทีมพอดี”

“…นายก็รู้ว่าฉันเล่นเบสบอลไม่ได้แล้ว”

เสียงทุ้มอันเรียบนิ่งพูดออกมาอย่างแผ่วเบา

“…อย่าพูดแบบนั้นสิ”

       มือของคนที่อยู่ในอ้อมกอดค่อย ๆ เอื้อมไปลูบหัวอีกคนเบา ๆ จนทำให้ชายที่ไม่ยอมลืมตาตื่นมานานยอมเผยนัยน์ตาสีน้ำตาลออกมาให้ได้เห็น เขาจ้องมองไปที่อีกฝ่ายนิ่ง จากนั้นก็ยกมือหนาของตนขึ้นมาจับมือนั้นไว้เบา ๆ

“ไม่เป็นไรหรอกนะ…ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรทั้งนั้น”

“มิยูกิ…อยู่แบบนี้ไปตลอดไม่ได้หรอกนะ”

“เถอะน่า…ฉันเป็นถึงแคชเชอร์มือหนึ่งเลยนะ ฮ่า ๆ”

“….”

       แม้คนตรงหน้าจะยิ้มมั่นใจออกมาแต่เขาก็รับรู้ได้ในทันทีว่าภายใต้ใบหน้านั้น…จิตใจที่มัวหมองมันอัดอั้นอยู่ข้างในคน ๆ นี้

อยู่แบบนี้ต่อไป…ไม่ได้นะมิยูกิ

       ได้แค่คิด…เพราะรู้ว่าไม่ว่าจะพูดไปกี่ครั้งก็เหมือนกับว่าเสียงนี้ไม่เคยไปถึงจิตใจของเจ้าของชื่อ เมื่อคิดได้ดังนั้นนัยน์ตาสีอำพันก็ดูเศร้าหมองลงจนคนที่จ้องมองอยู่สังเกตได้

“กินข้าวกันเถอะ…วันนี้เอาเป็นอเมริกันเบรคฟาสท์ไหม เข้ากับเทศกาลดีนะ”

“….”

       “เอาไส้กรอกแบบปลาหมึก…ขนมปังปิ้งเกรียมกลาง ๆ ทาแยมส้มประกบคู่ …แล้วก็ไข่ดาวรูปหมีแบบทุกทีเนอะ อ่อ แล้วก็ต้องใส่ใจของฉันเข้าไปด้วย ฮี่ ๆ”

“….”

       เขาพูดไปยิ้มไปเพื่อแสดงออกถึงความร่าเริงของตัวเองให้อีกฝ่ายได้เห็น แต่เมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบอะไรเขาจึงได้แต่ถอนหายใจและยิ้มบาง ๆ ออกมาแทน จากนั้นก็ตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียงเพื่อออกไปยังห้องครัว โดยไม่ลืมที่จะยื่นมือออกไปหาอีกฝ่าย

“วันนี้เป็นวันคริสต์มาสอีฟนะ..ร่าเริงหน่อยสิ”

       ริมฝีปากได้รูปยิ้มกว้างออกมา จากนั้นเขาก็คว้าอีกคนให้มาด้วยกันเพื่อเดินไปยังจุดหมายที่ตั้งใจไว้…ทิ้งไว้แต่ห้องที่ว่างเปล่า

มัน…ไม่เหมือนเดิมหรอกนะมิยูกิ…

พอเถอะ…

.

.

       ในโซนห้องครัวที่เป็นเคาน์เตอร์แบบเปิด จากโต๊ะทานข้าวถ้านั่งหันไปทางหน้าต่างบานเล็กที่เปิดอยู่ เมื่อมองไปทางขวาก็จะเห็นชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งที่มักจะส่วมใส่ผ้ากันเปื้อนที่ไม่เข้ากับตัว… ลายหมีที่มีพื้นสีเหลืองอ่อน มองทีไรก็มักจะหยุดอมยิ้มไม่ได้จริง ๆ พอได้มองไปเรื่อย ๆ ก็จะเห็นใบหน้ายิ้มแย้มของเจ้าตัวเวลาทำอาหาร แต่ว่า… แม้ทุกอย่างจะดูเหมือนเดิม วันนี้มันกลับมีหลาย ๆ สิ่งที่ขาดหายไป

“เอ้านี่…รอนานไหม โทษทีนะ ขนมปังเหลือแผ่นเดียวเองเลยทำแบบประกบคู่ให้ไม่ได้”

“แล้วนายไม่กินเหรอ”

คนที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะมาตลอดจ้องมองไปที่อีกฝ่ายที่ตอนนี้ในมือมีเพียงกาแฟแก้วเดียว

“…ฉันไม่ค่อยหิว กินไปเถอะ ฉันทำเต็มที่เพื่อนายเลยนะ”

“มิยูกิ…เดี๋ยวก็ปวดท้องหรอก นายกินเถอะ ฉันไม่ต้องกินก็ได้ นายก็รู้…”

“ฮ่า ๆ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกน่ะ รู้ไหมว่ากาแฟน่ะมันอิ่มมากเลยนะ”

       เขาว่าพลางหันมาจิบกาแฟให้ดูและทำท่าลิ้มรสมันอย่างเป็นสุข แต่พอเห็นใบหน้าที่ดูเป็นห่วงของอีกฝ่ายเขาก็จำต้องพ่นลมหายใจออกมาแรงก่อนจะยกยิ้มและยื่นมือไปยีหัวด้วยความเอ็นดู

“บอกว่าไม่เป็นไรไง เอ้าลองชิมกาแฟนี่ดูสิ! แล้วจะรู้ว่าแค่อึกเดียวก็แทบจะรู้สึกอิ่มเลยล่ะ”

       มิยูกิยื่นแก้วกาแฟไปตรงหน้าของซาวามูระ แต่เจ้าตัวกลับไม่คิดแม้แต่จะรับแก้วนั้นมาลองตามคำบอกของอีกคน เขาทำหน้านิ่วจากนั้นก็กอดอกโบ้ยหน้าไปทางอื่นทำท่าฮึดฮัดไม่พอใจ

“นายก็รู้ว่าฉันไม่ดื่มกาแฟ!”

“อ่า นั้นสินะ นายกินไม่เป็นนี่นะ ฮี่ ๆ เด็กหนอเด็ก”

“จิ๊! นายนิ!”

“ฮ่า ๆ ๆ”

       เสียงหัวเราะที่ดังระดับหนึ่งดังก้องไปทั่วพื้นที่ห้องเปิดนี่ มันเป็นแบบนี้เกือบทุกวัน แม้ว่าวันนี้จะไม่ค่อยได้ยินเสียงโวยวายของอีกคนก็ตาม…

เจ้าของกาแฟดึงแก้วสีขาวของตัวเองกลับมากุมไว้ในมือ พอเลื่อนสายตาไปมองที่มือตัวเองก็จะเห็นลายบนแก้วที่เป็นตัวอักษรสีดำอยู่ มันเป็น…ตัวเอส เขาค่อย ๆ หมุนแก้วเพื่อให้ได้เห็นตัวอักษรนั่นชัดขึ้น

ตัว S ที่มาจาก Sawamura…

       มันทำให้เขาหวนนึกถึงตอนที่ย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันใหม่ ๆ และไปพบเจ้าแก้วนี่โดยบังเอิญ คนที่ไปซื้อของกับเขา…เจ้าเด็กเสียงดังที่ดูจะตื่นเต้นกับการเดินเลือกซื้อของใช้และของตกแต่งห้องนั้นเป็นคนที่หยิบแก้วใบนี้ขึ้นมาพร้อมกับแก้วอีกใบที่มีรูปตัวเอ็มอยู่

ตัว M ที่มาจาก Miyuki

‘ซื้อเถอะ ๆ ๆ นะ ๆ ๆ น่ารักดีออก’

       เพราะการตื๊อของหมอนี่และดวงตาที่เป็นประกายนั้นทำให้เขาจำใจต้องหยิบมันใส่ตะกร้ามา มันน่าขำจนต้องหลุดยิ้มออกมา แต่แล้ว…

“ขอโทษนะ…ที่ทำอีกใบแตก”

       จู่ ๆ คนที่นั่งเงียบอยู่นานก็พูดขึ้น แน่นอนว่าเจ้าตัวหมายถึงแก้วอีกใบที่มีตัวเอ็มอยู่ คนที่เหม่อมองแก้วยิ้มค้างอยู่ได้ยินดังนั้น คิ้วเข้มได้รูปก็ขมวดเข้าหากันนิดหน่อย ดวงตาใต้กรอบแว่นนั้นเห็นได้ชัดว่ามันวูบไหวอยู่ เขาเม้มปากแน่นเหมือนพยายามอดกลั้นอะไรสักอย่าง

แก้วนั่น…วันนั้น…

       ภาพเหตุการณ์ในอดีตราวกับถูกฉายออกมาจากจอโปรเจคเตอร์เก่า ๆ ภาพนั้นไม่ชัดนัก…และมันค่อย ๆ เล่นช้า ๆ ไร้ซึ่งเสียง…ซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้มีเพียงฉากแก้วที่ค่อย ๆ ร่วงหล่นลงพื้น ภาพอื่น ๆ ต่อจากนั้น…อีกมากมาย

ไม่เป็นไร…ไม่เป็นไร…เพราะวันนี้มาถึงแล้ว…ไม่เป็นไรแล้ว

       เขาหลุบตาลงจากนั้นก็ลืมตาขึ้นมาช้า ๆ และตัดสินใจฉีกยิ้มออกมาพร้อมมองตรงไปข้างหน้าที่ที่อีกคนนั่งอยู่แทน

“…มันช่วยไม่ได้นิ นายไม่ได้ตั้งใจ และฉันแอบเอาของนายมาใช้แล้วด้วย ฮ่า ๆ แค่แก้วเองอย่าไปคิดมากเลยนะ”

“…..”

“อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิซาวามูระ…ยิ้มให้ฉันหน่อยได้ไหม”

       ไม่มีคำพูดใด ๆ หลุดออกมาจากปากของอีกฝ่าย มิยูกิที่เห็นใบหน้ารู้สึกผิดนั้นจึงยิ้มอย่างอ่อนใจและติดสินใจวางแก้วลงก่อนจะยื่นมือออกไปหยิกแก้มใสของคนตรงหน้า

“โอ๊ย! โธ่ เล่นบ้าอะไรเนี่ย”

“ฮี่ ๆ ก็นายมัวแต่นิ่งเงียบนี่”

“…แล้วจะให้ฉันตอบอะไรเล่า”

“แค่ยิ้มยังไงล่ะ…เหมือนทุกที”

       เสียงผู้พูดมันช่างอ่อนโยนผิดกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์นั่น แต่ว่าสายตาที่มองมามันแปลว่าอะไรกันนะ มันดูเว้าวอน…เหมือนกำลังขอร้องให้เขาทำตามที่บอก ยิ้มให้…แค่นั้นมันพอแล้วจริง ๆ เหรอ…

“อือ….”

       ว่าเสร็จเด็กหนุ่มที่ทำท่ามืดหม่นในตอนแรกก็ฉีกยิ้มออกมา แม้มันจะดูฝืน ๆ ไปบ้าง แต่ตัวเขาก็พยายามทำไปโดยคิดว่าเขานั้นกำลังยิ้มเพื่อคนตรงหน้าอยู่ ยิ้มและมองไปยังคนสำคัญของเขา

“ยิ้มแบบนี้ตลอดไปเถอะนะ…ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรทั้งนั้น…”

เมื่อมิยูกิได้เห็นรอยยิ้มนั้นกลุ่มก้อนภายในอกนี่ก็แทบจะมลายหายไปในทันที เขายิ้มออกมาอีกครั้งและเอื้อมมือไปลูบข้างแก้มของอีกคฝ่ายเบา ๆ

“ฉันไม่ต้องการอะไรมากกว่านี้แล้วล่ะนะรู้ไหม”

“มิยูกิ…”

ดวงตาสีอำพันจ้องเข้าไปที่ดวงตาสีน้ำตาลตรงหน้า

ฉันน่ะ…จะยิ้มเพื่อนายเสมอทั้งจากนี้และต่อไป เพราะฉะนั้น…

“อือออ เอาล่ะ สบายใจขึ้นละ ไปแต่งต้นคริสต์มาสกันเถอะ”

“ห๊ะ….”

จู่ ๆ มิยูกิก็พูดขัดขึ้นและลุกขึ้นมาบิดขี้เกียจ เขาหันไปมองหน้าอีกคนที่ทำหน้าแปลกใจกับสิ่งที่เขาพูด

       “โฮ่ย ๆ จำไม่ได้ล่ะสิว่าตัวเองเคยพูดเองว่าปีนี้อยากจะทำต้นคริสต์มาสให้ได้น่ะ ฉันไปซื้อของมาเยอะเลยนะ”

“วันนี้….วันคริสต์มาสอีฟแล้วเหรอ”

       “ลืมวันลืมคืนเลยล่ะสินายน่ะ ฮ่า ๆ ๆ เอ้าไปกันเถอะ ไปตกแต่งต้นคริสต์มาสกัน ฉันทำคนเดียวไม่ได้หรอกนะ”

“…นั่นสิ นายไม่มีเซ้นส์นี่นะ”

“โฮ่ย…คิดอะไรอยู่ ฉันรู้นะ”

“อุ๊บ ฮ่า ๆ ๆ เปล่าสักหน่อย ไปกัน!”

พอตกลงกันได้ เช่นเคย…มิยูกิยื่นมือมาตรงหน้าซาวามูระเป็นการบอกให้เขาไปด้วยกัน

ความสุขนี่…ดีแล้วสินะ…แต่ว่านะมิยูกิ

มันอาจจะดีกว่าถ้านายลืมคำพูดของฉันไป…และเป็นอย่างที่นายเคยเป็น

เพราะต้นคริสต์มาสน่ะ…มันไม่ต้องมีก็ได้…เหมือนทุกทีไม่ใช่เหรอ

.

.

       ทั้งคู่พากันมายังมุมมุมหนึ่งของห้องนั่งเล่นที่เต็มไปด้วยของตกแต่งสีสันระยิบระยับและตัวตุ๊กตาตัวเล็กที่มีหลากหลายขนาดและรูปร่าง มันดูสวยและน่ารักขนาดที่ไม่น่าเชื่อว่าชายหนุ่มมาดนักกีฬาใบหน้าคมเข้มที่นั่งขะมักเขม้นแกะหีบห่อของตกแต่งต่าง ๆ อยู่นี่จะเป็นคนเลือกมาได้… และแน่นอนสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ…ต้นสนขนาดกลางที่อยู่ด้านหลังของพวกเขา พอลองยืนเทียบดูมันก็แทบจะสูงกว่ามิยูกิไปประมาณเกือบไม้บรรทัดได้

“ว้าว สุดยอด เยอะขนาดนี้ ดูเจ้านี่สิน่ารักชะมัด ฮ่า ๆ”

       เมื่อซาวามูระเห็นเจ้าตัวสุนัขชิบะใส่หมวกซานต้าตัวเล็กกว่าฝ่ามือ เขาก็หยิบขึ้นมาชื่นชมด้วยตาที่เป็นประกาย

“ฮ่า ๆ ฉันซื้อมาเพราะมันเหมือนนายดีน่ะ”

“น่ารักเหมือนฉันใช่ไหม”

        ซาวามูระยิ้มกว้างจ้องมองมาที่มิยูกิเพื่อรอคำตอบ แต่พอคนโดนถามได้เห็นใบหน้าของคนข้างกายพร้อมกับหน้าของเจ้าสุนัขชิบะนี่ เขากลับต้องกลั้นขำสุดชีวิตจนตัวงอพูดไม่เป็นศัพท์

“คิก ๆ น…หน้า”

“อะไร!”

ชายหนุ่มจ้องเขม็งไปยังคนที่มัวแต่พูดไม่รู้เรื่องจนคิ้วเข้มมนเข้าหากัน

“หน้าอะไร!”

“ฮ่า ๆ ๆ ไม่ไหว ๆ หน้าเหมือนกันเป๊ะจริง ๆ ด้วย ฮ่า ๆ ๆ”

มิยูกิหลุดขำออกมาดังลั่นพลางฟุบนอนตัวงอไปกับพื้นห้อง

“นายนิ! ฮึ่ย!”

       ดังคาด คนที่ถูกชมว่าหน้าเหมือนเจ้าชิบะอันน่ารักนักหนานี่กอดอกทำหน้าบูดไม่พอใจเขาเต็มที่ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาหยุดหัวเราะได้เลยแม้แต่น้อย

“โธ่ อย่างอนสิ ก็มันน่ารักไง นายหน้าเหมือนมัน…คิก อะแฮ่ม เอ่อ…ก็แปลว่าน่ารักเหมือนกันไง”

“จิ๊…ยังจะ”

“แล้วก็…ที่ซื้อมาก็เพราะคิดถึงนายและคิดว่านายน่าจะชอบนะ”

“…..”

       พอประโยคนี้หลุดออกมา ซาวามูระที่ทำท่าไม่พอใจในตอนแรกก็ถึงกับเบิกตาโต และเมื่อเห็นสายตาของอีกคนที่หยุดขำและจ้องมองมาที่เขา หน้าเขาก็เกิดร้อนขึ้นมาจนต้องหลบหน้าหนีไปในทันที

“บ้าจริง…จะยกโทษให้ก็ได้”

“อื้ม…เอ้า ๆ มาดูต่อกันว่าฉันไปหาอะไรมาได้บ้าง”

ไอ้ความกวนประสาท…กับคำพูดที่มักเปลี่ยนอารมณ์เขาได้เสมอนี่ไม่เปลี่ยนเลยจริง ๆ

       คนที่อารมณ์เย็นลงแล้วค่อย ๆ หันหน้ากลับมามองคนที่ยังยุ่งอยู่กับการแกะหีบห่อต่าง ๆ พอเจ้าตัวเจออะไรน่าสนใจหน่อยก็จะหยิบมันขึ้นมาอวดเขา บางทีมันก็ทำให้เขาคิดว่าคน ๆ นี้มีมุมที่เหมือนเด็กน้อยอยู่เหมือนกัน เห็นท่าทางพวกนั้นแล้วก็จำต้องแอบอมยิ้ม เจ้าตัวยังคงพูดไม่หยุดและบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับการได้รับของชิ้นต่าง ๆ มา

มันคงจะดีกว่านี้…ถ้าปีก่อน ๆ เราได้ทำมันด้วยกัน

“เอาล่ะฉันแกะออกมาหมดแล้วนะ เริ่มจากตรงไหนก่อนดี”

“…..”

“โฮ่ย อย่าเมินกันสิ”

“เอ๊ะ อ่า…”

“ฮ่า ๆ มาช่วยกันเร็ว นายเป็นคนอยากทำนะ ฉันเตรียมทุกอย่างนี้เพื่อนาย”

“อืม…ขอบใจนะ”

“…อะไรกัน”

       มิยูกิแปลกใจกับท่าทางของอีกฝ่าย แต่พอมองไปเขาก็พอจะรู้ได้ว่าซาวามูระนั้นคิดอะไรอยู่ มันทำให้เขายิ้มออกมา มือหนาอีกข้างที่ว่างอยู่เลื่อนไปขยี้กลุ่มผมสีน้ำตาลของอีกฝ่ายเบา ๆ

“เรามาสนุกกับการตกแต่งต้นคริสต์มาสนี่ด้วยกันกันเถอะนะซาวามูระ”

“อื้ม!”

       ซาวามูระตอบกลับพลางฉีกยิ้มให้เขา มิยูกิจึงยิ้มบางตอบไป บรรยากาศนั้นช่างอบอุ่นต่างกับอากาศด้านนอกอันหนาวเหน็บ… รอยยิ้มนี่…การอยู่ด้วยกันแบบนี้…มันเป็นความอบอุ่นที่คอยช่วยค้ำจุนเขาเสมอ ทำให้คิดว่าเรื่องไร้สาระอย่างเจ้าต้นคริสต์มาสนี่…ถ้าเป็นไปได้ก็คงทำไปนานแล้ว

อย่างนี้นี่แหละดีที่สุดแล้ว…ยิ้มให้ฉันแบบนี้ตลอดไป

ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรทั้งนั้น…เราจะได้มีความสุขด้วยกัน

รออีกนิดนะ…ซาวามูระ

.

.

       ห้องกว้างที่ตอนแรกอาศัยแสงอาทิตย์อ่อน ๆ จากด้านนอกเป็นแสงสว่างตอนนี้กลับมืดลงตามสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป แต่แสงไฟดวงเล็กหลายดวงที่ทอแสงระยิบระยับอยู่รอบต้นคริสต์มาสเบื้องหน้านี้กลับช่วยทำให้ทัศนวิสัยรอบด้านไม่ได้ดูมืดหม่นไปนัก ของประดับตกแต่งมากมายถูกห้อยระโยงระยางไปทั่วทั้งต้น มีทั้งที่เป็นลูกกลม ๆ รูปเกล็ดหิมะวิบวับสีสันสวยงามและตัวตุ๊กตาตัวเล็กน่ารักมากมาย มันดูน่าตื่นตาอย่างบอกไม่ถูก โดยเฉพาะเจ้าดาวบนยอดที่กำลังทอแสงแข่งกับแสงไฟนี่มันแทบจะดูเหมือนดาวเหนือที่อยู่บนท้องฟ้าอันมืดมิด ยิ่งได้นั่งมองใกล้ ๆ ยิ่งรู้สึกหลงไหลไปกับความสวยงามของมัน

“ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าคนอย่างมิยูกิ คาซึยะจะทำได้ขนาดนี้”

“โฮ่ย ๆ นั่นหมายความว่ายังไง”

“ฮี่ ๆ”

       อากาศเริ่มหนาวเย็นขึ้นจนตอนนี้มิยูกิจำต้องไปหยิบผ้าคลุมมาห่ม แน่นอนว่าเขาคงไม่ปล่อยให้อีกคนต้องทนหนาว เขาจึงจัดการเขยิบมานั่งข้างหลังและโอบรอบตัวคนตัวเล็กกว่าด้วยวงแขนกับผ้าคลุมที่เอามา

“อุ่นไหมซาวามูระ”

“อื้ม…อุ่นจนร้อนเลยฮ่า ๆ”

“โธ่ ไม่มีความโรแมนติกเลยนะนายเนี่ย”

“เอ้า…”

       ทั้งคู่ยังคงชื่นชมต้นคริสต์มาสตรงหน้า จนกระทั่งมิยูกิเหลือบไปเห็นเจ้าหมีน้อยสีน้ำตาลตัวหนึ่งที่ใส่แว่นอยู่ เขาจึงเอื้อมไปหยิบมันออกมาถือไว้ข้างหน้าคนที่อยู่ในอ้อมกอด

“ตัวนี้เหมือนฉันเลยเนอะ”

“ไม่อ่ะ…มันน่ารักไป”

“โฮ่ย!”

       ซาวามูระแทบจะตอบออกมาทันควันด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย มันทำให้มิยูกิเกิดรู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาตะหงิด ๆ แต่เขาก็เลือกที่จะปล่อยมันไปก่อนแววตาของเขาจะฉายแววเหมือนคิดเรื่องสนุกขึ้นมาได้

“นี่ดูนะ…อะแฮ่ม! สวัสดีครับ ผมคือจิบิมิยูกิ ยินดีที่ได้รู้จัก”

“…เล่นอะไรของนาย”

       คนที่เสียงทุ้มต่ำในตอนแรกพยายามดัดเสียงตนเองให้เล็กลงพลางบังคับตัวตุ๊กตาหมีในมือให้ดูเหมือนว่ามันมีชีวิตจริง ๆ

“ฮี่ ๆ …แล้วนายล่ะชื่ออะไร แนะนำตัวหน่อยสิ”

       เจ้าหมีตัวเล็กนี่ยังคงพูดไม่หยุด พอคนที่ถูกถามหันไปหาผู้ซึ่งเป็นนักพากย์เบื้องหลังเขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาและเออออตามน้ำไป ก็ใบหน้าที่เขาเห็น…มันเป็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของอีกฝ่ายนิ

“ฉันชื่อซาวามูระ เอย์จุน…พอใจยัง”

“เห…จริงเหรอเนี่ย ชื่อคล้ายคนที่ฉันชอบเลย”

       ซาวามูระถึงกับงงจนคิ้วขมวดเข้าหากัน จากนั้นไม่นานมืออีกข้างที่ว่างอยู่ของคนข้างหลังก็ไปหยิบตุ๊กตาหมีอีกตัวที่อยู่ไม่ห่างกันนักมา มันมีสีน้ำตาลโทนเดียวกันใส่ชุดคนละชุด ที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคงจะตรงที่มันไม่ได้สวมแว่น

“สวัสดีครับ! ผมชื่อบากะมูระครับ!”

“ว่าใครบ้านะ!”

“ฮ่า ๆ ๆ ไม่ได้ว่าสักหน่อย นั่นมันชื่อเจ้าหมีนั่นนะ อย่าร้อนตัวสิ”

       คนที่ตอนแรกเหนื่อยใจเพราะการเล่นแบบเด็ก ๆ ของอีกคนแทบจะหันขวับมาด้วยความไม่พอใจ เขาแยกเขี้ยวใส่มิยูกิที่ยังคงยิ้มขำอย่างกวนประสาท

“ฮึ่ย!’

       ซาวามูระงอนแก้มป่องเบือนหน้าไปอีกทาง มิยูกิที่เห็นท่าทางนั่นก็ไม่ได้รู้สึกร้อนใจเลยสักนิด เขาเพียงเหยียดยิ้มออกมา จ้องมองทุกอิริยาบถของอีกคน แก้มใสที่พองขึ้นนิด ๆ ปากอิ่มที่เชิดขึ้น ขนตาที่ยาวพ้นออกมาจากดวงตาที่กำลังหรี่เล็กลง คิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากัน ทุกอย่างคือคน ๆ นี้ คนที่ชื่อซาวามูระ เอย์จุน….คนที่ไม่ว่าจะทำท่าทางหรือแสดงอารมณ์อะไรออกมาเขาก็ไม่เคยเบื่อ และทั้งหมดนี่…

“บากะมูระ…เจ้าคนบ้าคนเดียวของฉัน เป็นชื่อเฉพาะเลยนะไม่ชอบเหรอ”

       เสียงทุ้มอันแผ่วเบาพูดขึ้นที่ข้างหูของซาวามูระในขณะที่เขาไม่ทันตั้งตัว ตากลมเบิกกว้าง ความร้อนจากลมอุ่นที่ถูกส่งผ่านมาจากลมหายใจของอีกฝ่ายที่รดต้นคออยู่นี่ยิ่งทำให้ใจเต้นผิดจังหวะขึ้นไปทุกที ความหงิดหงุดที่มีอยู่มลายหายไปและถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกร้อนวูบที่ใบหน้า เขาตัดสินใจมุดหน้าลงไปเพื่อไม่ให้อีกคนเห็นว่าเขานั้นกำลังคิดอะไร แต่มีหรือที่สิ่งเหล่านั้นจะหลบพ้นเรียวตาที่คอยเฝ้ามองเขามาตั้งแต่แรก

หูแดงเชียว ฮ่า ๆ น่ารักชะมัด

“ไม่ปฏิเสธ แสดงว่าเป็นบากะมูระจริง ๆ สินะ”

“เงียบเถอะน่ะ!”

“คร้าบ ๆ”

       มิยูกิตอบด้วยเสียงยานคางอย่างขอไปทีก่อนจะยิ้มกริ่มเอาคางวางบนไหล่ของอีกคนและฉวยโอกาสสวมกอดเขาแน่นขึ้น

“ซาวามูร้า”

“ไม่ต้องมาทำออดอ้อนเลย”

“ฮี่ ๆ”

       ทั้งสองยังคงนั่งอยู่ที่เดิม การนั่งดูต้นคริสต์มาสและนั่งคุยกับเจ้าหมีสองตัวนี่คงดูเป็นกิจกรรมที่ไร้แก่นสารสำหรับใครหลาย ๆ คน แต่เขาไม่คิดเช่นนั้นและเขาเชื่อว่าอีกฝ่ายก็น่าจะคิดเหมือนเขา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือทำอะไรอยู่ ขอแค่…มีกันและกันแบบนี้ ได้โอบกอดร่างนี้ไว้ ไม่จำเป็นต้องมีการพูดคุยใด ๆ ให้มากมาย แค่นี้…ก็พอแล้ว อยากให้เป็นแบบนี้ตลอดไปจริง ๆ

“ซาวามูระ…วันนี้ออกไปเดทกันนะ”

       จากที่ทั้งห้องมีแต่ความเงียบสงบมานาน มิยูกิก็พูดขึ้นมา ซึ่งนั่นถึงกับทำให้ซาวามูระสะดุ้งจนไหล่ไหว เขาที่จ้องมองไปที่ต้นคริสต์มาสมาพักใหญ่ค่อย ๆ หันไปมองคนที่ยังคงเกยคางอยู่ที่ไหล่ของเขา

“หมายถึง…ออกไปข้างนอกเหรอ”

“อืม…ไปกันนะ”

       ดวงตาสีน้ำตาลจ้องกลับมาที่ดวงตาสีอำพันของเขา เป็นไปได้เขาก็อยากจะหันหลบไป ไม่อยากรอฟังคำของคน ๆ นี้ต่อ ไม่อยากเห็นใบหน้าที่แสดงออกมาเหมือนต้องการอะไรบางอย่างจากเขา แต่ราวกลับต้องมนต์สะกด เขานั้นไม่สามารถละสายตาไปจากภาพของคนตรงหน้าได้

สิ่งที่นายเลือก…มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้วจริง ๆ เหรอ

“ไปที่ ๆ เราจะมีความสุขด้วยกันได้ไง”

มิยูกิพูดพร้อมกับยิ้มบางออกมาก่อนจะกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น

มิยูกิ…

“ตอนนี้…ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ..อยู่ด้วยกัน”

“…นะ”

       เสียงนี่…เพียงคำเดียว…การอ้อนวอน ความต้องการ คำขอ…มันคืออะไรกันแน่นั้นเขาก็ไม่อาจเข้าใจได้ เขานั้นได้แต่เม้มปากแน่น พยายามข่มตาให้สามารถจ้องมองกลับไปหาอีกคนได้ อยากจะให้อีกฝ่ายได้รู้ ได้รับรู้…

มิยูกิ…ช่วยฟังฉันหน่อยเถอะ…รู้ตัวสักที

“อย่าไปไหนเล—”

“ไม่ต้องไปคิดอะไรทั้งนั้น…แค่อยู่ข้าง ๆ ฉันก็พอ”

       ซาวามูระไม่สามารถพูดจนจบประโยคได้ มิยูกิปิดโอกาสของเขาไปโดยการพูดออกมาด้วยเสียงที่ดูนุ่มทุ้มกว่าทุกที มันดังก้องอยู่ในหูของคนที่ตัวเล็กกว่า ใช่มันอ่อนนุ่ม…หวาน…แต่…มันก็ขม ความโหยหา ความเหงา ความเศร้า…มันปะปนอยู่ในน้ำเสียงหวานนุ่มนี่ มันทำให้ผู้ฟังได้แต่เงียบ ไม่สามารถที่จะพูดสิ่งที่คิดออกไปต่อได้ ทำไม่ได้…

จากนั้นร่างสูงก็ลุกขึ้น และแม้ว่ามืออันสั่นเทาของคนที่ยังอยู่ที่เดิมนี่จะเอื้อมออกไปจับรั้งเอาไว้ไม่อยากให้อีกคนไปไหน เจ้าตัวก็ไม่คิดจะสนใจหรือหวั่นไหวกับสิ่งนั้น ปากได้รูปเหยียดยิ้ม จากนั้นมือหนาก็ยื่นออกมาอีกครั้ง…ครั้งแล้วครั้งเล่า ดั่งจะกล่าวเป็นนัยว่า ไม่ว่าเขาจะยอมรับหรือปฏิเสธ ไม่ว่าอย่างไรคน ๆ นี้ก็จะพาเขาไปด้วย จะอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าที่ไหนและเมื่อไหร่…และเขา…ก็ต้องยื่นมือออกไปจับมือของคนตรงหน้านี้ไว้เสมอ

มิยูกิ…พอเถอะ…อยู่อย่างนี้ก็ได้ไม่ใช่เหรอ

ฉันก็อยู่ตรงนี้ไง…

ไม่ว่าเมื่อไหร่ ถ้านายยื่นมือมา ฉันก็พร้อมจะจับมันไว้

พร้อมจะอยู่เคียงข้างนาย…เพราะฉะนั้น….

ทำไม…ถึงยังไม่เข้าใจ

.

.

       เกล็ดหิมะโปรยปรายลงมา ร่วงลงมาจากท้องฟ้าสีเทาหม่อน มากพอที่จะทำให้พื้นที่บางจุดถูกปกคลุมไปด้วยสีขาว มีแสงไฟมากมายจากรอบด้าน ตามทางเดิน เสาไฟ ตึก ร้านรา เกือบทุกที่นั้นช่างสว่างไสวสวยงาม เสียงเพลงที่ดังอยู่เนือง ๆ นี่บ่งบอกถึงความพิเศษของวันนี้ได้อย่างชัดเจน และแม้อากาศนั้นจะหนาวเหน็บเพียงใด ทุกคนรอบด้านก็ยิ้มให้กับภาพตรงหน้า ยิ้มไปกับคนที่พวกเขามาด้วยกัน… ครอบครัว เพื่อน คนรัก… ดูเป็นภาพที่น่าประทับใจยิ่งนัก

“สวยดีนะว่าไหม ทั้งหิมะ ทั้งแสงสี และผู้คนที่ยิ้มแย้มแจ่มใส ถึงแม้จะเสียงดังไปหน่อยก็เถอะ”

“…อือ”

       ชายหนุ่มใช้สายตาใต้กรอบแว่นมองรอบด้านจนทั่วแต่เมื่อหันมาพบว่าบุคคลที่มาด้วยกันไม่มีอารมณ์ร่วมไปกับเขา เขาจึงถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะกล่าวออกไปด้วยใบหน้าที่ยังคงยิ้มแย้มเหมือนเมื่อครู่

“อย่าทำหน้าเศร้าสิ ฉันก็แค่อยากออกมาเดทกับนายเท่านั้นเองนะ”

“เราจะไปที่ไหนกันเหรอมิยูกิ”

“…ที่ไหนก็ได้ที่มีนายยังไงล่ะ ฮี่ ๆ”

       ตาคมดูตื่นขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามนั้นอีกครั้ง แต่เขาก็ตอบคำถามนั้นไปแทบจะในทันที ซึ่งถึงมันจะดูเป็นคำตอบที่ฟังดูกำกวมแต่ก็เป็นคำตอบเพียงหนึ่งเดียวในใจของเขาตอนนี้ สักพักเขาก็เหลือบไปเห็นหอนาฬิกากลางเมืองที่บอกเวลาห้าโมงเย็น

“จับมือกันเดินไหม”

“ห๊ะ…”

“จับมือและวิ่งไปด้วยกันนะ ไปที่ที่จะมีแค่เราสองคน ดีไหม”

“เอ๊ะ ไม่เห็นต้องวิ่— เหวอ”

       ยังพูดไม่ทันขาดคำ คนที่เอาแต่พูดก็วิ่งออกไปเรียบร้อยแล้วโดยไม่ฟังเขาเลยสักนิด วิ่งไปเรื่อย ๆ ไม่รู้จักเหนื่อย ผ่านสถานที่ต่าง ๆ และผู้คนมากมาย เขาทำอะไรไม่ได้ นอกจากได้แต่มองสิ่งต่าง ๆ ผ่านตาไปอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อหันกลับไปมองข้างหน้าก็จะเห็นมือที่กุมมือของเขาอยู่ และแผ่นหลังนั้น…มันเป็นทิวทัศน์เดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนไป

       แผ่นหลัง…แผ่นหลังที่เคยวิ่งตามมาตลอดเมื่อนานมาแล้ว…ไม่ได้เห็นมันมานานเท่าไหร่แล้วนะ มันจะอบอุ่นแค่ไหนกันนะ ถ้าได้สัมผัส ได้แนบชิดมันเหมือนทุกที…

ความคิดทั้งหมดต้องหยุดลงเมื่อรู้ตัวว่าการเดินทางได้จบลงแล้ว พวกเขามาหยุดอยู่ที่ ๆ หนึ่ง ที่ห่างออกมาจากตัวเมืองนิดหน่อย และอาจจะเพราะตอนนี้ผู้คนส่วนใหญ่ไปรวมตัวกันในเมืองจึงทำให้พื้นที่นี้แทบจะไร้ซึ่งผู้คน มันเป็นทางเดินที่ทอดยาวออกไป มีแสงไฟสลัว ๆ ตลอดทางและช่อไฟเล็ก ๆ สีต่าง ๆ ที่ถูกตกแต่งให้เข้ากับเทศกาล

“แฮ่ก ๆ เงียบลงแล้วล่ะนะ”

       คนที่เคยวิ่งนำหน้าอยู่หยุดวิ่งและพูดออกมาพร้อมกับหอบเหนื่อย ผิดกับอีกคนที่เพียงยืนนิ่งจ้องมองคนตรงหน้าไม่วางตา

“อือออ ไปกัน!”

เขาบิดตัวไปมาก่อนจะเอ่ยบอกคนใกล้ตัว ซาวามูระได้แต่เลิกคิ้วมองเป็นเชิงสงสัย

“เดินเล่นไง ฉันเกิดอยากไปสวนสาธารณะที่เราเคยไปด้วยกันบ่อย ๆ ขึ้นมาน่ะ ไปด้วยกันนะ”

“….”

“ทำหน้าอมทุกข์อีกแล้วนะ เดี๋ยวก็แก่ก่อนวัยหรอก”

“กลับกับเถอะมิยูกิ”

       คนที่นิ่งเงียบอยู่นานกล่าวเสียงแข็งออกมาด้วยใบหน้าจริงจัง แต่มิยูกิกลับเพียงเชยตามองเขาและฉีกยิ้มออกมาอย่างไม่ทุกข์ร้อน

“อะไรกันไม่อยากไปเหรอ ปกตินายชอบที่นั่นจะตาย”

“ก็ฉันรู้ว่านาย!”

       ซาวามูระแผดเสียงออกมาดังลั่นและมันก็ทำให้มิยูกิตกใจไม่น้อย แต่ว่า…เขายังคงแค่คลี่ยิ้มบาง ๆ ส่งให้อีกฝ่าย

“บอกแล้วไงว่าไม่ต้องคิดมากน่ะ…ไป ๆ ไปกันเถอะ”

        เขาพูดตัดบทโดยไม่สนใจความกังวลที่มีอยู่ในน้ำเสียงของซาวามูระเลย จากนั้นเจ้าตัวก็เข้ามาจับมืออีกฝ่ายและดึงเข้าไปหาตัวเพื่อให้เดินไปด้วยกัน

ก็เพราะฉันรู้ว่าวันนี้…นายจะไปทำอะไรที่นั้น…ฉันถึงได้

“นี่…จำวันนี้เมื่อหลายปีก่อนได้หรือเปล่า…ตั้งแต่ตอนที่เรียนด้วยกัน ตอนนั้นฉันปี2และนายก็ปี1”

       จู่ ๆ คนข้างตัวก็พูดขึ้นมา มันทำให้เขางุนงงไม่น้อย แต่ก็พยายามลองคิดตามที่อีกฝ่ายพูดซึ่งเขาก็นึกไม่ออกว่ามันเป็นวันอะไร

“ไม่ใช่วันครบรอบที่เราคบกัน… ไม่ใช่วันเกิด… ไม่มีแมทช์นัดสำคัญอะไร”

“โฮ่ย ๆ คิดไปไหนเนี่ย นั่นสินะ…นายไม่รู้นิ”

“งั้นเรื่องอะไรกันล่ะ”

       ซาวามูระตัดสินใจถามออกไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ และยิ่งเห็นอีกคนเอาแต่ยิ้มกริ่มฮัมเพลงอย่างสบายอารมณ์เกินเหตุ เขายิ่งอยากรู้เข้าไปใหญ่

“เห…อยากรู้เหรอ บอกดีไหมน้า”

       ใบหน้าของอีกฝ่ายที่หันมาทางเขา แววตาขี้เล่นและรอยยิ้มยียวนกวนประสาทนั่นทำให้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมา

“ก็บอกมาสิ!”

“ฮ่า ๆ จะโวยวายทำไมเล่า”

“….”

มิยูกิจ้องมองไปที่ซาวามูระอีกครั้งก่อนจะเริ่มปริปากพูดออกมา

“ไหน ๆ ก็คงไม่มีอะไรต้องปิดบังแล้ว…ที่จริงวันนี้น่ะ…คือวันที่ฉัน…ตกหลุมรักนายครั้งแรกยังไงล่ะ”

“….ห…ห๊าาา”

“ฮ่า ๆ ตกใจอะไรขนาดนั้นเล่า”

ซาวามูระตกใจจนหน้าเบี้ยวมองตาค้างไปที่อีกฝ่าย

“เดี๋ยว…เดี๋ยวนะ…เดี๋ยวสิ! ร…เราคบกัน…ต…ตอนที่ฉันไป…”

พอคิดได้ถึงจุดนี้แก้มใสก็แดงขึ้นมาพร้อมกับปากที่เกิดแข็งทื่อจนพูดไม่เป็นศัพท์

“อ๋อ ตอนที่นายมาสารภาพรักกับฉันตอนพวกเราเลื่อนชั้นปีแล้วใช่มะ”

“ไม่ต้องพูดก็ได้ไหม!”

“ฮ่า ๆ ๆ ก็มันจริงไหมล่ะ”

“จิ๊! แล้วสรุปยังไงเนี่ย!”

       คนที่บัดนี้หน้าแดงแป๊ดไปถึงหู ทั้งด้วยความเขินอายและความฉุนเฉียวตวาดออกมา มิยูกิรู้สึกสนุกกับการได้กวนประสาทคน ๆ นี้มาแต่ไหนแต่ไร เขาจึงยิ้มขำไม่หยุดโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะไม่พอใจเขาขนาดไหน แต่แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นทางเข้าของสถานที่ที่เป็นจุดหมายพอดี

“อ้าวถึงแล้ว เร็วกว่าที่คิดแฮะ คนก็ไม่เยอะด้วย ดีจัง”

“เฮ้ย! อย่าเปลี่ยนเรื่องสิ บอกมา!”

“ใจเย็น ๆ สิ ฮ่า ๆ”

       คนที่อารมณ์ดีออกนอกหน้าเดินเข้าไปกอดคออีกฝ่ายอย่างไม่เกรงใจแล้วก็จัดการลากเข้าไปในสวนสาธารณะ เขาเดินเข้าไปพลางชื่นชมภาพทิวทัศน์รอบด้านไป ผิดกับอีกฝ่ายที่ยังคงตื๊อเขาให้ไขข้อสงสัยไม่เลิก จนกระทั่งพวกเขามาหยุดอยู่ที่ทางเดินที่มีต้นไม้ไร้ใบอยู่สองข้างทาง มันดูเงียบเหงาชอบกลแต่ก็ดูสวยไปอีกแบบ กิ่งไม้ที่แตกแขนงออกมาช่วยสร้างอุโมงค์ธรรมชาติที่ทอดยาวออกไปโดยมีพื้นหิมะเป็นพรมสีขาวสะอาด มองดูแล้วมันเหมือนกับว่าถ้าเดินเข้าไปจนไปถึงทางออกพวกเขาก็อาจจะได้พบอีกโลกที่ต่างออกไปก็ได้

“ว้าววว สวยจัง”

คนที่โวยวายมาตลอดทางตั้งแต่เมื่อครู่ถึงกับเปลี่ยนอารมณ์ในทันทีเมื่อได้เห็นทิวทัศน์นี่

“เราไม่เคยได้มาที่นี่ในช่วงคริสต์มาสสักทีเลยนิ”

“อืมนั่นสิ ถ้ารู้ว่าช่วงฤดูหนาวมันจะสวยขนาดนี้ฉันคงมาตั้งนานแล้ว”

“อืม…แต่นี่ยังไม่สวยที่สุดหรอกนะ”

“หือม์?”

ซาวามูระหันมามองเขาด้วยความสงสัย มิยูกิเพียงยักคิ้วและยกข้อมือที่มีนาฬิกาอยู่ขึ้นมาดูเวลา จากนั้น…

“ห้า…สี่…สาม…สอง…หนึ่ง!”

       กิ๊ง ก่อง กาง ก่อง… เสียงจากหอนาฬิกากลางเมืองดังสนั่นลั่นไปทั่วเพื่อบ่งบอกว่าตอนนี้เป็นเวลาหกโมงเย็นแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับพวกเขาที่ยืนอยู่ต่อหน้าอุโมงค์นี่เลย

พรึ่บ! ในชั่วพริบตา ดวงไฟน้อยใหญ่ก็เปล่งแสงขึ้นไล่มาตั้งแต่ลำต้นไปยังกิ่งก้านของต้นไม้ไร้ใบทุกต้นที่สร้างอุโมงค์นี้ขึ้นมา มันทอแสงเป็นประกายระยิบระยับแข่งกับเกล็ดหิมะที่ร่วงหล่นลงมาและสะท้อนกับแสงไฟราวกันดาวดวงเล็ก ๆ มากมายที่ตกลงมาจากท้องฟ้าเลยก็ว่าได้

“โห สุดยอด! ว้าววว! สวยชะมัด! มิยูกิดูสิ ๆ !”

“อืม…สวยมาก”

       ดวงตากลมโตของเด็กหนุ่มวิบวับเจิดจ้าเมื่อต้องแสงไฟ เขายิ้มกว้างชอบใจและตื่นเต้นไปกับภาพตรงหน้า เจ้าตัววิ่งนำเข้าไปในอุโมงค์ มิยูกิเฝ้ามองภาพนั้นเหมือนพยายามกักเก็บความทรงจำนี้ไว้ให้ได้ทุกช่วงวินาที

“มิยูกิตามมาเร็วเข้า ฮ่า ๆ”

“รู้แล้ว นายก็รอกันด้วยสิ”

       จากนั้นทั้งคู่ก็จับมือพากันเดินชมทางเดินในอุโมงค์ธรรมชาติที่มีแสงไฟประดับนี่ไปพร้อมกันด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม…อย่างมีความสุข

       เพราะมีนายอยู่…ที่ที่ปกติฉันไม่เคยคิดว่ามันน่าสนใจอะไร มันกลับน่าสนใจได้มากขนาดนี้ เพราะมีนาย…ในวันนั้น รอยยิ้มของนายที่จารึกลงในความทรงจำและหัวใจที่เคยว่างเปล่าของฉัน และมันเป็นวันที่…คล้ายกับวันนี้นี่แหละซาวามูระ นายอาจจะไม่รู้ตัว แต่ ณ ที่แห่งนี้ มันทำให้ฉันได้เรียนรู้และได้ใช้เวลากับนายจนได้รู้ว่าที่ผ่านมา…ฉันนั้นมีนายอยู่เคียงข้างเสมอ…ขอบคุณนะ

.

.

       ความสุขมักจะผ่านไปไวเสมอ…มันเป็นความจริงที่ทุกคนรู้และต้องยอมรับ เหมือนกับหิมะนี่…สักวันมันก็ต้องละลายหายไป เหมือนกันพวกเรา…ที่พอรู้ตัวอีกที…ความสุขนั้นก็ได้หายไปแล้ว

รอยเท้าที่ถูกประทับลงบนหิมะตอนนี้มีเพียงของเขาเท่านั้น ทางเดินที่เดินมานั้นน่าแปลกนักที่แทบจะไม่มีผู้คนอยู่เลย ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องดีแล้วก็เป็นได้ พวกเขาที่ยังคงสนุกไปกับการเดินชมรอบสวนสาธารณะและไม่ได้สนใจรอบด้านนัก อันที่จริงสิ่งสวยงามอาจจะไม่ใช่ภาพวิวทิวทัศน์อย่างที่คิดไว้แต่แรก แต่มันคือความสนุกและความสุขที่ได้มาด้วยกันเสียมากกว่า

“มิยูกิ…สนุกไหม”

“สนุกสิ”

        ทั้งสองเริ่มบทสนทนากันหลังจากที่ใช้ความเงียบเป็นสิ่งพักพิง เมื่อได้ฟังคำตอบดังนั้นซาวามูระก็มองไปที่คนข้างกายนิ่งก่อนจะหยุดเดิน

“มิยูกิ”

“ฉันรู้นะว่านายจะพูดอะไร…บอกแล้วไม่ใช่เหรอไงว่า…”

“…ก็นาย…มีความสุขได้ไม่ใช่เหรอ และฉัน…”

“ซาวามูระ…ขอฉันมีความสุขอยู่อย่างนี้ต่อไปเถอะนะ”

        บรรยากาศอันแสนสดใสในตอนแรกหายวับไปเมื่อทั้งคู่กลับเข้าสู่หัวข้อเดิมอีกครั้ง มิยูกินั้น…ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่าซาวามูระต้องการอะไร..แต่เขาตัดสินใจแล้วต่างหาก

“มันไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงหรอกนะมิยูกิ”

ดวงตาสีอำพันที่ไร้แววปากอิ่มที่เคยเรีบตึงพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่เศร้าหมอง

“ไม่ว่ามันจะเป็นความจริง…หรือความฝัน”

“…..”

“มันคงไม่ต่างกันหรอกมั้งสำหรับฉัน แต่ว่านะ…”

เสียงเรียบหยุดเพียงเท่านั้น ก่อนตาคมจะจ้องมองเข้าไปที่ดวงตาสีอำพันคู่เดิม

“ถ้านี่เป็นความฝัน…ฉันก็อยากจะตื่นจากมันแล้วล่ะ เพราะฉะนั้น…“

พูดจบเขาก็ยิ้มออกมาและเอื้อมมือไปลูบข้างแก้มของอีกฝ่ายเบา ๆ

       “อย่าได้เป็นห่วงอะไร…ฉันจะทำทุกอย่าง ฉันจะตื่นขึ้นมาและไม่ว่าจะยังไง ถึงตอนนั้น…พวกเราก็จะได้อยู่ด้วยกัน”

มิยูกิ…ตรงนี้ไม่ใช่เหรอที่คือความจริง…พอเถอะ

“เพราะฉะนั้นเชื่อฉันและอย่าพูดอีกเลยนะ อย่าพูดว่าพอ อย่าห้าม อย่า…”

“มิยูกิ”

       มือหนาชะงักนิ่งแข็งเมื่อเห็นใบหน้าของอีกฝ่าย เขาเก็บมือนั่นแล้วเบือนหน้าไปทางอื่นก่อนจะเดินนำออกไปโดยไม่สนใจเสียงประท้วงในใจของอีกคน แล้วพวกเขา…ก็ทิ้งไว้แต่ความว่างเปล่าในพื้นที่ที่เดินผ่านมา…

ทำไมถึงได้โง่อย่างนี้…มิยูกิ

.

.

       เขาเดินมาจนมาถึงม้านั่งมุมหนึ่งในส่วนที่ลึกที่สุดของสวน เจ้าตัวนั่งเหม่อมองหิมะสีขาวที่ค่อย ๆ ตกลงมาจากท้องฟ้า ฝ้าบาง ๆ ที่เกาะอยู่บนเวนส์แว่นตอนที่เขาหายใจเอาลมอุ่นออกมาทำให้รู้สึกรำคาญไม่น้อย พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นเจ้าตุ๊กตาหิมะตัวกระต่ายตัวเล็กสองตัวซึ่งถูกวางอยู่บนโขดหินที่อยู่ไม่ไกลจากที่ที่เขานั่งนัก มันเป็นเพียงก้อนหิมะเล็ก ๆ มีใบไม้เรียวยาวเป็นหูและมีหินสีเป็นตา ดูไปก็น่ารักดี แต่ว่า…มีเพียงตัวเดียวเท่านั้นที่ยังคงสมบูรณ์ครบส่วน อีกตัวนั้นรูปร่างดูบูดเบี้ยวจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม สำหรับคนทั่วไปมันคงเป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่ผ่านเข้ามาในสายตา แต่…มันทำให้หัวใจของเขา…รู้สึกหงอยเหงาชอบกล

“กระต่ายนั่นน่าสงสารนะว่าไหม…”

“หือ…กระต่าย?”

“อื้ม…นั่นไง กระต่ายหิมะ คงมีคนปั้นมันไว้คู่กัน แต่อีกตัวหนึ่ง…มันกำลังจะตาย…จากกัน”

“…..”

“มันคงเหงา เขาว่ากันว่ากระตายน่ะเหงาตายได้นะ นายรู้ไหม”

       คนที่นิ่งเงียบอยู่นานพูดขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ซาวามูระคิดว่าเขาอาจจะไม่ได้ยินคำจากปากนั้นอีกแล้วแท้ ๆ และเมื่อฟังถึงตรงนี้ แม้มันจะดูเป็นบทสนทนาที่ดูไม่น่ามีความหมายอะไร แต่มันก็ทำให้อดไม่ได้ที่จะต้องหันไปมองอีกฝ่าย และดังคาดแม้เสียงนั้นจะดูราบเรียบเพียงไร แต่สายตานั่น…ดวงตาคู่นั้นที่เป็นเหมือนหน้าต่างของหัวใจ…มันโกหกเขาไม่ได้

ความเหงา…ความเศร้า…ความมัวหมองภายในใจ

“มิยูกิ…นายไม่ใช่กระต่ายนะ”

“…..”

“นายเข้มแข็ง…เป็นคนที่สามารถก้าวข้ามได้ทุกสถานการณ์ไม่ใช่เหรอ”

“…เกือบ 1 ปีแล้ว…มันยากมากเลยนะ”

       ซาวามูระเม้มปากแน่นไม่สามารถทนดูได้อีกต่อไป เขาจึงตัดสินใจพูดออกไป แต่อีกฝ่ายกลับเพียงแค่มองไปที่เดิมนิ่งไม่ไหวติง

“มิยูกิ! เลิกไร้สาระได้แล้ว! นายไม่ใช่คนโง่นะ อย่าทำแบบนี้เลย!”

       เขายืนขึ้นและจ้องมองไปทางมิยูกิที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวล ก่อนจะค่อย ๆ เอื้อมมือไปจับไหล่ทั้งสองข้างของอีกฝ่าย แต่มิยูกิเพียงเงยหน้าขึ้นมามองเขาด้วยความหมางเมินผิดปกติ เจ้าตัวเหยียดยิ้มออกมาจากนั้นก็ก้มหน้าและหลุบตาลงเหมือนพยายามครุ่นคิดเรื่องบางอย่าง

“ฉันไม่ได้จะยอมแพ้…แต่ฉันแค่…คิดว่าบางทีการทำตามเหตุผลโง่ ๆ อาจจะเป็นคำตอบที่ดีสุดก็ได้”

“….”

“นายจำนิยายเรื่องนั้นที่นายเคยเล่าให้ฉันฟังไหมซาวามูระ…”

“นิยาย…นี่นาย…”

“ฉันจะได้ตื่นมาเจอนายหรือเปล่านะ”

       มิยูกิพูดพลางแหงนหน้ามองท้องฟ้าและยิ้มอ่อน ๆ ให้กับหิมะเย็น ๆ ที่ตกลงมาบนหน้าของเขา ซาวามูระจับไหล่เขาแน่นขึ้น หวังอยากจะให้อีกฝ่ายหันมาสนใจตนเองบ้างไม่มากก็น้อยก็ยังดี

“มิยูกิ…ฉันขอล่ะ…กลับกันเถอะนะ ค่อย ๆ เดินไปก็ได้ หาเค้กกลับไปกินด้วยกัน ไปนั่งดูต้นคริสต์มาสด้วยกัน ฉันจะนั่งเล่นเป็นเจ้าหมีนั่นด้วยก็ได้ หรือจะให้ทำหน้าเป็นเจ้าหมาชิบะตัวนั้นก็ยังได้! เพราะงั้น…”

“…..”

“มิยูกิ…อึก…ฟังฉันสิ!”

       ซาวามูระพยายามพูดโดยประคองไม่ให้เสียงสั่นเครือไปมากกว่านี้ เขาพยายาม…อยากจะให้มันส่งไปถึง อยากจะให้คน ๆ นี้ฟังในสิ่งที่เขาต้องการ จนสุดท้ายเขาจำต้องตะคอกออกมาก่อนจะทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ อยู่ข้างหน้ามิยูกิ และไม่นานนัก…หยดน้ำใสก็ไหลลงมาจากดวงตาอันเศร้าสร้อย

“ฮึก…มิยูกิ…ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็…อึก…นาย”

“ซาวามูระ…”

       และในที่สุดเสียงทุ้มอันคุ้นเคยก็เปล่งออกมา มือหนานั้นวางลงบนมือของเขาที่ยังคงจับบ่าอยู่ นัยน์ตาสีอำพันที่สั่นระริกเบิกกว้างขึ้น ใบหน้าที่ดูเหนื่อยอ่อนของอีกฝ่ายกลับมาช้อนมองเขา จากนั้นไม่นานเจ้าตัวก็เอามือไปล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ทที่ตนใส่

“ฉันมีอะไรจะให้ อยากจะให้มานานแล้วแต่ไม่มีโอกาส”

       ประโยคคำพูดที่ถึงกับทำให้ใจเขากระตุกเต้นผิดจังหวะ ซาวามูระค่อย ๆ หลุบตาลงและยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดน้ำตาที่เพิ่งไหลลงมา เขาทอดมองไปที่กล่องใบเล็กที่มิยูกิยื่นมาตรงหน้าด้วยดวงตาที่มีแววขึ้น ก่อนจะค่อย ๆ คลี่ยิ้มออกมา มันเป็นกล่องเรียบ ๆ สีฟ้าอ่อนที่มีริบบิ้นสีขาวถูกผูกไว้เป็นโบว์

“อะไรเหรอมิยูกิ…”

       ความร้อนรนภายในใจเหมือนถูกจับยกไปวางไว้ข้าง ๆ แทนเพราะเขารู้ว่าสิ่งที่ควรสนใจตอนนี้คือสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ไม่นานนักมืออีกข้างที่ว่างอยู่ก็เอื้อมออกมาเปิดฝากล่องออก และสิ่งที่เขาได้เห็นนั้นก็คือ…

“สำหรับเราสองคน”

แหวนคู่…

“มิยูกิ…”

“อยากจะให้ ให้…ก่อนหน้านี้ อยากจะใส่ให้กับมือ”

“….”

       เสียงทุ้มเริ่มสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัดแม้เจ้าตัวจะยังมีรอยยิ้มประดับหน้าอยู่เหมือนทุกทีก็ตาม เมื่อพูดออกไปดังนั้นนิ้วเรียวก็ค่อย ๆ หยิบแหวนสีเงินเกลี้ยงออกมา

“มันมีเขียน…ข้างใน…ด้วยนะ”

“มิยูกิ…ไม่เป็นไร…ค่อย ๆ พูดนะ ฉันไม่ไปไหนหรอก”

       คำพูดที่ตะกุกตะกัก…ไหล่อันสั่นเทานั่น…มือที่ยื่นมาอย่างอ่อนแรง…ซาวามูระรับรู้ได้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของมิยูกิ…และสภาพของเขาในตอนนี้

“เอ็มและเอส…รู้ใช่ไหมว่ามันคืออะไร”

“อืม…”

เสียงนั้นค่อย ๆ แห้งผากลงไปทุกที เจ้าตัวเก็บกล่องใบเล็กไปและยื่นมือนั้นออกมา

“ยื่นมือมาให้ฉันสิซาวามูระ…”

ดวงตาสีน้ำตาลนั้นจ้องมองเข้ามาในตาของเขา…

“….”

“นะ…”

เสียงนั้นกำลังร้องขอ…

มิยูกิ…

มือที่ยื่นมานั้นยังคงอยู่ที่เดิม…

“ได้โปรด…ฮึก”

หยอดน้ำใสที่ร่วงหล่นลงมาพร้อมกับเกล็ดหิมะ…

“ซาวามูระ!!!.

ชื่อที่ถูกตะโกนเรียกหา…

มิยูกิ…ฉัน

“ฮึก…ฮือออ…ขอแค่มือนั่น ขอแค่นั้นไม่ได้หรือไง”

ร่างสูงที่ทรุดลงไปกับพื้นสีขาวเนียน…

มิยูกิ…ฉันยื่นไปแล้ว แต่…

“ทำไม…ทำไม…ทำ…”

เสียงของคนที่อยู่เคียงข้างมาตลอดนั้น…

“ทำไมนายถึงไม่อยู่ตรงนี้! ทำไมทุกอย่างถึงเป็นได้เพียง…ความฝัน ฮึก”

ไปไม่ถึง…

มิยูกิ…ฮึก…ฉันขอโทษ

       สายลมแรงที่จู่ ๆ พัดมาพร้อมกับความหนาวเย็นนี่ เหมือนพยายามจะช่วยพัดพาทุกอย่างที่อยู่รอบด้านให้หายไป ภาพของชายหนุ่ม…ภาพแห่งความฝัน ภาพในความนึกคิดที่เคยคิดถึงและโหยหาที่สุดถูกพัดออกไป ไม่เหลือแม้เพียงเศษเสี้ยว… เสียงที่เคยคิดว่ายังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท…ความอบอุ่นที่เคยส่งผ่านมา…มือคู่นั้นที่เคยกุมไว้…ดวงตาสีอำพันที่มักจะจ้องกลับมา…และรอยยิ้มอันแสนสดใสนั้น…หายวับไปโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

“ฮึก…ฮือ ฉัน…คิดมาตลอด ฉัน…เห็นภาพของนาย…รู้ว่าปากที่กำลังจะเอ่ยอะไรออกมานั้นจะตอบอะไร แต่..”

       ม่านน้ำตาที่ฉาบไปทั่วดวงตาสีน้ำตาลอันมัวหมองนี่ทำให้ทัศนวิสัยไม่ชัดเจนนัก บวกกับแว่นที่มีหยดน้ำเกาะอยู่เต็มไปหมดยิ่งทำให้ยากแก่การมองไปเบื้องหน้า แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น…ตอนนี้เขากลับเห็นภาพบางอย่างชัดเจน…ในความทรงจำของเขา

       เย็นวันนั้นที่นายล้มลงไปต่อหน้าฉัน…เพราะลูกเบสบอลที่ถูกขว้างไปกับนายที่แน่วแน่กับการหวดลูก… เสียงลูกที่กระทบกับหัวของนาย….และร่างที่ทรุดลงพร้อมกับลูกเบสบอลนั่นที่ตกลงพื้น ฉัน…เข้าไปคว้าไว้ไม่ทัน

“ฉันไม่น่าปล่อยให้นายไป…”

       คืนวันนั้นที่นายยิ้มให้ฉันและบอกว่า ‘ไม่เป็นไร’…กับแก้วใบนั้นที่เราใช้คู่กัน…ที่ร่วงหล่นจากมือของนายกระทบกับพื้น…แตกกระจาย…และตัวนายที่ทำเป็นเข้มแข็ง

“ไม่น่าเชื่อรอยยิ้มนั่น…”

และเช้าวันถัดมาที่…นายนอนแน่นิ่ง…อยู่ในอ้อมกอดของฉัน

“อึก…ถ้าฉัน…รู้ตัวเร็วกว่านี้…ฮึก ขอโทษ”

ฉันขอโทษ…ถ้าฉันห้ามนายในวันนั้น…ถ้าฉันไม่มัวรีรอ…ถ้าฉัน…นายคง…

       ตัวเขายังคงคร่ำครวญต่อไป น้ำตาที่ไหลเอ่อออกมานี่…ที่เขาคิดว่ามันไหลออกมามากเกินไปจนน่าจะแห้งเหือดไปนานแล้ว…มันกลับไหลบ่าออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ ภาพของชายหนุ่มที่ฉีกยิ้มกว้างอยู่ตลอดเวลาคนนั้น…คนที่เขารักมากที่สุด…เขาหยิบมันออกมาจากกระเป๋า ค่อย ๆ เอานิ้วที่สั่นเทาลูบมันอย่างเบามือ แต่มือนั้น…

‘มิยูกิ…บอกแล้วไงล่ะว่าไม่เป็นไรน่ะ นายไม่ผิดสักหน่อย’

“ฮึก…อืม…ฉันรู้อยู่แล้ว…รู้มาตลอดว่านายจะพูดแบบนั้น”

       เมื่อประโยคคำพูดนั้นดังขึ้นในใจของเขา เขาพูดตอบออกไปแม้จะรู้ว่าที่ที่เขาอยู่ไม่มีใครมานั่งฟังเขาก็ตาม มิยูกิกุมรูปและแหวนที่อยู่ในมือทั้งสองข้างไว้ที่กลางอกก่อนจะยื่นแขนออกมาเพื่อดูมันอีกครั้ง จากนั้น…เขาก็ยิ้มฝืน ๆ ออกมา

“เลอะหมดเลย…ขอโทษนะ”

เขามองของทั้งสองสิ่งที่อยู่ในมือ มือที่เปื้อนสีขาวจากเกล็ดหิมะ…และสีแดง…

‘มิยูกิ…กลับกันเถอะนะ ฉันขอร้อง’

เสียง…ที่ไม่อาจได้ยิน…

“…ซาวามูระ มันไม่เหมือนเดิมหรอกนะ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น…เพราะมัน….”

‘มิยูกิ…ฟังฉันหน่อยเถอะ อย่าทำอย่างนี้เลย….’

คำขอที่ไปไม่ถึง…

“ไม่มีนาย…ที่ผ่านมา…ฉันพยายามแล้ว”

‘มิยูกิ…’

ชื่อที่ถูกเอ่ยเรียกนับครั้งไม่ถ้วน

“แต่ไม่เป็นไรแล้วล่ะ ฉันคิดได้แล้ว…”

‘มิยูกิ…พอเถอะ’

มือที่ไร้ซึ่งความอบอุ่นยื่นออกไปกุมมือนั้น…ที่เย็นลงทุกที ๆ

“ไม่เป็นไรแล้วล่ะนะซาวามูระ…ทุกอย่างจะเป็นเหมือนเดิม จะมีฉันและนายเหมือนเดิม”

‘มิยู…ฮึก…ฉันบอกให้พอไง อย่าพูดอีกเลย’

น้ำตาแห่งความโศกเศร้าที่อีกฝ่ายไม่มีวันได้เห็น…

       “ฉัน…จะไปหานาย กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่มีฉันและนาย ทุกอย่างที่เกิดขึ้น…มันเป็นแค่ฝันร้าย ฉันจะตื่นขึ้นมา…และได้พบนายอีกครั้งในอ้อมกอดของฉัน…เหมือนทุกวัน”

‘มิยูกิ…ฟังฉันสิ ฉันอยู่ตรงนี้แล้ว…จะอยู่ข้างๆนายเสมอ เพราะฉะนั้น…’

อ้อมกอดที่โอบร่างที่กำลังสั่นเทานี่…จะรับรู้บ้างไหมนะ

       เสียงอันเหนื่อยอ่อนหยุดลงพร้อมกับคำพูดของอีกคนที่ไม่เคยได้ส่งไปถึง…มันถูกแทนที่ด้วยความนึกคิดที่สวนทางกันแต่ก็คล้ายคลึงกัน…

เพราะฉะนั้น…

ถ้าพระเจ้ามีจริง…

ขอให้ฉัน…ได้พบกับนาย

ขอให้เขาไม่มาหาฉัน

ได้ตื่นจากฝันร้ายที่ไม่มีนาย…

ด้วยเถอะ…

       อ้อมกอด…และน้ำตาที่ไหลริน…ไม่สามารถรับรู้ได้ หรืออยากจะรับรู้…ก็ไม่มีทางที่จะรู้สึกได้ ร่างสูงหลุดจากอ้อมกอดนั่น ค่อย ๆ ห่างออกไปจากปลายนิ้วของมือที่พยายามยื่นไป…อยากจะเข้าไปรับประคองไว้ แต่ก็…ทำไม่ได้

‘มิยูกิ!!!’

“ฉันรักนายนะ”

ฟึ่บ…

       ร่างสูงล้มลงแน่นิ่ง มือที่ยื่นออกไปหวังจะคว้าเอาไว้…มันดูไร้ประโยชน์ ไร้เหตุผล…ใบมีดอันเล็กนั้นกระเด็นออกมาจากร่างของชายหนุ่มที่ล้มลง มันกระทบกับโขดหินที่อยู่ไม่ไกลดังเคร้ง ดังพร้อมกันกับเสียงบอกเวลาจากหอนาฬิกาในเมือง…และเสียงบอกเมอร์รี่คริสต์มาสที่ดังไปทั่วทุกที่

“เมอร์รี่คริสต์มาส…ซาวามูระ”

        คำพูดนั้นเอ่ยออกมาพร้อมกับมือที่ยื่นออกไปข้างหน้า มือที่ชุ่มโฉกด้วยสีแดง…สีแดงที่เหมือนสีแดงของวันคริสต์มาส แล้วรอยยิ้มก็เผยออกมาอย่างกับว่า…ภาพเบื้องหน้าอันเบลอเลือนนั้นเขาได้เห็นบุคคลที่เขาคิดถึงมากที่สุด….

และนั่นก็เป็นรอยยิ้มแรกและรอยยิ้มสุดท้ายในวันคริสต์มาสนี้…
.
.

‘ฮึก…ฮือออ โง่จริงๆ’

เสียงร้องไห้ที่เบาลงไปเรื่อยๆ พร้อมกับเสียง…การเต้นของหัวใจ

ตึกตัก…ตึกตัก…

       ที่ค่อย ๆ หยุดลง…พร้อมกับของเหลวสีแดงที่แผ่ซ่านไปทั่วพื้นหิมะสีขาวละเอียดนี่…และเสียงสุดท้ายพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง…ที่เหมือนกับรูปที่มือหนานั้นจับไว้แน่น

‘เมอร์รี่คริสต์มาส..มิยูกิ ฮึก ฉัน…จะ…เราจะ…ได้เจอกัน’

.
.

มิยูกิ…นายเชื่อหรือเปล่านะว่า…พระเจ้าจะช่วยให้เราได้เจอกันหลังจากที่เราต้องลาจากโลกนี้ไป…มันเป็นเรื่องเพ้อฝันไม่ใช่หรือ เหมือนในนิยายนั้นที่ฉันเคยเล่าให้ฟังแล้วนายก็เอาแต่ขำออกมา…

.
.


‘นายมันโง่จริง ๆ บ้า ที่สุด’

‘ฮ่า ๆ ขอบคุณ’

‘ไม่ได้ชม!’

‘แหม…ก็ฉันมันฉลาดแค่เรื่องเบสบอลนิ เรื่องพวกนี้…ฉันก็คิดได้แค่นี้แหละ’

‘บ้าจริง…’

‘อืม บ้าจริง ๆ นั่นแหละ บ้าเหมือนนาย’

‘ยังจะ…’

‘ฮ่า ๆ…ฉันรักนายนะซาวามูระ’

‘อืม…’

‘ขอให้ฉันได้กอดนายไว้อย่างนี้ตลอดไปนะ…’

……..

 

       นี่สินะความสุข…ความสุขที่เหมือนจะพอแต่ก็ไม่มีวันพอ การได้อยู่ด้วยกัน ไม่ว่าวันนี้ พรุ่งนี้ ไม่ว่าที่ไหน…ไม่ว่านี่จะเป็นความจริงหรือความฝัน…ฉันจะขอไป…ไปที่ที่มีนายอยู่ ขอแค่ได้มีนายเคียงข้าง ก็พอแล้ว…นายคือความสุขของฉันนะซาวามูระ

 

***END***

Talk

       สวัสดีค่ะ! ไม่มากความ….อันนี้เป็นฟิคที่เราเอาไปลงในแอนโทรไดยะมาค่ะ นี่แค่ลงเก็บไว้เฉย ๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ฮือออ แต่สำหรับคนที่ไม่ได้สอยแอนโธร…คงเรียกว่าเรื่องใหม่ -3- นี่ก็นับเป็นผลงานแรกที่ได้ตีพิมพ์ออกมาเลยตื่นเต้นปั่นไฟลุก(?)พอควร เลยมารีอัพโดยได้แก้ไขคำผิดคำแปลกหลาย ๆ จุดค่ะTvT

        กล่าวถึงตัวเรื่องMy every last moment…เป็นเรื่องราวของมิยูกิและซาวามูระที่เป็นโปรเบสบอลอยู่ทีมเดียวกัน เป็นคู่รักกันและอยู่บ้านเดียวกันค่ะ แล้วก็ส่วนตัวเป็นคนลากทุกอย่างไปดราม่าได้หมดค่ะ…เพราะฉะนั้นแม้ธีมจะเป็นงานเทศกาลเราก็ก็ทำให้มันสดใสมิได้จริง ๆ ฮือออ กราบขออภัยผู้อ่านด้วย แต่หวังว่าจะอ่านจนจบและมีความชอบบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ!

เช่นเคย….หากเจอคำผิด มีคำติชมหรือข้อสงสัยมาบอกมาถามดันได้นะคะ อ่ออีกเรื่อง….ล่าสุดมีแต่งเรื่องใหม่ไปค่ะ เห็นไหมว่าไม่ได้หายไปไหน… แต่ไม่ได้เห็นในนี้นะ555 เดี๋ยวจะได้เห็นในหน้ากระดาษ…ในเล่มของผู้มีอุปการคุณท่านหนึ่งค่ะTvT รอชมเนอะ//กราบ

0

[AU Daiya no A] The hidden tiger 1.0: ChrisSawa

The hidden tiger 1.0 : ChrisSawa

 

ผู้ซื่อตรง…

คำพูดและจิตใจที่ตรงไปตรงมา

…จะคอยอยู่เคียงข้าง

…จะคอยปกป้อง

…เพื่อผู้มีพระคุณและ…เพื่อนาย…

ไอ้เด็กขี้แยที่คอยเกาะชายเสื้อฉัน…

.

.

.

.

“โฮฮฮ! น่าอายชะมัด!!!”

เด็กหนุ่มแหกปากดังลั่นอย่างไม่เกรงใจผู้คนตามทางเดิน ขาแกร่งวิ่งสับอย่างรวดเร็วไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เขาก้มหน้าก้มตาวิ่งตรงไปข้างหน้าแบบไม่คิดชีวิต เวลาผ่านไปสักพักใหญ่ ๆ ในที่สุดเขาก็หยุดวิ่งเพราะความเหนื่อยอ่อน

“แฮ่ก…แฮ่ก คริสซังงง!!! ผมขอโทษครับ ฮือออ”

ซาวามูระตะโกนดังลั่นพลางร้องไห้ฟูฟาย ในใจมีแต่ภาพสิ่งที่เกิดขึ้นวนไปวนมา เมื่อได้ระบายสิ่งที่อัดอั่นออกไปบ้างเขาถึงเรียกสติกลับมาได้ จากนั้นสายตาจึงเริ่มสอดส่องสภาพแวดล้อมรอบกาย

รอบด้านเงียบสงบไร้ผู้คน ด้านขวาคือสนามเด็กเล่นที่เขาไม่เคยเห็น ด้านซ้ายและด้านหน้าก็เป็นเพียงทางเดินอันว่างเปล่าที่ทอดยาวออกไปและมีบ้านคนอยู่บ้างสลับกับร้านค้าที่กำลังจะปิด พระอาทิตย์ที่ลอยเด่นอยู่บนหัวเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมาลอยลับหายไป ท้องฟ้าสีส้มแสดค่อย ๆ ผสมกับสีน้ำเงินเข้ม…ใกล้มืดแล้ว

“ตายล่ะหว่า ที่นี่ที่ไหน”

เขาหันซ้ายหันขวามองไปทั่ว แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่คุ้นชินกับบริเวณโดยรอบเลยสักนิด รอยยิ้มเจื่อน ๆ ค่อย ๆ เผยออกมาก่อนเหงื่อจะไหลไปตามรูปหน้า

ฮ่า ๆ …หลง ทำยังไงดี

ตากลมมองดูไปรอบ ๆ พื้นที่หวังจะขอความช่วยเหลือ พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นเงาของกลุ่มคนทางซอกตึกที่อยู่ไม่ไกล

“โอ๊ะ! ตรงนั้นมีคนพอดี ขอโทษนะครับ~”

เจ้าตัวตัดสินใจรีบวิ่งไปยังจุดนั้นทันที พอไปถึงก็พบว่ามีชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับเขาในชุดนักเรียนม.ปลายอยู่ประมาณสองสามคนกำลังนั่งยอง ๆ ล้อมวงทำอะไรบางอย่างอยู่

“ขอโทษนะอยากจะถามทางหน่อยน่ะ พอจะ…เฮ้ยพวกนาย! สูบบุหรี่มันไม่ดีนะ!”

ควันบุหรี่คละครุ้งไปทั่ว ปากของเขาที่ยิ้มอยู่เมื่อครู่เบะออก เขารีบเอามือปิดจมูกก่อนจะโวยวายออกไปโดยไม่คิดที่จะประเมินสถานการณ์ก่อน

“ห๊าาา อะไรวะ!” เสียงห้าวประสานเสียงกันตวาดดังลั่นด้วยความไม่พอใจ

“ยังเป็นเด็กนักเรียนอยู่แท้ ๆ !”

ตาโตจ้องมองตอบกลับไปยังเหล่าชายหนุ่มที่หันหน้ามา พวกเขาแต่งตัวไม่เรียบร้อยสักเท่าไหร่ ใบหน้าเตรียมเอาเรื่องเต็มที่ แต่ก่อนที่จะได้พูดอะไรเขาก็สังเกตเห็นคน ๆ หนึ่งนอนอยู่กับพื้นห่างออกไปไม่ไกลนักในสภาพที่ยับเยินเหมือนไปฟัดกับอะไรมา…

“เฮ้ย นายคนนั้น… พวกนายทำอะไรน่ะ!”

เขาอึ่งไปชั่วขณะก่อนจะหันมาตวาดใส่คนตรงหน้าเมื่อพอจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น

ดูจากสภาพการณ์แล้วคนกลุ่มนี้คงต้องเป็นพวกไม่ดีแน่นอน

เมื่อละสายตาจากคนตรงหน้าซาวามูระก็หันไปเห็นคน ๆ หนึ่งที่กำลังกำเงินธนบัตรหลายใบกับกระเป๋าสตังค์ที่ไม่น่าจะใช่ของเจ้าตัว ซึ่งนั่นก็ยิ่งทำให้เขาสามารถสรุปเหตุการณ์หลาย ๆ อย่างได้มากขึ้น

แต่ก่อนที่เขาจะได้คิดอะไรต่อ คนหนึ่งในนั้นที่นั่งอยู่นานก็ลุกขึ้นก้าวขึ้นมาด้านหน้าของเพื่อนตัวเองและยื่นหน้าเข้ามาใกล้ก่อนจะถอนบุหรี่ที่คาปากออกและพ่นควันใส่หน้าผู้มาเยือนอย่างเขาอย่างไม่เกรงใจ

“ฟู~ทำไมวะ ยุ่งอะไรห๊า! ”

“แค่ก ๆ พวกแกทำอะไรเขาน่ะ!”

“แล้วจะทำไมวะ ยุ่งไม่เข้าเรื่อง เป็นพวกผู้พิทักษ์สันติราชหรือไง เฮ้ยจับมันไว้ดิ๊แม่งน่ารำคาญว่ะ”

พอเห็นซาวามูระเริ่มทำหน้านิ่วแยกเขี้ยวใส่ อารมณ์ของเขาก็คลุกกรุ่นขึ้นมาทันที จัดการสั่งให้เพื่อนอีกสองคนเข้าไปล็อคตัวไอ้หนูตรงหน้าเอาไว้

“เหวอ! ปล่อยนะ! จะทำอะไรฉัน!”

“ก็ทำแบบนี้ไงไอ้จุ้น!”

พรั่ก! พอสิ้นเสียงตวาดจู่ ๆ หมัดหนัก ๆ ก็ถูกปล่อยออกมา มันพุ่งเข้าไปปะทะหน้าของคนที่โดนล็อคอยู่อย่างจัง

“โอ๊ย….”

ช่วงแก้มที่โดนหมัดเมื่อครู่สั่นชาไปหมด ในหัวเบลอไปชั่วขณะ รู้สึกตัวอีกทีก็พบว่ามีของเหลวอุ่น ๆ ไหลออกมาจากข้างปากที่เริ่มเจ็บแสบ

“ทำไมต้องทำแบบนี้ด้ว–!”

พรั่ก! ยังไม่ทันพูดจบอีกหมัดก็ถูกส่งมาที่ช่วงท้องทันที

“อึก!”

ความจุกแล่นเข้ามาจนขาทั้งสองข้างที่เยียดตรงยืนอยู่เริ่มอ่อนแรง เขาหน้าเบี้ยวไปตามระดับความเจ็บปวด

“หึ ไอ้อ่อนเอ้ย ดีแต่ปาก โดนซัดทีก็จอดแล้ว ฮ่า ๆ พวกเอ็งรุมแม่ง เอาให้สะใจ วันนี้โชคดีเว้ยมีกระสอบทรายมาเพิ่ม ฮ่า ๆ ”

ว่าแล้วนักเลงในชุดนักเรียนทั้งสามก็รุมซ้อมซาวามูระที่บัดนี้ตัวง้อจนแทบจะยืนไม่ไหวด้วยใบหน้าที่พอใจ

ตุบ ตับ พรั่ก!….

กระสอบทราย? คำพูดมันดูคุ้นๆจังแฮะ..

ในหัวของเขาตอนนี้ไม่ได้เต็มไปด้วยความเจ็บปวดหรือความแค้นใจพวกคนที่กำลังรุมเตะต่อยเขาอยู่ อันที่จริงนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาพบกับเรื่องแบบนี้ ถ้าให้พูดตรง ๆ เขาชินกับเหตุการณ์แบบนี้ด้วยซ้ำ

ทำไมเขาถึงไม่สู้ตอบ?

อ่า…นั่นสินะ

‘แกไม่สู้ไม่ใช่เพราะว่าแกอ่อนแอ…คนที่เข้มแข็งไม่ได้แปลว่าต้องต่อยตีเก่งแต่มันคือ…’

จู่ ๆ คำพูดหนึ่งก็ดังขึ้นมาในหัว ภาพของความทรงจำที่ไม่เด่นชัดนักปรากฎขึ้น ไม่กี่นาทีต่อมาแรงปะทะต่าง ๆ บนร่างกายของเขาก็ดูเหมือนจะหยุดลง

“แฮ่ก..แฮ่ก เฮ้ยทำไมมัน…”

สิ่งที่ทำให้พวกเขาหยุดการกระทำทุกอย่างคือภาพของบุคคลตรงหน้า…

ซาวามูระยังคงยืนอยู่…ไม่ล้มลงหรือทรุดลงไปเลยสักครั้ง

‘…คนที่ยืนหยัดอยู่จนวินาทีสุดท้ายและไม่ล้มลงต่างหากที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนเข้มแข็ง เพราะฉะนั้นแกห้ามล้มลงไม่ว่าอะไรจะเกินขึ้นก็ตาม จำเอาไว้!’

ใช่แล้ว…

“….”

เด็กหนุ่มไม่พูดอะไร เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น แม้บัดนี้ภาพข้างหน้าจะเบลอเลือนแต่เขาก็ตัดสินใจก้าวออกไปข้างหน้าด้วยขาที่อ่อนแรง…สมองนั้นสั่งการได้ไม่ดีนักหากแต่ความรู้สึกนั้นมันบอกให้เขาไปตรงที่คน ๆ นั้นนอนอยู่… เขาก้าวไปโดยไม่สนใจคนรอบ

“เฮ้นาย เป็นอะไรหรือเปล่า”

“….”

คนที่นอนอยู่กับพื้นยังคงไม่ได้สติดีนัก ท่าทางมึนเบลอไร้เรี่ยวแรง ซาวามูระหวังแค่เพียงว่าคน ๆ นี้จะไม่บาดเจ็บร้ายแรง

สามคนที่อยู่ทางด้านหลังอึ่งไปชั่วขณะเมื่อเห็นการกระทำของเจ้าตัว ทั้ง ๆ ที่ยังมีแรงเดินได้กลับไม่พยายามโต้กลับแต่เป็นห่วงไอ้คนที่นอนนิ่งอยู่นั้นแทน

มันบ้าหรือยังไง เป็นห่วงตัวเองก่อนดีกว่าไหม!

เมื่อคนที่อยู่ในเหตุการณ์เรียกสติกลับมาได้ความรำคาญใจและความโกรธเกรี้ยวก็ผุดขึ้นมา

“เฮ้ยอย่ามาเมินกันนะ! แกกก!”

จากนั้นหนึ่งในนั้นก็ควักมีดพกออกมาพุ่งตรงไปหวังจะแทงมันลงที่ร่างกายของเด็กหนุ่ม แต่แล้ว…

บรึ้น! ฟิ้ว~ เอี๊ยด!

ก่อนที่สิ่งมีคมนั้นจะสัมผัสโดนร่างของซาวามูระ เสียงเครื่องยนต์บางอย่างก็ดังกระหึ่มจนหยุดทุกการเคลื่อนไหว มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์สีดำคันใหญ่ได้เข้ามาจอดเทียบท่าอยู่ทางปากซอย มันโดดเด่นจนทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต้องรีบหันไปมอง

หมวกกันน็อกสีดำเดียวกันกับตัวยานพาหนะค่อย ๆ ถูกถอดออก เผยให้เห็นผมสีเขียวเข้มทรงตั้งเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ ตาคมหันไปมองกลุ่มคนนิ่ง ๆ ก่อนมองลอดจ้องไปทางเด็กหนุ่มใบหน้าคุ้นเคยที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

ซาวามูระเบิกตาโตขึ้น ภาพตรงหน้าทำให้สมองเริ่มสั่งการตามปกติ เขารู้สึกตกใจมากเมื่อเห็นผู้มาเยือน

“….”

“คุ….”

“จะมืดอยู่แล้วยังไม่กลับบ้านอีก”

“ห๊า”

เสียงทุ้มเอ่ยทักขึ้นมา มันดูเป็นประโยคที่ไม่ค่อยเข้ากับสถานการณ์รอบด้านนัก เขาค่อย ๆ ลงจากบิ๊กไบค์คู่ใจของเขาก่อนจะเดินตรงมาทางซาวามูระโดยไม่สนใจคนรอบข้างที่จ้องมองมาด้วยความรู้สึกปะปนกัน แต่แล้วตาคมก็เหลือบไปเห็นวัตถุที่สะท้อนกับแสง มันคือใบมีดที่ยังคงจ่ออยู่ที่หลังของเด็กหนุ่ม เจ้าของมีดพกนั่นจ้องมาทางผู้มาเยือนอย่างงงๆก่อนจะกลับมาชักสีหน้าแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดตะคอกออกไป

“มาจากไหนวะ อยากโด—”

“โฮ่ย…เป็นเด็กเป็นเล็กอย่าเล่นของมีคมสิ”

เสียงตะคอกยังไม่ทันได้ตะเบงออกมาจนจบประโยค  คำพูดนิ่ง ๆ ของอีกฝ่ายก็ขัดขึ้นมา มือที่สวมถุงมือหนังอยู่เอื้อมออกไปจับใบมีดนั้นแน่นก่อนจะจ้องกลับไปยังเด็กน้อย(?)ผู้เป็นเจ้าของมีดที่บัดนี้ร่างกายแข็งทื่อจนทำอะไรไม่ถูกเพราะสายตาที่จ้องมองมา่…

ความกลัว…สายตานั่นดูนิ่งเรียบแต่แฝงไปด้วยความดุดันและกดดันจนทำให้รู้สึกเสียววูบไปทั้งตัว มือของเขาที่กำด้ามอยู่ดันอ่อนแรงลงจนปล่อยให้มีดถูกชักออกไป ทั้งร่างเริ่มสั่นไปหมด…มันเหมือนกับเสือในโพรงหญ้าที่จ้องจะตะคุบลูกกวางที่ไม่มีทางสู้

คน ๆ นี้ไม่ธรรมดา

“ค่อยว่าง่ายหน่อย…”

พอรับเอาของมีคมนั้นมาผู้มาเยือนก็ไม่ลืมที่จะหันไปมองอีกสองคนด้านหลังบอกเป็นเชิงว่า ‘อย่าคิดจะเล่นอะไรแพลง ๆ ’ แน่นอนว่าถึงแม้เขาจะแทบไม่ได้ขยับร่างกายเพื่อข่มขวัญคนเหล่านั้น ผู้ที่ถูกจ้องมองก็รู้สึกเย็นวาบในไขสันหลังจนต้องหยุดทุกความคิดและการกระทำ

“….”

ซาวามูระมองเหตุการณ์อยู่นิ่ง ๆ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเห็นคน ๆ นี้กระทำสิ่งเหล่านี้ต่อหน้าเขา สิ่งที่เขามักจะคิดขึ้นมาในใจเสมอคือ…

พวกนี้มันโชคร้ายชะมัด

“หูว~ แยงกี้แห่ง—”

ซาวามูระหลุดพูดออกมาลอย ๆ แต่ยังไม่ทันจบประโยคเขาก็ต้องหยุดลงเมื่ออีกฝ่ายหันมาจ้องเขาด้วยสายตาที่คล้าย ๆ กันกับเมื่อครู่

นิดหน่อยก็ไม่ได้…

เขาได้แต่ยิ้มเจื่อนก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้จึงถามออกไปเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ

“คุราโมจิ…มาที่นี่ได้ยังไง มาทำธุระแถวนี้เหรอ”

“เปล่า มารับเด็กน้อยกลับบ้าน”

“เอ๊ะ! น…นายแอบมีลูกเก็บเหรอ!”

“ไอ้บ้า! หมายถึงเอ็งนั้นแหละ ไอ้เด็กหลง!”

“ห๊า! ใครเป็นเด็กหล–”

“ดีนะมีGPSไม่งั้นคงได้วุ่นแน่”

“อะไรกัน! บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่ามาแอบติดตามกันน่ะ!”

“ห๊าาาว่ายังไงนะไอ้เด็กหลง! ถ้าไม่ติดเอาไว้ป่านนี้จะกลับบ้านถูกไหมห๊ะ!”

“อึก…”

คนที่เพิ่งมาเยือนบ่นกระปอดกระแปด ซาวามูระไม่สามารถเถียงอะไรได้ คุราโมจิล็อคคอเด็กน้อยของเขาและออกเดินไปยังบิ๊กไบค์ที่จอดอยู่

“ขึ้นไป! เสียเวลาทำมาหากินฉิบ จะรีบกลับไปกินข้าว!”

“กรอดดด จิ๊!”

คนที่ได้ชื่อว่าเป็นเด็กน้อยได้แต่ขบเคี้ยวเขี้ยวฟันจ้องมองผู้ปกครองของเขาด้วยความไม่พอใจอย่างเดียวและยอมทำตามคำสั่งไป

เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นอีกครั้ง…แต่ก่อนที่มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์คันเดิมจะได้เคลื่อนตัวออกไป ซาวามูระก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองลืมบางอย่าง

“เดี๋ยว! แล้วเจ้านั้นล่ะ เราต้องช่วยเขานะ!”

“…..”

บรึ้น!

“เหวอ!”

“มีคนมาจัดการต่อแล้วนิ…”

“ห๊ะ ว่าอะไรนะ?”

ดูเหมือนซาวามูระจะได้ยินสิ่งที่คุราโมจิพูดออกมาไม่ชัดนัก แต่ก่อนที่จะได้ถามต่อแรงกระฉากของเครื่องยนต์ก็ทำให้เขาต้องกลืนคำพูดลงไป

เสียงที่ดังกระหึ่มนั้นเริ่มเบาลงและหายไปพร้อมกับยานพาหนะที่เคลื่อนตัวออกไป…ทิ้งไว้เพียงแต่กลุ่มคนที่ได้แต่ยืนนิ่งเหม่อมองแผ่นหลังที่ลัดหายไป

“ไอ้หัวตั้งนั้น…อย่าบอกนะว่าจะเป็นเขาคนนั้น”

.

.

.

.

ท้องฟ้ามืดหม่น แสงไฟสลัว ๆ ข้างทางที่เริ่มเปิดขึ้นทีละดวง ลมเย็นที่ปะทะเข้าหน้าจนเริ่มรู้สึกเจ็บบ่งบอกถึงความเร็วของมอเตอร์ไซค์ที่กำลังขับเคลื่อนไป

“นี่ฉันวิ่งมาไกลเหมือนกันแฮะ”

ซาวามูระว่าพลางสอดส่องทิวทัศน์ข้างทาง

“เออสิ แกไปทำอะไรแถวนั้นวะ”

คุราโมจิตะโกนถามขึ้นมา

“ก็…อ่า…เกิดเรื่องนิดหน่อยน่ะฮ่า ๆๆ พอรู้ตัวอีกทีก็มาโผล่ที่นี่ แล้วก็…หาทางกลับไม่ได้”

“…งี่เง่า”

“ห๊า! ว่าอะไรนะ!”

“ก็มันจริงนิ วันหลังก็ระวัง ๆ หน่อยเวลาจะไปที่ไหนน่ะ แถวนั้นมัน—”

“ว้าววว นี่คุราโมจิ ดูสิวิวตรงนี้สวยมากเลยล่ะ!”

“เฮ้ยฟังกันบ้าง…”

ยังไม่ทันที่คุราโมจิจะได้พูดจบเจ้าคนข้างหลังเขาก็ส่งเสียงขัดขึ้นมา เขารู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยที่ซาวามูระดูจะไม่สนใจคำพูดของเขา แต่พอมองออกไปยังทิศทางที่นัยน์ตาสีอำพันนั้นมองทอดออกไปเขาก็ลืมความหงุดหงิดนั้น

ตอนนี้พวกเขาอยู่บนสะพานที่มีแม่น้ำกว้างใหญ่อยู่ด้านล่าง ภาพที่เห็นนั้นคือท้องฟ้าที่มืดมิดตัดกับตัวเมืองที่มีแสงสีต่างๆดูระยับจับตา ภาพของเมืองสะท้อนอยู่บนผืนน้ำนั้น มันเป็นภาพที่สวยงามมาก

ตาเรียวตะหวัดกลับมาเพื่อมองทางข้างหน้าแต่ก็ไม่ลืมที่จะเหลียวไปดูที่กระจกข้าง เจ้าหนูด้านหลังเขายังคงจ้องมองออกไปเพื่อชื่นชมวิวทิวทัศน์นั้นและยิ้มให้มันด้วยท่าทางตื่นเต้น

เพิ่งโดนอัดมาแท้ ๆ นะ ให้ตายเถอะ เป็นซะอย่างนี้ทุกที

“นี่…”

“หือ?”

“วันนี้ล้มหรือเปล่า”

คุราโมจิถามขึ้นมา สำหรับคนทั่วไปมันคงดูเป็นคำถามที่แปลก แต่สำหรับเขาสองคนนั้น มันคือคำถามปกติที่ทั้งสองเข้าใจกันดี

“หึ ๆๆ สบายมาก! ไม่แม้แต่เซเลยด้วยซ้ำ เก่งไหมล่ะ!”

“เห…”

ซาวามูระหันมาทางเขาและยิ้มกว้างพูดออกมา คุราโมจิเหยียดยิ้มให้กับท่าทางนั้น

“จริงเหรอ สะบัดสะบอมขนาดนั้น”

“โธ่! ไม่เท่าตอนโดนนายอัดหรอก”

“เคี๊ยกฮ่า ๆๆๆ พูดได้ดีนิ”

จากนั้นทั้งสองก็เริ่มบทสนทนาประจำวันทั่วไปเหมือนทุกวัน ทะเลาะกันบ้าง ขึ้นเสียงกันบ้าง แต่ก็ยังมีเสียงหัวเราะระหว่างทางเรื่อยไป

.

.

พวกเราเหมือนพี่น้องกัน…ฉันอยู่กับไอ้หมอนี่มานาน ถึงบางครั้งมันจะน่ารำคาญไปบ้างแต่ก็ชินแล้วล่ะ ชินที่ต้องคอยเป็นผู้ดูแล คอยเป็นเพื่อน และ…คอยเป็นพี่

วันนี้ก็เป็นวันที่วุ่นวายอีกวัน…ต่อไปก็คงต้องมีอีก เพราะไอ้เด็กน้อยบ้านี่มันงี่เง่านี่นะ ฮ่า ๆๆๆ

.

.

.

มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์คู่ใจพร้อมกับเจ้าของและผู้ซ้อนท้ายมาหยุดอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง

‘ร้านข้าวสารมัตสึโกะ’

มันเป็นบ้านคล้ายตึกแถวสามชั้นในย่านการค้าที่ตอนนี้ไร้ซึ่งผู้คน ด้านล่างเป็นส่วนที่เอาไว้เปิดบ้านสำหรับขายของ ส่วนด้านบนนั้นเป็นที่อยู่อาศัย

นี่คือที่อยู่ของพวกเขา…

คุราโมจิส่งกุญแจให้ซาวามูระเปิดประตูเลื่อนหน้าบ้านเพื่อที่เขาจะได้เข็นมอเตอร์ไซค์เข้าไป จากนั้นพวกเขาก็ได้เข้าไปในตัวบ้านด้วยกัน

ครืด…

บานประตูด้านในบ้านถูกเลื่อนเปิดออก แล้วพวกเขาก็ได้พบกับเจ้าของบ้านที่กำลังนั่งกินขนมเซมเบ้ดูทีวีสบายใจเฉิบอยู่ แต่พอเจ้าตัวรู้เห็นผู้มาเยือน ขนมเซมเบ้ที่ถืออยู่ก็ถึงกับหลุดมือตกพื้น

“อุก้าาา ซาวามูระจังงง นึกว่าจะโดนใครที่ไหนลักพาตัวไปเสียแล้ว”

คนตัวใหญ่ตะโกนลั้นพร้อมร้องไห้ออกมาด้วยความปิติจากนั้นก็กระโจนออกมากอดซาวามูระแนบแน่นด้วยความเป็นห่วง

“จะบ้าเหรอมัตสึโกะ!”

ซาวามูระแผดเสียงดังลั่นพยายามดันคนตัวใหญ่ออก

“โฮฮฮ ฉันล่ะเป็นห่วงแทบแย่ แล้วนี่ทำไมเนื้อตัวมอมแมไม่หมด แถมมีแผลอีกต่างหาก ไปฟัดกับใครมาอีกเนี่ย!”

เจ้าตัวยังคงร้องไห้ฟูมฟายและกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นโดยไม่คิดจะสนว่าคนในอ้อมแขนอาจจะมีอาการช้ำในอยู่ก็เป็นได้

“อัก! จะ…แน่นไปแล้ว เจ็บ!…ก…ก็กลับมาแล้วนี่ไง! คุราโมจิทำอะไรกับมัตสึโกะหน่อยสิ!”

คนที่ยืนดูอยู่นานอย่างคุราโมจิพอได้ยินดังนั้นกลับตีหน้าเฉยไม่ได้สนใจใยดีอะไร เขาเพียงเดินมานั่งยอง ๆ หันไปคุยกับมัตสึโกะ

“มัตสึโกะซังข้าวเย็นเสร็จยังหว่า ผมหิวจะตายแล้วเนี่ย ดันต้องออกแรงไปรับไอ้เด็กบ้านี่อีก…”

“โอ้! ทำเตรียมไว้แล้วล่ะ เดี๋ยวจะอุ่นให้ ไปอาบน้ำรอได้เลย”

พอพูดถึงเรื่องนี้มัตสึโกะก็คลายแรงกอดลง

จ๊อกกก…

แล้วก็ต้องปล่อยแขนออกจ้องมองใบหน้าของคนตรงหน้าด้วยความประหลาดใจที่ได้ยินเสียงท้องร้องของเจ้าตัวดังเต็มสองหู

“ฮือออ ฉันก็หิว!”

ซาวามูระทำท่าเหมือนจะร้องไห้ เขานั้นก็เพิ่งนึกได้ว่าแทบไม่มีอะไรตกถึงท้องเหมือนกัน และนี่ก็หัวค่ำแล้วด้วย

“ฮ่า ๆๆ วัยรุ่นนี้คึกคักกันดีจริง ๆ ดูท่าจะหิวโซกันน่าดู เดี๋ยวฉันจะไปทำอาหารเพิ่มให้ด้วยแล้วกัน ตอนนี้ทั้งคู่ไปจัดการเนื้อตัวให้เรียบร้อยซะนะ”

มัตสึโกะขำออกมาด้วยควาเอ็นดูก่อนจะยื่นมือไปยีหัวของซาวามูระเบา ๆ และลุกขึ้นเดินไปที่่ห้องครัว จากนั้นทั้งสองคนก็เดินไปตามทางเพื่อจะไปยังห้องอาบน้ำหวังจะไปจัดการเนื้อตัวอย่างทีมัตสึโกะบอกอย่างว่าง่าย

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องปกติ พวกเราทั้งคุราโมจิและเขามักจะกลับมาด้วยเนื้อตัวมอแมมหรือสภาพหิวโซ มัตสึโกะนั้นเป็นเหมือนพี่ใหญ่ของพวกเขา เขาคอยดูแลพวกเรามานานตั้งแต่ที่มาอยู่ที่บ้านแห่งนี้ เป็นคนที่อ่อนโยนผิดกับขนาดตัวมากเลยล่ะ

ซาวามูระคิดพลางมองตามแผ่นหลังที่เดินออกไปข้างหน้า แล้วเขาก็ยิ้มออกมาบาง ๆ ให้กับความสุขเล็ก ๆ ประจำวันที่เขาได้รับ

“ย้าาา เหนื่อยชะมัด”

เมื่อทั้งสองมาถึงห้องอาบน้ำก็เป็นซาวามูระที่ทำเป็นยืดเส้นยืดสายบ่นเหนื่อยออกมาเหมือนลุงวัยกลางคนที่เพิ่งทำงานกลับบ้านมา

“เหนื่อยอะไรนักหนาวะ วัน ๆ ทำอะไรที่ไหน ดีแต่เที่ยวเล่นหาเรื่องให้ชาวบ้าน”

แน่นอนว่าคุราโมจิที่จัดการถอดเสื้อผ้าอยู่ข้าง ๆ นั้นคงไม่ลืมที่จะจิกเขาเหมือนทุกที

“จิ ๆๆ คุราโมจินี่ไม่รู้อะไรเลยน้า”

เด็กหนุ่มส่ายหน้าไปมาเบา ๆ พลางยิ้มยียวนกวนประสาทและชูนิ้วชี้ขยับไปมาตรงหน้าของคุราโมจิ

“….อะไร”

“ฉันน่ะมีภารกิจที่ต้องทำเกือบทุกวันนะ”

“….”

“มันคือ~”

“อ่อ…ที่ต้องไปร้านอาหารนั้นเกือบทุกวันเพื่อไปนั่งดูหน้าไอ้หนุ่มนั่นอ่านะ?”

จู่ ๆ คนที่ควรเป็นผู้ฟังที่ดีก็พูดตัดหน้าออกมาอย่างเรียบ ๆ

“….ว้ากกก”

ตาโตเบิกกว้างเท่าไข่ห่าน ตกใจร้องเสียงหลง เจ้าตัวรีบยื่นมือไปอุดปากคนข้างกาย

“พูดอะไรออกมา! ช…ใช่ที่ไหนเล่า! มั่ว”

“….”

“ม…ไม่ได้ตั้งใจไปนั่งดู เอ้ยไม่ได้ไป เอ่อไม่ใช่ ๆ !”

ซาวามูระลุกลี้ลุกลนอย่างเห็นได้ชัด คำพูดกระท่อนกระแท่นไม่เป็นศัพท์ เหงื่อแตกพลั่ก หน้าแดงขึ้นทันตา เขาพยายามพูดนู้นพูดนี่เพื่อปิดบังความจริงสารพัด

ทำตัวเป็นเด็กถูกจับได้ว่ากินพุดดิ้งตอนเที่ยงคืนไปได้…

คนที่มองท่าทีของเด็กชายตรงหน้าอยู่นานอย่างเขาเกิดรำคาญขึ้นมาบวกกับความโมโหหิวด้วยจึงชักควบคุมอารมณ์ไม่ได้

“คิดว่าฉันไม่รู้เหรอวะไอ้หนู!”

ว่าแล้วเขาก็บิดมืออีกฝ่ายที่ปิดปากเขาออก จัดการเอาแขนอีกข้างจับกดไหล่คนตรงหน้าแลัเหวี่ยงร่างที่สูงกว่าลงด้านข้างจนตัวหงาย ล็อคคอของอีกฝ่ายแน่นด้วยแขนแกร่งและใช้เข่ายันกลางหลังไว้

“ครอสโรด*! เอาไปกิน!”

“อ๊ากกก!”

“ย๊ะฮ่า! ทำตัวน่าหมั่นไส้นัก!

“ไอ้พี่บ้า!”

“ห๊าาา! บังอาจ!”

“อ๊ากกก จะตายแล้ววว!”

คุราโมจิยิ้มออกมาอย่างสะใจเมื่อได้ระบายอารมณ์ใส่น้องของเขา…

“เล่นอะไรกันเนี่ย!”

เสียงหนึ่งดังขึ้นมา เมื่อทั้งคู่เงยดูก็พบว่าเป็นมัตสึโกะที่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่

“ก็แค่สั่งสอนเจ้านี่นิดหน่อยน่ะครับ”

“เฮ้อ…นึกว่าอะไร อย่าเสียงดังนักสิเดี๋ยวคนข้างบ้านจะว่าเอานะ”

“มัตสึโกะ! ช่วยฉันด้วย ไอ้หมอนี่มันจะฆ่าฉัน!”

“จิ๊! เงียบไปเลยแก!”

ว่าแล้วเขาก็ใส่แรงกดและย่อตัวลงให้ตัวคนในวงแขนหงายจนงอลงไปอีก

จากนี้เอ็งเล่นยิมนาสติกได้แน่นอน!

“ไม่โตกันสักทีนะ… เอ้า ๆ รีบอาบน้ำให้เสร็จได้แล้วฉันเตรียมข้าวเย็นจะเสร็จหมดแล้วนะ”

มัตสึโกะพูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินกลับไปที่ห้องครัว

“หึ! ครั้งนี้รอดไปนะแก ครั้งหน้าอย่างหวัง…”

คุราโมจิพึมพัมก่อนจะปล่อยร่างที่ถูกดัดลง ซาวามูระล่วงลงไปนอนกับพื้น เนื้อตัวอ่อนเปลี๊ยเจ็บไปหมด

ไม่ใช่นักยิมนาสติกนะ! เจ็บไปหมดเลยเนี่ย!

จากนั้นคุราโมจิก็รีบเปลืองผ้าที่เหลืออยู่ออกและเดินเข้าไปในห้องอาบน้ำอย่างรวดเร็ว

“ไม่รีบฉันกินของแกหมดแน่!”

“เฮ้ย!”

จากนั้นร่างที่สภาพเหมือนใกล้ตายเมื่อครู่ก็ลืมเจ็บรีบลุกขึ้นมาและจำใจวิ่งตามเข้าไปอาบน้ำด้วย

ฮึ่ย! จำไว้เลยนะ!

ความวุ่นวายนี้เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเกือบทุกวัน จะว่าชินแล้วก็ว่าได้ แต่การที่ต้องมาจำใจเป็นกระสอบทรายให้เจ้าพี่คุราโมจินี่…ที่ควรจะเป็นพี่ชายที่ดีของเขา ขนาดเรื่องเล็กแค่นี้ก็มักจะ(ลอง)ใช้ท่ามวยปล้ำใส่เขาตลอด บางทีเขาก็คิดนะว่าสักวันอาจจะตายคาอ้อมแขนของคน ๆ นี้ก็เป็นได้…ซึ่งมันไม่ได้ดูน่าดีใจเลยสักนิด!

.

.

.

มื้อเย็นผ่านไปด้วยความไม่สงบนัก ซึ่งมันก็เป็นเหมือนทุกที กับข้าวกับปลาทุกจานนั้นหายวับไปกับตา ทุกจานนั้นสะอาดจนแทบไม่ต้องล้าง วันนี้เป็นเวรของมัตสึโกะที่ต้องทำอาหารและซาวามูระที่ต้องล้างจาน มัตสึโกะจึงขอตัวไปเตรียมดูรายการโปรดของเขา ส่วนคุราโมจินั้นยังคงยืนกินพุดดิ้งของหวานที่มัตสึโกะเตรียมไว้ให้ทุกคนอยู่ในห้องครัวอย่างสบายใจ

“เอ้า เร็วเข้า ไม่อย่างนั้นฉันอาจจะเผลอกินพุดดิ้งของแไปด้วยก็ได้นะ”

“จิ๊! หยุดเลย ของตัวเองก็มีอย่าาแย่งกันสิ!”

ซาวามูระพูดตอบแต่ก็รีบล้างจานไปด้วยเพราะรู้ว่าคน ๆ นี้อาจจะกินของเขาจริง ๆ

ตาคมจ้องมองเด็กหนุ่มที่ยังคงรีบล้างจานเพราะคำขู่ของเขา พอสังเกตดี ๆ ตั้งแต่ตอนที่เห็นลอยช้ำตามเนื้อตัวตอนที่อาบน้ำด้วยกันนั้น หน้าตาก็แผลเยอะไม่แพ้กัน และเมื่อนึกถึงภาพเหตุการณ์เมื่อเย็น…ของมีคมนั้น…มีดนั้น…ถ้าเขาเข้าไปช้าอีกนิดเดียวล่ะก็…

“สงสัยต้องเฝ้าระวังเพิ่มขึ้น…”

“หืม? พูดว่าอะไรน่ะ”

คุราโมจิพึมพำออกมา ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน พอเห็นซาวามูระหันมาสนใจเขาจึงบ่ายเบี่ยงไปเรื่องอื่นแทน

“เปล่า…ทำอะไรเสร็จแล้วก็รีบไปให้มัตสึโกะซังทำแผลซะล่ะ”

“อ…อ่า”

มาแปลกแฮะ ดูเป็นห่วงมากกว่าปกติ? หรือฉันคิดเองกันนะ

“ว่าแต่วันี้ก็ไปหาไอ้เจ้าหนุ่มนั้นมาจริง ๆ สินะ”

“ป..เปล่– อ…อืม”

จากตอนแรกที่คิดว่าอยากจะบอกปัด แต่พอหันไปสบกับตาคมที่จ้องมาเขาก็รู้ได้ทันทีว่าเขานั้นโกหกต่อไปไม่ได้

“เฮ้อ…บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เลิกไปได้แล้วน่ะ แถบนั้นถึงจะไม่ได้อันตรายมาก แล้วมันก็ไม่ใช่ถิ่นของเรา ไม่ใช่ถิ่นของฉัน เกิดวันหนึ่ง…”

“…จะกลัวอะไร ฉันไม่ได้ไปทำอะไรไม่ดีซะหน่อย”

“ห๊า! แกนี่!”

“…..”

คุราโมจิทำหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด แต่กระนั้นซาวามูระก็ไม่มีทีท่าว่าจะสนใจ เขานั้นเพียงพูดนิ่ง ๆ ด้วยใบหน้าเรียบเฉย พอล้างจานจนเสร็จแล้วเขาก็เดินไปทางตู้เย็นที่อยู่ข้าง ๆ คุราโมจิเพื่อที่จะหยิบพุดดิ้งของเขา

“ฉันน่ะไม่่คิดที่จะเป็นไข่ใน…”

“…?”

“ใน…เอ่อในอะไรก็ช่าง! ฉันน่ะไม่สนใจหรอกนะเรื่องพักนั้นน่ะ ฉันแค่อยากไปที่ ๆ อยากไปมันผิดเหรอไง”

ไข่ในหินสินะ…

“…แกนี่เป็นเอามากนะ เอาเถอะ…เอาเป็นว่าตอนนี้ฉันจะปล่อยไปก่อน แต่ถ้าฉันบอกว่าพอก็คือพอเข้าใจไหม”

“…..”

“ยังไงความปลอดภัยของแกก็คือที่สุด อย่าดื้อให้มันมากนัก”

“…..”

“โฮ่ย…ตกลงไหม”

“…..”

ซาวามูระยังคงนิ่งเงียบ เขานั้นไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำเรื่องทั่วไปแบบนี้ไม่ได้ เขาก็แค่อยากไปในที่ ๆ อยากไปก็แค่นั้น ทำไมจะต้องเอาเรื่องพวกนั้นมาคอยจัดการวางกรอบชีวิตเขาด้วย

“เฮ้อ…”

ดื้อเหมือนใครวะ…

เป็นคุราโมจิที่ถอนหายใจออกมาก่อน อันที่จริงเขาก็รู้ว่าถึงห้ามไปไอ้เด็กนี่ก็จะไปอยู่ดี สิ่งที่เขาทำได้คงมีเพียงเฝ้าระวังมากขึ้นเท่านั้นแหละ แต่ว่า….ถิ่นนั้นมัน พอคิดถึงจุดนี้เขาก็มีท่าทีหนักใจขึ้นมาทันที เพราะมันทำให้เขานึกถึงหน้าของใครบางคนที่เขาไม่อยากเจอที่สุดในชีวิต เป็นบุคคลอันตรายที่เขาไม่คิดจะต่อกรด้วย…

“แกเข้าใจไหม…ตอนนี้น่ะแกยังไปสู้รบปรบมือกับใครไม่ได้ แกมันยังเป็นแค่เด็กที่ต้องให้พวกฉันช่วยดูแล ถ้าขืนยังทำตัวแบบนี้พวกฉันก็จะลำบากไปด้วย”

“อืม…”

ถึงซาวามูระเหมือนจะกึ่งรับคำแต่ก็ดูจะไม่ได้เชื่อฟังทั้งหมดอยู่ดี

“เออ ๆ จะไปก็ได้ แต่อย่าให้มันบ่อยนัก และถ้าเจอคนที่น่าสงสัยหรือเกิดเรื่องอะไรจะต้องรีบไปที่อื่นทันทีและติดต่อมาหาฉันเข้าใจไหม”

“เอ๊ะ! จริงดิ! ได้!”

“แหม…ว่าง่ายขึ้นเลยนะเอ็ง”

“แหะ ๆ”

ซาวามูระที่นิ่งอยู่นานยิ้มออกมาจนในที่สุด คุราโมจิเพียงได้แต่หรี่ตามองประชด เขาต้องยอมเจ้าเด็กนี่อีกแล้ว ใจอ่อนทุกทีพอเห็นไอ้ท่าหมาหงอยนั้น อันที่จริงก็ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจความรู้สึกของหมอนี่ล่ะนะ… คงไม่เป็นอะไรมั้ง

“เอ้า ๆ หุบยิ้มแล้วไปทำแผลเตรียมขึ้นนอนได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องไปเรียนไม่ใช่เหรอ”

“อุ๊ส! รับทราบ!”

ซาวามูระยิ้มรับตะเบะให้คุราโมจิก่อนจะออกตัวไปทำแผลตามที่เจ้าตัวบอก

“เฮ้อ…”

คนทีถูกทิ้งไว้ในห้องครัวนั้นก็ได้แต่ลอบถอนหายใจออกมา

“อีกแค่ปีกว่า ๆ เท่านั้นสินะ…เอย์จุน ใช่ชีวิตให้สนุกเถอะ ฉันจะคอยดูข้างหลังให้เอง”

คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด…และมันก็ทำให้เขานึกถึงบางอย่างที่ฝังลึกอยู่ในใจของเขา

คำสัญญาที่เคยให้ไว้…คำสาบานที่เคยเอ่ยออกไป..และคำปฏิญาณต่อหน้าที่ที่ได้รับ…

ทั้งหมดนี่ในชั่วไม่กี่อึดใจมันดังขึ้นมาในหัวของคุราโมจิ…พร้อมกับภาพต่าง ๆ ที่ปรากฏขึ้น

“…ขอให้ทุกวันเป็นแบบนี้ตลอดไปเถอะ”

ขอให้นายได้มีความสุข…

ขอให้…จนกว่าจะถึงวันนั้น…ไม่สิขอให้ตลอดไปนี้…

เป็นวันที่สงบเถอะ…

***To be continue***

 

*ครอสโร้ด (Cross Rhodes)
Cody Rhodes - Cross Rhodes
(อ้างอิง : http://wwepeep.blogspot.com)
เข้าไปดูกันได้นะ ศึกษาไว้เพื่อพี่มจจิโดยเฉพาะ555


Talk
โย่ววว กลับมาเขียนต่อแล้วTvT ตอนนั้นไม่ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้สินะ เพราะเปิดไว้แค่บทนำ (ตามไปดูได้ที่นี่: The Hidden Tiger o.5) อันนี้เป็นเรื่องยาวงับ…มีอะไรซ้อนไว้เยอะเลยเขียนยากนิดนึง แถมต้องฮาเคร้าดราม่าอีก โจทย์ยากเลย ไม่รู้ว่าตอนนี้จะพอทำให้ทุกคนยิ้มกันบ้างไหม
ที่จริงตอนที่1นี้เขียนจบไว้นานแล้วแต่ต้องแก้เยอะพอควร พอกลับมาแก้หลังจากทิ้งไว้นานยิ่งต้องใช้เวลาแก้เยอะ การดำเนินเรื่องนี่แทบจะเปลี่ยนเลย… แต่ไม่ต้องห่วง มีตอนต่อไปเตรียมไว้แล้ว หึ ๆ
ตอนนี้ไม่มีพี่คริสโผล่มาเลยยย//กราบ เหมือนเป็นตอนของพี่มจจิก็ไม่ปาน หวังว่าจะชอบพีในแบบนี้กันนะ เราว่าพี่แกเท่มกกก อาจจะดูเอื่อยๆไปนิดต้องขออภัย ตอนแรกมันต้องจบที่พี่คริสแหละแต่ตัดไปอีกตอนแทนT 3 T แต่เนื่องจากเรื่องนี้ตัวละครเยอะและมีความเชื่อมโยงกัน เราจึงคิดว่าแบบนี้แหละดีแล้ว ต่อ ๆ ไปก็จะมีตัวละครสำคัญ ๆ ออกมาอีก
ยังไงก็ขอฝากไว้ในอ้อมใจด้วยนะ!

0

[AU Daiya no A] Remain o.5 : MiSawa

Remain o.5 : MiSawa

 

รอก่อนนะ…แล้วข้าจะกลับมา

.

.

.

กริ๊งๆ

กระดิ่งลมที่ห้อยอยู่สี่ทิศรอบตัวบ้านส่งเสียงพร้อมกัน กังหันกระดาษสีม่วงที่ไม่เข้ากับภาพธรรมชาติตรงหน้าหมุนไปมาใกล้ๆเหล่าดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน ต้นไม้ใบหญ้าไหวพลิ้วไปตามแรงลมที่พัดมาอย่างเอื่อย ๆ แม้แต่ผืนน้ำที่อยู่ในสวนนั้นยังเกิดคลื่นเล็ก ๆ จนทำให้ปลาน้อยจำต้องขาลรับพร้อมกัน ทุกสรรพสิ่งกำลังน้อมรับการมาเยื่อนของฤดูกาลที่กำลังผันแปร

ความอบอบอุ่นกำลังมาเยือน…

เมื่อกลับมาแล้ว…เรามาชมต้นซากุระนั้นด้วยกันเถอะ ปีนี้มันจะต้องเบ่งบานแน่นอน

ภาพอันเรือนรางบางอย่างปรากฏขึ้นในขณะที่เปลือกตากำลังปิดอยู่และเมื่อมันค่อยๆปรือเปิดสิ่งแรกที่เห็น สิ่งแรกที่รู้ว่าจะต้องได้เห็นนั้นคือ…ต้นไม้นั้น ต้นไม้ที่ท่านผู้นั้นมักจะเฝ้ามอง
มันยังคงเหมือนเดิม ต้นไม้ใหญ่ตรงหน้าที่มีชีวิตอยู่มาเนินนาน…สิ่งเดียวที่ไม่ได้แสดงความยินดีต่อการมาเยือนของความอบอุ่นนี่

เจ้าน่ะยังคงดูไร้ซึ่งชีวิตดั่งเช่นวันแรกที่เราพบกันเลยนะ

ปีนี้ก็จะไม่ให้ข้าได้ยลความงามของเจ้าหน่อยเหรอ…อุส่าห์ได้เหล้าขาวมาจากเจ้างูเผือกแท้ๆ ถ้าได้ดื่มมันพลางชมเจ้าไปด้วยคงมีความสุขไม่น้อย

เสียงทุ้มกล่าวขึ้นขณะหันไปจ้องมองไหเหล้าสีขาวที่อยู่ไม่ไกล

เนิ่นนาน…วันเวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้วนะ

นัยน์ตาสีน้ำตาลสั่นวูบเมื่อจ้องมองไปยังต้นไม้ใหญ่ที่มีเพียงกิ่งก้านก่อนจะถอนหายใจออกมา

เฮ้อ ทำไมวันนี้มันช่างเป็นวันที่น่าเบื่อเช่นนี้ เจ้าเด็กขี้โวยวายก็ไม่อยู่ มันเงียบสงบไป…

เขาว่าพลางทิ้งตัวนอนราบไปกับพื้นเสื่อในห้องที่เปิดรับไออุ่นจากอากาศด้านนอก มันมีกลิ่นแดดบาง ๆ พอลองสูดหายใจเข้าไปลึก ๆ ก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก

จะทิ้งให้ข้าอยู่คนเดียวอีกนานเท่าไหนกัน…

เสียงที่เปล่งออกมนั้นค่อยลง ตาเรียวมองภาพตรงหน้าด้วยใจที่เหม่อลอยก่อนมันจะเริ่มปรือปิดอีกครั้ง…

.

.

ข้ายังคงรอคอยท่านอยู่เสมอ…แม้ว่าจะนานเท่าไรก็ตาม

.

.

‘มิยูกิ…ต่อจากนี้ชื่อของเจ้าคือ มิยูกิ’

มิยูกิ…

.

.

.

เสียงของท่าน…รอยยิ้ม มือที่ยื่นมา และความอบอุ่นนั้น ข้าไม่เคยลืมมันได้

.

.

วันนี้ก็มาหาข้าอย่างนั้นหรือ ฮ่า ๆ ขอบคุณนะ

เสียงใสเล็ดลอดออกมาจากม่านบาง ๆ ที่กั้นอยู่ระหว่างห้องๆหนึ่งกับพื้นที่ด้านนอก

            ….

ตากลมที่อยู่เบื้องล่างจ้องมองภาพของบุคคลที่อยู่อีกด้านหนึ่งไม่วางตา แม้จะมีม่านบดบังทัศนวิสัยแต่เขาก็รับรู้ได้ดีว่าคนที่เขาเฝ้ามองอยู่นั้นเป็นใคร

เจ้าน่ะเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของข้า แม้เพียงแค่คนเดียว…ข้าก็ดีใจมากเลยล่ะ

….

ถึงจะเห็นใบหน้าได้ไม่ชัดนักแต่จากน้ำเสียงนั้นก็ทำให้เดาได้ว่าคนผู้นั้นน่าจะพูดออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเป็นแน่

วันนี้เจ้ากินอะไรมาหรือยัง ข้าได้มันจูชั้นเลิศมาล่ะ ลองกินไหม

ว่าจบของกินรูปร่างกลมมนที่ดูนุ่มนิ่มนั้นก็ถูกส่งมาด้านหน้าของผู้ที่อยู่ด้านนอก
มันมีสีขาวนวล ด้านบนนั้นมีรูปดอกไม้เล็ก ๆ สีน้ำตาลอยู่ มันดูน่าลิ้มลองสำหรับผู้คนทั่วไปแต่อาจจะไม่ใช่สำหรับเขา…

….

ดวงตากลมโตสีน้ำตาลใสเพ่งมองสิ่งสีขาวที่อยู่ในมือหนานั้นก่อนเจ้าตัวจะกระโดดขึ้นมาบนทางเดินที่ยื่นออกมาจากตัวบ้านและค่อย ๆ เยื้องย่างเข้าไปใกล้มือนั้นที่โผล่ออกมาจากม่านบาง จมูกเล็กเริ่มขยับเข้าไปใกล้เพื่อดมกลิ่นด้วยความสงสัยและสนใจในเวลาเดียวกัน…มันเป็นกิริยาอันเป็นสันชาติญาณของเขา
พอสำรวจเสร็จเขาก็เงยหน้าขึ้นมาจ้องมองไปที่อีกฝ่ายอีกครั้งก่อนจะเอียงคอเล็กน้อยเหมือนต้องการจะถามว่าสิ่งนี้คืออะไรกันแน่

มันเป็นของหวานน่ะ อร่อยนะ ข้าอุส่าห์แอบเก็บมาจากพิธีชงชาเมื่อเช้าเพื่อเอามาให้เจ้าได้ลองเลยนะ

‘….’

กินเถอะไม่เป็นอะไรหรอก

เสียงอันอ่อนโยนนั้นทำให้สิ่งมีชีวิตที่ตัวเล็กกว่าคลายความสงสัยลง ปากเล็กค่อย ๆ อ้ากว้างและเริ่มกัดกินมันจูในมือนั้นจนหมด

หวานจัง

อร่อยใช่ไหม

ผู้ให้เอ่ยถาม จากนั้นมือนั่นก็ค่อยๆเลื่อนไปลูบหัวเจ้าตัวน้อยเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู ตากลมหรี่ลงจนแทบปิด หูที่ตั้งเด่นบนหัวนั้นลู่ลงตามการลูบของอีกฝ่าย

มือของท่าน…ช่างอบอุ่น

นี่…รู้ไหมว่าตอนนี้น่ะคือฤดูใบไม้ผลินะ ฉันชอบช่วงเวลานี้มากเลยล่ะ แต่ว่า…

‘….?’

เจ้าเห็นต้นไม้ต้นนั้นหรือเปล่า ต้นข้างหน้านั้นน่ะ

มือชี้ไปด้านหน้า พอเจ้าตัวน้อยมองตามไปก็จะเห็นต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง มันไร้ซึ่งใบและดอก ดูแล้วน่าหม่นหมองชอบกล

ดวงตาสีน้ำตาลทอดมองออกไป ต้นไม้นั้นพลันทำให้เขาคิดถึงภาพฤดูกาลที่ผ่านมา

มันอยู่ที่นี่มานานแล้ว เขาเห็นมันมาตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว ตั้งแต่ที่ได้เจอกับคนผู้นี้ครั้งแรก ตอนนั้นคิดว่าคงเป็นเพราะยังอยู่ในช่วงฤดูหนาวมันจึงมีเพียงกิ่งก้าน แต่พอสังเกตดูก็พบว่า ทั้ง ๆ ที่รอบด้านนั้นเต็มไปด้วยสีสันของเหล่าดอกไม้ใบหญ้ามาสักพักหนึ่งแล้วแท้ ๆ แต่ทำไมเล่า…ต้นไม้ต้นนี้ยังคงเหมือนเดิม…

มันไม่บานน่ะ…

‘….?’

ไม่บาน?

ข้อสงสัยนั้นถูกทำให้กระจ่างด้วยคำตอบที่ยังดูไม่ชัดเจนนัก พอได้ยินเช่นนั้นหูของเจ้าตัวเล็กก็กระดิกรับก่อนจะหันกลับมามองผู้พูดที่ยังคงอยู่ที่เดิม

ซากุระ รู้จักซากุระหรือเปล่า

ซากุระ?

มันเป็นดอกไม้สีชมพูที่จะเบ่งบานทุก ฤดูใบไม้ผลิ มันคือดอกไม้ที่เจ้าควรได้เห็นมันประดับอยู่บนต้นไม้ต้นนั้น

ต้นไม้…ต้นนั้น

ดอกเดียวกันกับที่เจ้าเห็นอยู่บนขนมมันจูเมื่อครู่ไง

ดอก…ซากุระ น่าจะงดงามน่าดู

คิดได้ดังนั้นนัยน์ตาสีน้ำตาลนั้นก็ดูเปร่งประกายขึ้นมามากกว่าปกติจนคนที่อยู่หลังม่านสังเกตได้

ฮ่า ๆ ดูเจ้าสนใจนะ

คนผู้นั้นยิ้มออกมาให้กับท่าทางของอีกฝ่ายก่อนจะทอดมองออกไปอีกครั้ง

ปีนี้จะบานหรือเปล่านะ…’

‘….’

เขาพูดลอย ออกมาเพียงเท่านั้น จากนั้นก็ไม่มีคำพูดใด ๆ หลุดออกมาอีก และแล้วความเงียบเข้าปกคลุม ความเงียบสงบเหมือนทุกวัน

ความสงบที่เป็นแบบนี้เรื่อยมา ไม่เปลี่ยนแปลง

เจ้าตัวน้อยค่อย ๆ ย่อตัวลงและขดนอนอยู่ด้านหน้าของเขา ดูแล้วมันคงรู้สึกสบายใจที่ได้อยู่กับเขา ซึ่งท่าทางนี่มันช่างต่างกับวันแรกๆที่ได้พบกัน
เขายิ้มออกมาบาง ๆ ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกและผ่อนออกมาเบาๆ จากนั้นประโยคหนึ่งก็ถูกเปล่งออกมา

นี่…ข้าน่ะ อีกสักพักจะต้องไปที่ที่ไกลมาก ๆ

เมื่อได้ยินดังนั้นเปลือกตาที่ตอนแรกเกือบจะปิดลงอย่างสงบก็พลันปรือเปิดขึ้นมาทันที

ที่ๆไกลมากๆ?

ผู้ฟังเพียงหนึ่งเดียวเงยหน้าขึ้นมามองเพื่อรอคำอธิบายจากอีกฝ่ายต่อ

เป็นสถานที่ที่ข้าไม่รู้จัก แต่ข้าจำต้องไป และไม่แน่ใจว่าจะได้…’

พอพูดถึงตรงนี้เขาก็ต้องหยุดลงเมื่อหันไปปะเจ้าตัวน้อยที่ยังคงจ้องมองเขาไม่วางตา และคงเพราะเห็นสายตานั้นที่จองมองมา ทำให้คำพูดทีกำลังจะเอ่ยออกไปต่อนั้นจำต้องถูกกลืนกลับเข้าไปแทน ปากนั้นอ้าค้างอยู่เช่นนั้น  มันพูดไม่ออก สายตาที่ใสซื่อนั้น…เขาไม่อยากทำให้มันหม่นหมองลง
เขาเม้มปากแน่นนิ่งเงียบไปชั่วขณะก่อนจะอ้าปากเล็กน้อยสูดลมหายใจเข้าพอประมาณและพ่นมันออกมาเบา ๆ เพื่อตั้งใจไม่ให้อีกฝ่ายรับรู้ จากนั้นปากอิ่มก็คลี่ยิ้มออกมาเมื่อตัดสินใจบางอย่างได้

มิยูกิ…

‘….?’

เขาเรียกชื่อเพื่อนตัวน้อยของเขาและมองไปยังต้นไม้ใหญ่ตรงหน้า

เมื่อกลับมาแล้ว…เรามาชมต้นซากุระนั้นด้วยกันเถอะ ปีนี้มันจะต้องเบ่งบานแน่นอน

นั้นคือประโยคสุดท้ายที่ได้ฟังจากปากของเขาผู้นั้น….ประโยคนั้นจบลงในช่วงเวลาเดียวกันกับลมเอื่อย ๆ พัดมา ม่านบางที่เป็นเหมือนกำแพงกั้นนั้นไหวพลิ้วไปตามแรงลมเบา ๆ และช่องว่างระหว่างม่านนั้นทำให้ผู้ที่อยู่ด้านนอกที่ยังคงจ้องมองบุคคลเบื้องหน้านี้อยู่ได้เห็นรอยยิ้มของคนผู้นั้นอีกครั้ง

.

.

.

รอยยิ้มนั่น…ท่านกำลังรู้สึกอย่างไรกัน ทำไมข้าถึงดูไม่ออก ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนถึงแม้ว่าจะมีม่านนี้กั้นอยู่ ถึงแม้ว่าจะได้มองจากเพียงที่ไกล ๆ ข้าก็รับรู้ได้เสมอว่าท่านนั้นรู้สึกเช่นไร

แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่…

ข้าดูไม่ออก สิ่งที่ท่านอยากจะสื่อออกมา สิ่งที่ท่านต้องการจะบอกกับข้านั้นคืออะไร

รอยยิ้ม…ที่ดูเศร้าสร้อยนั้น มันคืออะไร

จนตอนนั้น…ในวันที่ท่านได้หายไปจากที่แห่งนี้ ข้าก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำเช่นไร ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรให้วันเวลาที่เคยอยู่ในความทรงจำนี่หวนกลับมา

สุดท้าย…ข้าก็เพียงได้แต่รอ

รอและรอ…รอวันที่ท่านจะกลับมาหาข้า

ข้าจึงอยู่ตรงนี้ ไม่ไปไหน ไม่ว่าเมื่อไหร่ ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน

ไม่ว่าอะไร ข้าก็จะทำ เพื่อให้ได้พบท่านอีกครั้ง

เพื่อให้เรา…ได้อยู่ด้วยกัน…เหมือนทุกวัน

.

.

.

สายลมอ่อน ๆ ที่พัดมานั้นกระทบผิวกายทำให้แม้ว่าบัดนี้แสงแดดจะยังคงส่องสว่างจ้าอยู่แต่มันกลับไม่ได้ทำให้รู้สึกร้อนจนไม่สบายตัว อีกทั้งกลิ่นของดอกไม้ใบหญ้าบาง ๆ ที่ติดมานี่ยิ่งทำให้รู้สึกผ่อนคลาย

แต่ตอนนี้มันกลับไม่ได้ทำให้รู้สึกสบายใจขนาดนั้น

เขาตื่นจากนิททรา นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่สวยเผยออกมาพบกับแสงสว่างของช่วงเวลาบ่ายแก่ ในหัวนั้นยังมึนเบลอ ประสาทเฉื่อยชาจากการเพิ่งตื่นนอน แต่แล้วการรับรู้นั่นก็กลับมาตื่นตัวขึ้นเมื่อจมูกของเขาได้กลิ่นบางอย่าง

กลิ่นของคนที่เขาเฝ้ารอ…

“…มันจู

ชื่อของบางอย่างที่เข้ามาในระยะสายตาถูกเอ่ยออกมาด้วยสติที่ยังไม่มั่นคง

หืม? ตื่นแล้วเหรอมิยูกิ

เมื่อลุกขึ้นนั่งและปรับสายตาให้ชัดขึ้นเขาก็พบกับเด็กหนุ่มหน้าตาคุ้นเคย เจ้าตัวกำลังเพลิดเพลินอยู่กับการกินเจ้าก้อนกลม ๆ นั่นจนไม่รู้ตัวเลยว่าปากนั้นเลอะไปหมดแล้ว พอเห็นดังนั้นสติของเขาก็คืนกลับมาทันที

            มูมมามชะมัด

นั่นเป็นสิ่งแรกที่เขาคิด แต่ก่อนที่จะได้ปริปากพูดอะไรเขาก็นึกฉุกใจขึ้นมาได้จึงตัดสินใจถามออกไปทันที

เจ้ากลับมาทำไมไม่บอกข้าก่อน

ตากลมของอีกฝ่ายเบิกกว้างขึ้นเมื่อได้ยินประโยคกึ่งคำถามที่ปนความไม่พอใจอยู่ เด็กหนุ่มรีบกลืนมันจูก้อนที่กินอยู่ลงไปก่อนจะเริ่มพูด

ก็เรียกหาแล้วแต่ไม่เห็นมาสักที ลูกจิ้งจอกแถวนั้นบอกว่านายหลับอยู่เลยกลับมาเอง ตอนนี้ก็ยังกลางวันอยู่ด้วยไม่เห็นเป็นไร

เจ้า…”

คนฟังถึงกับทำหน้านิ่วคิ้วขมวดแสดงออกถึงความไม่สบอารมณ์เต็มที่ ยิ่งเห็นคนตรงหน้าพูดอย่างไม่ทุกข์ร้อนอะไรยิ่งทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดมากยิ่งขึ้นไปอีก  แต่ไม่ทันได้อ้าปากพูดต่อเขาก็โดนอีกฝ่ายพูดดักก่อน

พอกลับมาก็เห็นเจ้าหมาน้อยนอนกลางวันอย่างมีความสุขอยู่ล่ะ นาน ทีจะเห็นนายดูหลับอย่างสงบขนาดนี้ ใครจะกล้าปลุก

หมาน้อย…”

ฮี่ ๆ

คนที่ถูกเรียกว่า ‘หมาน้อย’ ทวนคำด้วยน้ำเสียงนิ่ง เจ้าเด็กตรงหน้าหัวเราะและยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา มิยูกิหรี่ตามองด้วยความไม่พอใจแต่ก็จำต้องยอมแพ้สงบสติอารมณ์และจำใจลืมมันไป เพราะรู้ตัวว่าตนนั้นก็เป็นฝ่ายผิดที่นอนหลับลึกจนลืมหน้าที่

เฮ้อ…วันหลังรอข้าอยู่ที่ตีนเขานั้นแหละ มันอันตรายเกินไปสำหรับเจ้าตอนนี้ที่จะกลับขึ้นมาเอง

คิดมากไปแล้วนะนายน่ะ เอ้า ๆ กินมันจูนี่เข้าไปซะ

เจ้านี่มั–

ยังไม่ทันพูดจบ คนตรงหน้าก็หยิบเอามันจูยื่นมาที่ปากของเขาเพื่อเป็นการตัดบท

อร่อยนะ อุส่าห์แอบจิ๊กมาจากชมรมชงชาเลยนะฮ่า ๆ

เจ้าตัวว่าด้วยใบหน้าระรื่นทั้ง ๆ ที่เรื่องที่พูดมานั้นดูจะไม่ใช่การกระทำที่ดีสักเท่าไหร่

สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเขา ของกินรูปร่างกลมมนที่ดูนุ่มนิ่ม…มีสีขาวนวล มันทำให้คิดถึง…

เหมือน…

เพียงแต่มันไม่มีรูปดอกซากุระอยู่

มันเป็นของหวานน่ะ อร่อยนะ ข้าอุส่าห์แอบเก็บมาจากพิธีชงชาเมื่อเช้าเพื่อเอามาให้เจ้าได้ลองเลยนะ’

“….”

“มัวแต่มอง จะกินไหมเนี่ย”

เขาจ้องมองเจ้าก้อนมันจูอยู่อย่างนั้นจนอีกฝ่ายจำต้องถามออกไปเพราะเมื่อยที่ต้องถือมันค้างไว้เต็มที  แต่แล้วคำตอบที่ได้มากลับเป็นคำพูดพึมพำบางอย่างที่เบาจนแทบจับความไม่ได้

ไม่มีดอกซากุระ…

หือ? ว่าอะไรนะ ซาอะไรนะ?”

เปล่า…

ท่าทางของมิยูกินั้นแปลกไปจนสังเกตเห็นได้ชัด แววตาที่ตอนแรกดูหงุดหงิดและดูเหนื่อยใจนั่นมันกลับกลายเป็นแววตาที่ดูเศร้าหมองลงไปครู่หนึ่ง

มิยูกิ นายดูนิ่ง ๆ ไปนะ เป็นอะไร มันดูน่ากินจนพูดไม่ออกเลยเหรอ”

เด็กหนุ่มพูดออกไปอย่างติดตลกเพื่อเป็นการลองเชิงอีกคนและหวังเพียงว่าฝ่ายนั้นจะพูดอะไรออกมาบ้าง ไม่ว่าจะด่าหรือหงุดหงิดใส่เขาก็ยังดีเสียกว่าการนิ่งเงียบอยู่อย่างนี้ เพราะท่าทีนี่มันทำให้รู้สึกสงสัยและน่ากังวลในเวลาเดียวกัน

ข้าไม่ชอบของหวาน

คนที่นิ่งเงียบอยู่นานสุดท้ายก็พูดออกมา แต่คำตอบมันดันดูไม่น่าเกี่ยวกับท่าทางเมื่อครู่นี้เสียเลย มันจึงทำให้คนฟังรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อยจนเขาต้องสบถออกไป

อ่าว…ชิ ก็บอกมาแต่ต้นสิ งั้นฉันกินคนเดียวหมดเลยแล้วกัน! อุส่าห์เอามาให้ ให้ตายเถอะ

เขาบ่นไม่หยุดก่อนจะหดแขนกลับมาเพื่อจัดการจับเจ้ามันจูที่อยู่ในมือส่งเข้าปากของตนเอง แต่แล้วการกระทำก็ถูกหยุดลงด้วยแรงดึงจากคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ

ข้อมือของเขาถูกดึงเข้าหาอีกฝ่ายก่อนมันจูนั้นจะถูกเขี้ยวคมฝังลงไป และมันก็ถูกกินไปทั้ง ๆอย่างนั้น

“….หวาน

สุดท้ายแม้จะบอกว่าไม่ชอบมิยูกิก็กินมันไปจนหมด ลิ้นนั้นได้รับรสชาติความนุ่มของแป้งและความหวานจากถั่วแดงรสชาตินี้มันทำให้เขานึกถึงเรื่องของตนกับคนๆนั้นเมื่อนานมาแล้ว…

หวานจัง

แต่แล้วเขาก็ต้องหลุดออกจากภวังค์เมื่อชื่อของเขาถูกขาลออกมา

“…มิยูกิ

หือ

เจ้าของมือที่ถูกยืมไปเป็นที่รองนั้นพูดด้วยเสียงที่สั่นเทา เมื่อตาเรียวตวัดมองขึ้นไปก็พบกับใบหน้านั้นแดงกล่ำของอีกคน จากนั้นเสียงใสก็ตะเบงออกมา

เจ้าบ้า! ไหนตอนแรกบอกไม่กิน ถ้าจะเอาก็บอกสิ จะได้ให้ดี ๆ

เด็กหนุ่มโวยวายเสียงดังก่อนจะรีบชักมือกลับ
มิยูกิจ้องมองมือที่ถูกชักกลับไป จากนั้นก็ทำเป็นมองออกไปทางอื่นแทนและพูดแก้ตัวด้วยคำตอบที่ดูไม่สมเหตุสมผลนัก

ก็เกิดเปลี่ยนใจอยากลองกินดู

ห๊ะ!?”

จิ๊ เจ้านี่เลิกโวยวายกับเรื่องเล็ก สักทีจะได้ไหม ให้ตายเถอะไม่เหมือนท่านผู้นั้นเลย

อะไรนะ! แล้วฉันไปเกี่ยวอะไรกับใครมิทราบ

“….”

อ่ะ…เผลอพูดออกไปจนได้

อาจจะเพราะหลายๆสิ่งที่ทำให้เขานึกถึงเรื่องราวของคน ๆ หนึ่งที่อยู่ในภาพของความทรงจำ ภาพต่าง ๆ นั้นซ้อนทับกัน มันจึงทำให้เขาเผลอพูดออกไปทั้ง ๆ ที่ตัวเองนั้นพยายามเก็บความรู้สึกนี้เอาไว้ในส่วนลึกที่สุดของจิตใจแท้ ๆ

เขาไม่อยากให้เจ้าหนูนี่ต้องมารู้เรื่องอะไร

ช…ช่างมันเถอะ

มิยูกิถึงกับเหงื่อตกและตัดสินใจตัดบทแม้เขาจะรู้ตัว่าตนเองนั้นมีทีท่าที่น่าจะทำให้อีกคนสงสัยก็ตาม

มิยูกิ!

แล้วมันก็เป็นดังคาด คนตรงหน้าพูดชื่อเขาด้วยความไม่พอใจเพราะคงรู้ว่ามีบางอย่างที่เขาเก็บซ้อนไว้ เจ้าตัวถลึงตาใส่เขาก่อนจะจ้องมองมาไม่วางตา

เสียงดังชะมัดเลย เงียบ ๆ แบบเมื่อกี้คงจะดีกว่า

เขาพูดพลางทำหน้าเหนื่อยใจจากนั้นก็หันหน้าหนีไปอีกทางก่อนจะรีบเอามือกุมหูแหลมของเขาทั้งสองข้างเพื่อป้องกันเสียงรบกวนระรอกใหม่และทำเป็นแกล้งไม่สนใจคำบ่นปนด่าที่คาดว่าจะโถมกระหน่ำเข้ามาจากอีกฝ่าย

เมื่อกี้ช่างเป็นความฝันที่ชวนให้นึกถึงยิ่งนัก แล้วไหนจะการกระทำของเจ้าเด็กนี่เมื่อครู่อีก มันจะคล้ายกันเกินไปแล้ว เฮ้อ…ต้องระวังไม่ให้เผลอใจไปมากกว่านี้

เจ้าเด็กนี่ก็คือเจ้าเด็กนี่ ท่านผู้นั้นคือท่านผู้นั้น…

แต่ว่า…

มิยูกิ!”

อะไรเล่า!”

จากที่คิดอะไรอยู่ในใจมาสักพัก รู้ตัวอีกทีมือของเขาก็ถูกดึงออกจากหูของตน จึงทำให้คนขี้โวยวายข้างกายได้ส่งเสียงรอดเข้ามาให้หูเขาเต็ม ๆ และทำให้เขาเมินต่อไปไม่ได้

จิ๊ แสบหูชะมัด

ซากุระล่ะมิยูกิ! ต้นไม้นี่มีดอกขึ้นมาแล้ว!

ห๊ะ?”

จู่ ๆ เจ้าเด็กนี่ก็พูดเรื่องบางอย่างที่ดูไม่เกี่ยวกับสถานการณ์เมื่อครู่เลยสักนิดขึ้นมา แล้วมันก็เป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อด้วย

ซากุระที่ไหนจะไปมีได้ยังไง

นั่นไง!

คนที่มีท่าทางตื่นเต้นออกนอกหน้าชี้ไปทางกิ่งไม้ของต้นไม้ใญ่ตรงหน้าที่ไม่สูงนักจากนั้นเขาก็วิ่งออกไปพร้อมกับกับมือลากอีกฝ่ายออกไปด้วยอย่างไม่ทันตั้งตัว

เหวอ เดี๋ยวสิ!”

นี่ไง!”

ไม่ว่าจะพูดอไรเจ้าตัวก็ไม่ฟังเลยสักนิด แต่พอเห็นรอยยิ้มที่เปื้อนหน้าอยู่นั้น มันก็ทำให้เขาจนคำพูด

มิยูกิตรงนี้ไง

เมื่อเขามองไปตามทิศทางที่สีอำพันนั้นจ้องมองไปก็พบดอกไม้สีชมพูดอกเล็กบานอยู่บนกิ่งไม้ตรงหน้า…ดอกหนึ่ง…ดอกเดียว

ดอก…เดียว

อื้อ! แต่มันก็ขึ้นสักทีไม่ใช่เหรอ มันยังไม่ตาย!

.…”

อ่า…เจ้าดอกซากุระนี่..

ตาเรียวจ้องมองดอกซากุระดอกน้อยนั้นไม่วางตา มันทั้งรู้สึกแปลกใจ ดีใจ โหยหา และเศร้าในเวลาเดียวกัน

สวยดีเนอะว่าไหม…อีกหน่อยมันคงจะต้องบานทั้งต้นได้แน่

“….”

ถึงตอนนั้นเรามานั่งดูมันด้วยกันเถอะนะ!”

อ่า…ให้ตายเถอะ อีกแล้ว แต่ว่า…

“…อือ

เขาตอบตกลงอย่างว่าง่าย จากนั้นทุกสรรพสิ่งก็เงียบสงบลง

เมื่อละสายตาจากดอกซากุระ หลับตาลงและลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ภาพที่ได้เห็นนั้นกลับไม่ใช่ต้นไม้ต้นเดิมที่ควรจะอยู่ในสายตา ต้นไม้ที่ดูไร้ซึ่งชีวิตชีวาตอนนี้ถูกแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มอันสดใสของเด็กหนุ่มตรงหน้าเขาที่ยังคงจ้องมองดอกไม้ดอกเล็ก ๆ นั้นด้วยดวงตาสีอำพันที่ทอแสงเป็นประกายสวยงาม…

นั้นสินะ…อยากให้ถึงวันนั้นจริงๆนะ…วันที่ดอกซากุระจะเบ่งบานทั้งต้น วันที่เราทั้งสองจะได้นั่งดูมันที่นี่ด้วยกัน

.

.

.

ใช่…ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม การรอคอยของข้า ความทรงจำของข้า ความโหยหา และฤดูกาลที่ผันแปรนี่

แต่บัดนี้วันนี้ข้าได้มาพบกับเจ้า ได้เห็นรอยยิ้มของเจ้า…ชีวิตข้าก็เปลี่ยนไป

ดอกซากุระนั้น…ได้มาปรากฏในช่วงเวลาที่ข้าได้อยู่กับเจ้า…

แม้มันจะเป็นเพียงแค่ดอกเดียวก็ตาม…

ซาวามูระ…เจ้าเคยคิดบ้างไหมว่า…แม้ช่วงเวลานี้อาจจะเป็นช่วงเวลาที่แสนสั้น ช่วงเวลาที่ข้าได้มีเจ้าเข้ามาในชีวิต…

แต่ว่า…เจ้าก็ได้เข้ามาเติมเต็มสีสันในชีวิตให้แก่ข้า ช่วยเยียวยาจิตใจที่เศร้าหมองของข้า

เปลี่ยนแปลงโลกของข้า…

ดีจริง ๆ ที่ข้าได้มาพบเจ้า…

ขอบคุณนะ…

เจ้าน่ะทำให้ข้ารู้สึกว่าอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเช่นนี้จริงๆ

 
***To be continue***


Talk
สวัสดีTvT ไม่เกริ่นให้มากความเนอะ อันนี้เป็นเรื่องที่เราเคยลงไว้ว่าจะแจกฟรีเปเปอร์ล่ะ น่าจะได้เห็นที่เราบ่น ๆ ไปบ้างแล้วว่ามันเกิดข้อผิดผลาดขึ้น เราเลยทำการอัพในนี้ใหม่นะ และอันนี้เป็นฉบับเต็มแบบที่แก้แล้วและเติมแต่งให้ดีขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นอยากจะขอให้โดยเฉพาะคนที่หยิบฟรีเปเปอร์ไปช่วยอ่านตรงนี้ใหม่ ช่วงท้ายนั้นแก้ให้ดีขึ้นพอควรล่ะ ข้อผิดพลาดนี้เกิดขึ้นจากความโชคร้ายของเราเองและความลำบากในการทำฟรีเปเปอร์นี้เพราะเรานั้นอยู่ต่างประเทศจึงต้องวานเพื่อนทำให้และไม่สามารถเช็ครูปเล่มเองได้ แต่ถึงจะผิดพลาดก็อยากจะขอบคุณโมและมายมาก ๆ ที่ช่วยกันจนทำให้ได้ฟรีเปเปอร์ของเราออกมา และขอบคุณน้องมุกอีกครั้งที่แบ่งพื้นที่ให้ ขออภัยผู้อ่านทุกคนด้วยเช่นกันที่เกิดการผิดพลาดและขอบคุณที่มาหยิบกันไปนะ ครั้งหน้าจะปรับปรุงนะ

เรื่องนี้เป็นAUเรื่องยาวน้อ อย่างที่บอกคือเคยเขียนพล็อตไว้นานมากแล้วและพึ่งนำกลับมาแต่งจริงจัง ตอนนี้ศึกษามามากพอและปรับพล็อตให้ดีจนคิดว่าโอเคแล้วคาดว่าคงแต่งตอนใหม่ในอีกไม่นาน(หลังจากเครียของเก่า…) อันนี้เป็นเหมือนช่วงตอนที่ตัดมาให้ได้อ่านกันเนอะ หวังว่าจะให้ความสนใจกันไม่มากก็น้อย

ฝากตัวอีกครั้งและจะพยายามต่อไป บายยย